วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

สมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นผู้ตั้งถวายว่า

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามโบราณราชประเพณี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ทรงพระนามตามพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยว่า 

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”

 

 

พระราชประวัติด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลที่ พระที่นั่งอุดร พระราชวังดุสิต และ โรงเรียนจิตรลดา ระหว่างพ.ศ.2499-พ.ศ.2509

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

เดือนมกราคม-กันยายน 2509 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษ (Kingsmead School, Seaford, Sussex) และระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนมิลล์ฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์เซท (Millfield School, Somerset) ระหว่างกันยายน 2509 – กรกฎาคม 2513

จากนั้นเสด็จไปยังประเทศออสเตรเลีย ทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่ โรงเรียนคิงส์ เขตพารามัตตา นครซิดนีย์ (King’s School, Parramatta, Sydney) ช่วงเดือนสิงหาคม 2513-พฤษภาคม 2514

มกราคม 2515-ธันวาคม 2519 ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษา และทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านการทหาร) คณะการศึกษาด้านการทหาร มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

ต่อมาทรงเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศไทย หลักสูตรประจำชุดที่ 56 ระหว่างเดือนตุลาคม 2520-กันยายน 2521

ทรงเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกครั้งระหว่างกรกฎาคม 2527-ตุลาคม 2530 ทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

จากนั้นทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร (The Royal College of Defence Studies, UK) ระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2533

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ในด้านต่างๆ มาโดยตลอดทั้งในและต่างประเทศตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง

 

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวเมื่อครั้งโดยเสด็จฯ สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในทุกภูมิภาคของไทย
 

ทรงพระราชอุตสาหะตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอยู่เสมอในทุกโอกาสที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรและติดตามความคืบหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ

ทรงเป็นประธานและทรงร่วมในงานพิธีการต่างๆ รวมทั้งการประชุมสำคัญทุกงานมิได้ขาด พระราชทานคำแนะนำต่างๆ อันเป็นประโยชน์แก่ราษฎรหลายกลุ่มอาชีพ ครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้านเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร

เกษตรกรยิ้มได้ เปิดโมเดลแก้มลิงบึงสีไฟ

บึงสีไฟ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่คู่จังหวัดพิจิตรมาอย่างยาวนานย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงเรียกเมืองพิจิตรว่า “โอฆบุรี” ที่แปลว่า ‘ห้วงน้ำ’ เพราะมีพื้นที่ลุ่มเต็มไปด้วยห้วยหนองคลองบึง โดยเฉพาะ ‘บึงสีไฟ’ มีน้ำขังตลอดปี

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา โครงการพัฒนาบึงสีไฟ

บึงสีไฟ มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 12,000 ไร่ (พื้นที่ปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ที่ 5,000 ไร่) ถือเป็นบึงที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเป็นแหล่งระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์สำหรับสัตว์น้ำและนกนานาชนิด

ก่อนการพัฒนา บึงสีไฟประสบวิกฤตหลายด้าน ได้แก่ สภาพเสื่อมโทรม มีปัญหาผักตบชวาหนาแน่น ขยะ และความตื้นเขินของแหล่งน้ำ

ปี 2556 ประสบ ปัญหาภัยแล้ง จนน้ำแห้งขอด และในปี 2560 เกิดไฟไหม้บริเวณเกาะกลางบึงเนื่องจากวัชพืชแห้งทับถมกัน

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่อง ‘น้ำ’ ทรงเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและพระราชทานแนวพระราชดำริการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยไว้มากมาย

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา มุมหนึ่งภายในโครงการพัฒนาบึงสีไฟ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงต่อยอดการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรงมีพระบรมราโชบายพัฒนา ‘บึงสีไฟ’ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาเป็น แหล่งกักเก็บน้ำ และเป็น แก้มลิง เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งปี รวมถึงใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยบูรณาการงานร่วมกันหลายฝ่าย สรุปการดำเนินงานได้ดังนี้

การบริหารจัดการดิน: มีการขุดลอกบึงสีไฟระหว่างปี 2560-2563 ได้ปริมาณดินกว่า 7 ล้านลูกบาศก์เมตร นำมาทำเป็นคันดินกั้นน้ำและเสริมพื้นที่รอบบึง

การบริหารจัดการน้ำ: กรมชลประทานได้ผันน้ำจากเขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาเติมในบึง ทำให้ปัจจุบันสามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 12 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ไขปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา เส้นทางจักรยานภายในโครงการพัฒนาบึงสีไฟ

การปรับปรุงภูมิทัศน์และกิจกรรมสันทนาการ: สร้าง ‘ทางจักรยาน’ ระยะทาง 10.95 กิโลเมตร (ออกแบบโดยสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ) พร้อมทางเดินและลู่วิ่ง, พัฒนาเป็น ‘อุทยานบัวบึงสีไฟ’ และจัดสร้าง ‘สถานเพาะพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ’ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้, ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ‘เกาะกลางบึง’ ที่เคยถูกไฟไหม้ให้กลับมาเขียวชะอุ่ม เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของนก

ปัจจุบัน ‘บึงสีไฟ’ ได้ฟื้นคืนความงดงามและอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งสร้างอาชีพ (ประมง, สวนบัว, ค้าขาย) และสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายที่สำคัญ ช่วยให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

พลิกโฉม ‘บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่’ จากพื้นที่ห่างไกลสู่ต้นแบบชุมชนยั่งยืน

สืบเนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงทราบถึงความยากลำบากในการเดินทางและการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแแดน จึงได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ 

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา ทอดพระเนตรและทรงเปิดโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่

นำไปสู่การดำเนิน โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี บ้านสาละวะ-บ้านไล่โว่ ทั้งสองพระองค์ยังทรงพระกรุณาเสด็จฯ เปิดโครงการฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลการดำเนินงานพัฒนาด้านต่างๆ ดังนี้

ด้าน การสาธารณูปโภคและสุขภาพ มีการตั้ง สถานีอนามัย เพื่อดูแลสุขอนามัยของชุมชน, พัฒนาระบบไฟฟ้าโดยใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) เป็นหลัก และมีระบบไฟฟ้าพลังน้ำเสริมสำหรับใช้ในโรงเรียน, พัฒนา ระบบน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอแม้ในฤดูฝนและฤดูหนาว

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

การส่งเสริมเศรษฐกิจและอาชีพ สนับสนุนการทำนา การปลูกผักในโรงเรือน และส่งเสริมการทอผ้าจากกี่เอวและกี่พระราชทาน เพื่อเป็นอาชีพเสริม

การศึกษาและเยาวชน ยกระดับโรงเรียนและส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา, สนับสนุนความสามารถพิเศษ เช่น การเขียนภาพ กระทั่งนักเรียนมีโอกาสเข้าแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรมระดับประเทศ

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมค่ายวิจัยให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่

การขยายผล ใช้ความสำเร็จจากชุมชนบ้านสาละวะและบ้านไล่โว่เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น บ้านทิไล่ป้า บ้านปางสนุก และบ้านจะแก เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

นอกจากพระราชกรณียกิจด้าน ‘ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ ดังตัวอย่างที่กล่าวถึงข้างต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจอีกหลายด้าน

ด้านการศึกษา ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลต่อ ‘เยาวชน’ โดยพระราชทานพระบรมราโชวาทและทุนการศึกษาแก่นักเรียนเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังพระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือวันเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2564 ความตอนหนึ่งว่า

“เยาวชนคนหนุ่มสาว เป็นผู้อยู่ในวัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ทั้งกำลังกาย กำลังความรู้ กำลังความคิด และมีความปรารถนาอยู่ทั่วกันที่จะใช้กำลังที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์นั้นให้เป็นพลังสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้แก่คนและส่วนรวม แต่การจะนำกำลังทั้งปวงไปใช้เป็นพลังสร้างสรรค์ได้แท้จริงดังที่หวังตั้งใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความสุจริตมั่นคง ทั้งในการกระทำ คำพูด และความคิดเสมอ เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานแท้แต่อย่างเดียว ที่จะเกื้อกูลให้บุคคลมีความรู้ผิดชอบ รู้จักรักษาประโยชน์ ความถูกต้อง และความเมตตาสามัคคีระหว่างกัน...”

ยังรวมถึงด้าน ศิลปะ วัฒนธรรม และสังคม, การเกษตร, การศาสนา, การต่างประเทศ, การแพทย์-สาธารณสุข เป็นอาทิ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

 

ร.10 กษัตริย์นักศึกษา พระราชาผู้พัฒนาชาติ เฉลิม 74 พระชนมพรรษา

อ้างอิง : ห้องนิทรรศการ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด ๑๐’ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ เปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) มีรอบเข้าชมทุก 30 นาที โทร.0 2621 0044