มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ร่วมกับ 33 หน่วยงาน จัดงาน สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2569 เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการจัดนิทรรศการที่รวบรวมโครงการในพระราชดำริกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ
ไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนอ ฟาร์มตัวอย่าง ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ราษฎรภายใต้หลักการ “ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
"..ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน ช่วยให้เขามีงานทำ ให้มีรายได้ ให้เขาสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ไม่ไปยุ่งกับยาเสพติด ไม่ไปเป็นโจรเป็นขโมย สังคมก็มีความสุข บ้านเมืองก็มีความสุข นั่นคือกำไรของแผ่นดิน.." พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ![]()
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กล่าวในงานแถลงข่าวการจัดงาน 'สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2569' ว่า
“ในปี พ.ศ. 2540 ที่เศรษฐกิจตกต่ำ พนักงานโรงงานจำนวนมากต้องตกงานและกลับภูมิลำเนา สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง ฟาร์มตัวอย่าง ขึ้นเพื่อจ้างแรงงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้นักวิชาการเกษตรจะกราบบังคมทูลว่าการเลี้ยงไก่จำนวนมากใช้คนเพียงคนเดียวก็พอ เพราะมีระบบอัตโนมัติ แต่พระองค์ทรงย้ำแนวคิดนี้ เพราะต้องการให้ชาวบ้านมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวเหมือนตอนทำงานในเมือง
ดังนั้น การขาดทุน ในที่นี้ คือการที่พระองค์ทรงยอมเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างงานที่สูงกว่าความจำเป็นในเชิงธุรกิจ แต่สิ่งที่กลับคืนมาคือ กำไรของแผ่นดิน ในรูปของความอยู่ดีมีสุขของราษฎร”
ฟาร์มตัวอย่าง ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานเพื่อรับค่าจ้างรายวันเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ที่พระราชทาน ความรู้และทักษะการเกษตร ที่จะติดตัวประชาชนไปตลอด
เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น หลายคนที่เคยทำงานในฟาร์มไม่ได้กลับไปทำงานในโรงงาน แต่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองจนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างยั่งยืน
ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวด้วยว่า แนวคิดนี้ได้ขยายตัวไปสู่การจัดตั้ง ฟาร์มตัวอย่างกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่ราบภาคกลาง และพื้นที่สูงในภาคเหนือ (ซึ่งเรียกว่าสถานีเกษตรที่สูง) เพื่อดูแลทั้งเรื่องการเกษตรและรักษาต้นน้ำ
ภายในงาน ‘สีสรรพรรณไม้ฯ ประจำปี 2569’ โครงการฟาร์มตัวอย่างนำผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์มาจัดแสดงภายใต้นิทรรศการชื่อ “สุขใจในฟาร์มตัวอย่าง” โดย ‘ฟาร์มทะเลตัวอย่าง’ นำเสนอสาหร่าย 2 ชนิด ได้แก่ สาหร่ายคีโตมอร์ฟา และ สาหร่ายคลาโดฟอร์ง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำบัดน้ำเสีย ดูดซับคาร์บอน และยังสามารถแปรรูปเป็นวัสดุชีวภาพเพื่อผลิตเป็นสิ่งทอ รวมถึงจานและถ้วย เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการลดการใช้พลาสติก
สถานีเกษตรที่สูง (ดอยดำ จังหวัดเชียงใหม่) จัดแสดงและจำหน่าย ไข่ปลาคาเวียร์ ที่ผลิตจากปลาสเตอร์เจียนซึ่งเลี้ยงบนดอยสูงที่มีน้ำเย็นจัด รวมถึงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
มีการสาธิตกิจกรรมที่ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย เช่น การเพาะเห็ด และ การปลูกพืชผักสวนครัว
นอกจากนี้ ยังมีการนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ มูลนิธิภูบดินทร์ และ มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข เพื่อน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
ที่สำคัญ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ทรงเปิดงาน 'สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2569' ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น.
ป่าเล็กในเมืองใหญ่
กรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานดูแล ‘สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ’ สถานที่จัดงาน ‘สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2569’ ดำเนินงานปลูกต้นไม้เพิ่มเติมกว่า 200,000 ต้น
วรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าไฮไลต์คือต้น ปทุมมา 8 สายพันธุ์ ได้แก่ สโนว์ไวท์ ลานนาสโนว์ ขาวยูกิ แดงประกาย กระเจียว ชมพูมะลิ ส้มอิมเพรส และไวท์ครีม รวมประมาณ 60,000 ต้น
นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกอื่น ๆ เช่น ดาวเรือง บานชื่น บานไม่รู้โรย หงอนไก่ สร้อยไก่ และแพงพวย รวมถึงไม้ใบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเก็บภาพความประทับใจ
เชิญชมนิทรรศการเกี่ยวกับ สวนสาธารณะ 5 แห่งในกรุงเทพฯ ที่ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้แก่ สวนเบญจกิติ, อุทยานเบญจสิริ, สวนรมณีนาถ, สวน 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
เรียนรู้ ไม้ทรงปลูก ที่พระองค์ทรงปลูกไว้ตามสวนต่างๆ ซึ่งมีทั้งไม้ที่รับประทานได้ ไม้ยืนต้นให้ร่มเงา และพืชที่เป็นอาหารของนกและมนุษย์
การจัดงานปีนี้ ‘กรุงเทพมหานคร’ มุ่งเน้นการ ‘รักษา ต่อยอด พระปณิธาน’ ของพระองค์ท่าน เพื่อให้สวนสาธารณะเป็นเหมือน ป่าเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร ให้คนทุกเพศทุกวัยได้มาออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ และสร้างความร่มเย็นเบิกบานใจส่งต่อถึงคนรุ่นหลังต่อไป
พลิกฟื้นผืนดิน สู่วิถีเกษตรยั่งยืน
อภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าบทบาทและกิจกรรมของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรมหลัก
1.ส่วนนิทรรศการ การสืบสานและต่อยอดแนวพระราชดำริ เน้นการแสดงความสำเร็จของโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยมีโครงการไฮไลต์ 2 พื้นที่ คือ
- โครงการในพื้นที่ภาคตะวันออก เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและสร้างแนวทางให้ “คนอยู่ร่วมกับช้างป่า” ได้อย่างสันติ มีการแสดงผลสำเร็จในการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อให้มีความสุขและปลอดภัยจากช้างป่า
- โครงการในพื้นที่ห่างไกล คืออำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ติดชายแดนเมียนมา เน้นการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา และเป็นต้นแบบในการประสานงานร่วมกันของหลายหน่วยงานเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่อื่น
2.ส่วนการสาธิต การฝึกทักษะและสร้างอาชีพ มีการสาธิตกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและเรียนรู้จริง ได้แก่
- ด้านการเกษตร: การขยายพันธุ์บอนสี และการสาธิตงานฝีมืออย่างการแทงหยวกกล้วยตานี โดยกรมส่งเสริมการเกษตร
- ด้านอาหาร: การสาธิตการผลิตอาหารจากพืช เนื้อสัตว์ และปลา ผู้เข้าชมสามารถร่วมทดลองทำได้จริง โดย ‘กรมประมง’ จัดสาธิตการทำเมนู ปลากระโห้ซาเตี๊ยะ ในวันที่ 13 สิงหาคม เวลา 11.00-12.00 น. ซึ่งเป็นเมนูสูตรโบราณคล้ายปลาต้มเค็มหวาน ใช้เวลาตุ๋นนาน 3 วัน เพื่อให้ก้างปลากระโห้นิ่มจนรับประทานได้
ปลากระโห้ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ปลาไทยใน โครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย ซึ่งกรมประมงสนองพระราชดำริใน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังทรงสดับรายงานจากกรมประมงเกี่ยวกับโครงการพัฒนาอาชีพของกรมประมงหลายโครงการซึ่งใช้พันธุ์ปลาต่างประเทศเป็นหลัก ทรงสงสัยและทรงมีพระราชปรารภเป็นคำถามว่า “ปลาไทยหายไปไหนหมด”
ตัวแทนข้าราชการกรมประมงให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ปลากระโห้เป็นปลาเกล็ดน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลาโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือก่อนหน้านั้น เป็นปลาพันธุ์ไทยแท้ที่เคยเกือบสูญพันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ พระองค์ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์และส่งเสริมการเพาะเลี้ยง
ปลากระโห้ใช้เวลาเติบโตจนถึงวัยผสมพันธุ์นานกว่าปลาทั่วไป คือต้องมีอายุ 7 ปีขึ้นไป กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ด้วยวิธี ‘ผสมเทียมแบบแห้ง’ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2528 และได้นำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ เพื่อคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ ปัจจุบันมีศูนย์เพาะพันธุ์หลักอยู่ที่ลพบุรี ราชบุรี ขอนแก่น ศรีสะเกษ และเชียงราย
ภายในงาน ‘สีสรรพรรณไม้ฯ 2569’ กรมประมงจัดแสดงปลากระโห้ตัวใหญ่ น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม แต่ในธรรมชาติปลาชนิดนี้สามารถเติบโตได้หนักถึง 100-150 กิโลกรัม
ใต้ร่มพระบารมี สืบสานพระราชปณิธาน ป่ารักน้ำ
สยาม ช้างเนียม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมและนิทรรศการภายใต้แนวคิด ใต้ร่มพระบารมี สืบสานพระราชปณิธาน ป่ารักน้ำ มีหน่วยงานเข้าร่วมมากถึง 10 หน่วยงาน โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้
1. ด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: นำเสนอจุดเริ่มต้นของ โครงการป่ารักน้ำ และพระราชดำรัสสำคัญคือ “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ...” เพื่อส่งเสริมให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน
กรมป่าไม้: แสดงผลสำเร็จโครงการอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 75,000 คน ไฮไลต์สำคัญคือการแจก ‘กล้าไม้’ ที่ขยายพันธุ์จากต้นไม้ทรงปลูก เช่น ยางนา พะยูง แก้วเจ้าจอม โมกมัน รวมถึงกล้าไม้เศรษฐกิจและไม้ดอกสีต่างๆ รวม 1,000 กล้า/วัน
องค์การสวนสัตว์ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้: เน้นการดูแลช้าง ทั้งโครงการ คชอาณาจักร (จ.สุรินทร์) เพื่อแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อน และการจัดตั้ง โรงพยาบาลช้าง รวมถึงโครงการช้างคืนถิ่น
2. ด้านทรัพยากรน้ำ
กรมทรัพยากรน้ำ: นำเสนอโครงการ รอตันบาดู จ.นราธิวาส ต้นแบบการพัฒนาชุมชนด้วยน้ำและเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในชายแดนภาคใต้
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล: จัดแสดงผลสำเร็จการจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่ขาดแคลน และเน้นย้ำการตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มตามพระราชดำริที่ทรงห่วงใยเรื่องการแย่งชิงน้ำในอนาคต
3. ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและธรณีวิทยา
กรมทรัพยากรธรณี: เปิดตัว นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Naka Titan) ไดโนเสาร์กินพืชสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ยาวกว่า 30 เมตร) และบริการตรวจอัญมณีและแร่ธาตุให้ประชาชนฟรี
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง: จำลองการฟื้นฟูนากุ้งร้างให้กลายเป็น ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ ณ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จ.ประจวบคีรีขันธ์
องค์การสวนพฤกษศาสตร์: แสดงงานวิจัยการค้นพบ พันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก 84 ชนิด ตลอดระยะเวลา 30 ปีของการดำเนินงาน
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO): นำผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้
ครั้งแรกประกวด เสน่ห์จันทน์บุษราคัม
การประกวดพรรณไม้ระดับชาติภายในงาน ‘สีสรรพรรณไม้ฯ 2569’ เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไม้ดอกไม้ประดับ
ดร.วีระชัย ณ นคร ประธานฝ่ายจัดการประกวดพรรณไม้ กล่าวว่าปีนี้จัดประกวดพรรณไม้ 8 ประเภท ได้แก่ หน้าวัวใบ, พันธุ์ไม้กลุ่มเลือดมังกร (ลักษณะใบมีสีแดงเหมือนยางไม้), บอนไซ ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มากที่ต้องใช้เครนยก, แก้วกาญจนา, หางจระเข้, บอนสี, โป๊ยเซียน และ โกสน ซึ่งเกษตรกรและชมรมพรรณไม้ต่างตั้งใจพัฒนาสายพันธุ์มาประชันกันอย่างเต็มที่ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานรางวัลชนะเลิศสำหรับพรรณไม้ 8 ประเภท
นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Champion of Champions ถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำหรับพรรณไม้ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาผู้ชนะทั้งหมด
ชมพรรณไม้ใหม่ที่เกษตรกรผสมและนำมาประกวดปีนี้เป็นปีแรก เสน่ห์จันทน์บุษราคัม ไม้ประดับตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม จะได้ถ้วยชนะเลิศจากมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รางวัลเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไม้ เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ
งาน สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2569 กำหนดจัด ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8-13 สิงหาคม 2569
สัมผัสความงดงามของพรรณไม้และน้ำพระทัย ‘แม่แห่งแผ่นดิน’
ภาพ : สำนักงานพระคลังข้างที่ (วันแถลงข่าวการจัดงานฯ)



