พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นผู้ตั้งถวายว่า
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร
ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามโบราณราชประเพณี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ทรงพระนามตามพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยว่า
“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”
พระราชประวัติด้านการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลที่ พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต และ โรงเรียนจิตรลดา ระหว่างพ.ศ.2499-พ.ศ.2509
เดือนมกราคม-กันยายน 2509 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษ (Kingsmead School, Seaford, Sussex) และระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท (Millfield School, Somerset) ระหว่างกันยายน 2509 – กรกฎาคม 2513
จากนั้นเสด็จไปยังประเทศออสเตรเลีย ทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่ โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ (King’s School, Parramatta, Sydney) ช่วงเดือนสิงหาคม 2513-พฤษภาคม 2514
มกราคม 2515-ธันวาคม 2519 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา และทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านการทหาร) คณะการศึกษาด้านการทหาร มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย
ต่อมาทรงเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศไทย หลักสูตรประจำชุดที่ 56 ระหว่างเดือนตุลาคม 2520-กันยายน 2521
ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกครั้งระหว่างกรกฎาคม 2527-ตุลาคม 2530 ทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จากนั้นทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร (The Royal College of Defence Studies, UK) ระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2533
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในด้านต่างๆ มาโดยตลอดทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง
ทรงพระราชอุตสาหะตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอยู่เสมอในทุกโอกาสที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรและติดตามความคืบหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ
ทรงเป็นประธานและทรงร่วมในงานพิธีการต่างๆ รวมทั้งการประชุมสำคัญทุกงานมิได้ขาด พระราชทานคำแนะนำต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่ราษฎรหลายกลุ่มอาชีพ ครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้านเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร
เกษตรกรยิ้มได้ เปิดโมเดลแก้มลิงบึงสีไฟ
บึงสีไฟ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่คู่จังหวัดพิจิตรมาอย่างยาวนานย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงเรียกเมืองพิจิตรว่า “โอฆบุรี” ที่แปลว่า ‘ห้วงน้ำ’ เพราะมีพื้นที่ลุ่มเต็มไปด้วยห้วยหนองคลองบึง โดยเฉพาะ ‘บึงสีไฟ’ มีน้ำขังตลอดปี
บึงสีไฟ มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 12,000 ไร่ (พื้นที่ปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ที่ 5,000 ไร่) ถือเป็นบึงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นแหล่งระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์สำหรับสัตว์น้ำและนกนานาชนิด
ก่อนการพัฒนา บึงสีไฟประสบวิกฤตหลายด้าน ได้แก่ สภาพเสื่อมโทรม มีปัญหาผักตบชวาหนาแน่น ขยะ และความตื้นเขินของแหล่งน้ำ
ปี 2556 ประสบ ปัญหาภัยแล้ง จนน้ำแห้งขอด และในปี 2560 เกิดไฟไหม้บริเวณเกาะกลางบึงเนื่องจากวัชพืชแห้งทับถมกัน
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่อง ‘น้ำ’ ทรงเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและพระราชทานแนวพระราชดำริการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยไว้มากมาย
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงต่อยอดการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรงมีพระบรมราโชบายพัฒนา ‘บึงสีไฟ’ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาเป็น แหล่งกักเก็บน้ำ และเป็น แก้มลิง เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งปี รวมถึงใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยบูรณาการงานร่วมกันหลายฝ่าย สรุปการดำเนินงานได้ดังนี้
การบริหารจัดการดิน: มีการขุดลอกบึงสีไฟระหว่างปี 2560-2563 ได้ปริมาณดินกว่า 7 ล้านลูกบาศก์เมตร นำมาทำเป็นคันดินกั้นน้ำและเสริมพื้นที่รอบบึง
การบริหารจัดการน้ำ: กรมชลประทานได้ผันน้ำจากเขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาเติมในบึง ทำให้ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 12 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ไขปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน
การปรับปรุงภูมิทัศน์และกิจกรรมสันทนาการ: สร้าง ‘ทางจักรยาน’ ระยะทาง 10.95 กิโลเมตร (ออกแบบโดยสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ) พร้อมทางเดินและลู่วิ่ง, พัฒนาเป็น ‘อุทยานบัวบึงสีไฟ’ และจัดสร้าง ‘สถานเพาะพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ’ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้, ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ‘เกาะกลางบึง’ ที่เคยถูกไฟไหม้ให้กลับมาเขียวชะอุ่ม เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของนก
ปัจจุบัน ‘บึงสีไฟ’ ได้ฟื้นคืนความงดงามและอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งสร้างอาชีพ (ประมง, สวนบัว, ค้าขาย) และสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายที่สำคัญ ช่วยให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
พลิกโฉม ‘บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่’ จากพื้นที่ห่างไกลสู่ต้นแบบชุมชนยั่งยืน
สืบเนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงทราบถึงความยากลำบากในการเดินทางและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแแดน จึงได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ
นำไปสู่การดำเนิน โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่ ทั้งสองพระองค์ยังทรงพระกรุณาเสด็จฯ เปิดโครงการฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลการดำเนินงานพัฒนาด้านต่างๆ ดังนี้
ด้าน การสาธารณูปโภคและสุขภาพ มีการตั้ง สถานีอนามัย เพื่อดูแลสุขอนามัยของชุมชน, พัฒนาระบบไฟฟ้าโดยใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) เป็นหลัก และมีระบบไฟฟ้าพลังน้ำเสริมสำหรับใช้ในโรงเรียน, พัฒนา ระบบน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอแม้ในฤดูฝนและฤดูหนาว
การส่งเสริมเศรษฐกิจและอาชีพ สนับสนุนการทำนา การปลูกผักในโรงเรือน และส่งเสริมการทอผ้าจากกี่เอวและกี่พระราชทาน เพื่อเป็นอาชีพเสริม
การศึกษาและเยาวชน ยกระดับโรงเรียนและส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา, สนับสนุนความสามารถพิเศษ เช่น การเขียนภาพ กระทั่งนักเรียนมีโอกาสเข้าแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรมระดับประเทศ
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมค่ายวิจัยให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
การขยายผล ใช้ความสำเร็จจากชุมชนบ้านสาละวะและบ้านไล่โว่เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านทิไล่ป้า บ้านปางสนุก และบ้านจะแก เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้อย่างยั่งยืนต่อไป
ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขปวงประชา
นอกจากพระราชกรณียกิจด้าน ‘ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ ดังตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจอีกหลายด้าน
ด้านการศึกษา ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลต่อ ‘เยาวชน’ โดยพระราชทานพระบรมราโชวาทและทุนการศึกษาแก่นักเรียนเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังพระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือวันเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2564 ความตอนหนึ่งว่า
“เยาวชนคนหนุ่มสาว เป็นผู้อยู่ในวัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ทั้งกำลังกาย กำลังความรู้ กำลังความคิด และมีความปรารถนาอยู่ทั่วกันที่จะใช้กำลังที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์นั้นให้เป็นพลังสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้แก่คนและส่วนรวม แต่การจะนำกำลังทั้งปวงไปใช้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้แท้จริงดังที่หวังตั้งใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความสุจริตมั่นคง ทั้งในการกระทำ คำพูด และความคิดเสมอ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานแท้แต่อย่างเดียว ที่จะเกื้อกูลให้บุคคลมีความรู้ผิดชอบ รู้จักรักษาประโยชน์ ความถูกต้อง และความเมตตาสามัคคีระหว่างกัน...”
ยังรวมถึงด้าน ศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม, การเกษตร, การศาสนา, การต่างประเทศ, การแพทย์-สาธารณสุข เป็นอาทิ
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
อ้างอิง : ห้องนิทรรศการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด ๑๐’ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ เปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) มีรอบเข้าชมทุก 30 นาที โทร.0 2621 0044


