เมื่อท้องฟ้ามืดครึ้มและสายฝนเริ่มโปรยปราย หลายคนมักนึกถึงความวุ่นวาย ทั้งการวิ่งหนีเข้าหาชายคา ความกังวลว่าผ้าที่ตากไว้จะเปียก หรือปัญหาน้ำรั่วซึมที่ทำให้ต้องรีบคว้ากะละมังมารองน้ำด้วยความวิตก
แต่จะเป็นอย่างไรหากเราลอง ‘พลิก’ วิธีคิดเหล่านั้น แล้วเปลี่ยน หยดน้ำที่น่ากังวล ให้กลายเป็นเครื่องมือในการออกแบบ
เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ ISAN Creative Festival 2026 (ISANCF 2026) ตอบคำถามข้างต้นด้วยนิทรรศการ อีสานเรนนี่สีสัน เพี้ยนเสียงมาจาก ISAN Rainy Season นี่คือจุดเริ่มต้นของพื้นที่ทดลองทางศิลปะที่ สายฝน ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรค แต่เป็น ‘ผู้รังสรรค์’ (Rain creates the work) ที่สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากโลกออนไลน์
นิทรรศการ อีสานเรนนี่สีสัน คือการออกแบบพื้นที่ประสบการณ์และกระบวนการสร้างสรรค์ที่ทำงานร่วมกับสายฝน บนพื้นที่ 15 x 15 เมตร ติดตั้ง พาวิลเลียนฝนประดิษฐ์ เพื่อจำลองฝนให้ตกทุกชั่วโมง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที สลับกับการพัก เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าชมเป็นรอบๆ แต่ผู้จัดจะพึงพอใจมากกว่าหากมีฝนตกจริงตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งการพ่นฝนประดิษฐ์
การเข้าชมพาวิลเลียนเหมือนได้เล่นน้ำฝน แต่ไม่เปียก ผู้จัดได้เตรียมอุปกรณ์พิเศษไว้ให้แล้ว คือ ร่มเปลี่ยนสี เมื่อโดนฝนหรือความเย็นสีบนผืนร่มจะสดขึ้น (เป็นสีชมพู) แต่ถ้าโดนแสงแดดหรือความร้อน สีจะจางหายไป
บริเวณภายในพาวิลเลียนยังติดตั้งงานศิลปะ (Installation Art) ที่ “แสดงตัวตน” (Perform) ออกมาเมื่อโดนฝนเท่านั้น (คล้าย ‘ร่มเปลี่ยนสี’) อาทิ บั้งไฟน้ำ สิ่งประดิษฐ์ที่จะขยับหรือกระดกตัวเมื่อมีน้ำฝนตกลงมา
สร้างศิลปะแห่งเสียงด้วย กะละมังรองน้ำฝน ใช้เซ็นเซอร์และไมโครโฟนขยายเสียงหยดน้ำและปรับจูนเสียง (Reverb) ให้ไพเราะคล้ายเสียงกลอง
เสียงกลองจะดังและรัวมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับฝนตกหนักหรือไม่ ขนาดของกะละมังและระดับน้ำ เปลี่ยนความกังวลเรื่องน้ำรั่วให้กลายเป็นความเพลิดเพลิน
มีการจัดวาง เครื่องสร้างเสียง ออกแบบเป็นรูปนกและกบ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เล่นและสร้างเสียงด้วยตัวเอง ทำให้ประสบการณ์ในหน้าฝนสนุกยิ่งขึ้น
ร่วมด้วยการ ย้อมผ้าด้วยฝน (Rain Dyeing) งานศิลปะกึ่งการทดลองที่ใช้ธรรมชาติเป็นตัวช่วยรังสรรค์ลวดลายโดยเจ้าของ สวนแมน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเน้นการเรียนรู้ด้านหม่อน-ไหม จากจังหวัดสกลนคร
“เราหาความเป็นไปได้ในการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติโดยไม่ใช้การต้มตามแบบปกติ แต่ใช้ ‘สายฝน’ เป็นตัวนำพาให้สีซึมเข้าสู่เนื้อผ้า แทนการที่มนุษย์จะสะบัดสีหรือมัดย้อมเอง” ปราชญ์ นิยมค้า (แมน) ผู้ก่อตั้ง สวนแมน (Man Garden) กล่าว
เป็นการย้อมซ้ำต่อเนื่องตลอด 9 วันของการจัดนิทรรศการ เพื่อให้สีไหลจากด้านบนลงล่างและซึมจากด้านล่างขึ้นบนจนเกิดลวดลายและคราบที่ไม่ซ้ำกัน แม้แต่การเกิดเชื้อราในบางจุดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ตามฤดูกาล
สีที่ใช้มาจากพืชพรรณที่ศิลปินปลูกเองใน “สวนแมน” เช่น สีเหลืองจากใบสมอและดอกดาวเรือง, สีแดงจากครั่ง และสีส้มจากคำแสด
“เทคนิคการย้อมบนผ้าผืนใหญ่โดยใช้ฝนในลักษณะนี้ ถือเป็นการทดลองครั้งแรกที่ทำในงานนี้ และยังไม่เคยทำแบบนี้ที่สกลนคร เพื่อแสดงให้เห็นบทบาทของธรรมชาติที่มีต่อการออกแบบ” เจ้าของสวนแมนกล่าว
ผ้าที่ผ่านการทดลองนี้จะนำไปประมูล หรือนำไปออกแบบเป็นของตกแต่งบ้าน ฉากกั้นห้อง และเสื้อผ้า รวมถึงจะนำไปจัดแสดงต่อที่ ‘สวนแมน’ จังหวัดสกลนคร
นอกจากนี้ยังมีการแสดงศิลปะในรูปแบบ Rain Theater นำเสนอประสบการณ์การสัมผัสสายฝนในมิติใหม่ การเคลื่อนไหวร่างกายที่สอดคล้องไปกับหยดน้ำและสายฝน
“แทนที่จะหลบเลี่ยงฝน เราต้องการให้นักแสดงสัมผัสและเคลื่อนไหวไปกับฝน เพื่อให้ฝนเป็นตัวสร้างสรรค์งาน (Rain creates the work) โดยดูว่าแรงปะทะของฝนที่โดนร่างกายจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวอย่างไร” รศ.ดร.ธนัชพร กิตติก้อง อาจารย์สาขาวิชาการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ร่วมจัดนิทรรศการ ‘อีสานเรนนี่สีสัน‘ กล่าว
กลุ่มนักศึกษาเพิ่งเรียนจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 4 คน ฝึกซ้อมแบบด้นสด (improvisation) และการทดลองเคลื่อนไหว (explore) ร่วมกับน้ำในพื้นที่การแสดง
“โครงการที่เกี่ยวกับฝนนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ทำ และเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานสำหรับทีมงานทุกคน” รศ.ดร.ธนัชพร กล่าว
นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย สถาปนิกบริษัท Cloud Floor ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘อีสานเรนนี่สีสัน’ ให้ความเห็นว่า งานออกแบบทั่วไปซื้อขายออนไลน์ได้ แต่ “ประสบการณ์จากสายฝน” ต้องมาสัมผัสในพื้นที่จริงเท่านั้น เปรียบเทียบกับเทศกาลหิมะเมืองฮาร์บิน เพื่อสร้างให้เป็นเทศกาลที่คนอยากเดินทางมาสัมผัส
“เรามองเป็นเรื่องเฟสติวัล ฮาร์บินเมืองจีนมีเทศกาลหิมะ บ้านเราอาจจะมีเทศกาลฝนก็ได้ที่เป็นงานศิลปะชวนให้คนมาเที่ยวกัน คือเราพลิกวิธีคิด ใช้ฤดูฝนเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดงานศิลปะหรืองานออกแบบ สำคัญที่สุดคือสร้างประสบการณ์ งานออกแบบซื้อขายกันออนไลน์ได้ แต่ประสบการณ์ต้องไปที่นั่นเท่านั้น นิทรรศการนี้อาจเป็นต้นแบบของการขายประสบการณ์ที่ทำให้คนต้องมาในที่นี่ ดูออนไลน์ก็ไม่เหมือนมาสัมผัสเอง ต่อไปโครงสร้างอาจไม่เป็นพาวิลเลียนแบบนี้ อาจเป็นงานประติมากรรมกลางแจ้งแล้วเมื่อฝนตกมันจะเปลี่ยนสี จะหมุน เป็นอะไรก็ได้แล้วแต่จะออกแบบ” นัฐพงษ์ กล่าว
ฟางข้าวเกี่ยวกระหวัดรังไหม
ปีนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 จัดขึ้นภายใต้ธีม นอร์ทอีสเดิ้น : NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร ชวนค้นพบศักยภาพใหม่ของภาคอีสานที่เต็มไปด้วยความ “เดิ้น” ทั้งผู้คน ธุรกิจโลคัล และชุมชน ด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 200 โปรแกรม ใน 4 พื้นที่หลักของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) ทั่วจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน
ที่ ‘TCDC ขอนแก่น’ นอกจากนิทรรศการ ‘อีสานเรนนี่สีสัน’ ยังมีอีกหลายนิทรรศการ อาทิ Isan Value Up พื้นที่จัดแสดงผลงานจากผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในโครงการชื่อเดียวกันจาก 3 จังหวัดเครือข่าย New TCDC (สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี) นำทุนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็น ‘สินค้าและบริการสร้างสรรค์’ ภายใต้แนวคิด NORTHEAST MODERN
"ผ้าไหมงาม ข้าวสารหอม" เป็น 2 ใน 7 คำขวัญประจำจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งในนิทรรศการ Isan Value Up ทีมนักสร้างสรรค์ SAREN (ซาเร็น) นำผลิตภัณฑ์ที่บ่งชี้ความเป็นจังหวัดสุรินทร์จาก 2 คำขวัญดังกล่าวมาจัดแสดง นั่นก็คือ ผ้าทอจากฟางข้าวและรังไหม
ทีมซาเร็นประกอบด้วย จันทร์วิภา แก้วนารี, สตูดิโอ ซาเร็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ผศ.รัตนเรขา อัจฉริยะพิทักษ์, ปฏิพัทธิ์ ชัยวิเทศ และ กัลยา โกวิทวิสิทธิ์
หนึ่งในทีมซาเร็นให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากฟางข้าวมีเส้นใยสั้น จึงต้องนำเส้นใยชนิดอื่นมาปั่นผสมเพื่อให้ได้เส้นใยที่ยาวพอสำหรับการทอผ้า
เส้นใยที่เลือกใช้คือเส้นใยจาก รังไหมเหลือใช้ ช่วยลดปริมาณขยะได้ทางหนึ่ง เพราะปกติจะถูกเผาทิ้ง เช่นเดียวกับ ‘ฟางข้าว’ ที่มักถูกเผาทิ้งเช่นกัน การนำฟางข้าวมาพัฒนาเป็นเส้นใยจึงช่วยลดมลภาวะวิธีหนึ่ง โดยฟางข้าว 1 ไร่ ใช้ทอผ้าได้ประมาณ 1,200 หลา
การทำ ‘ผ้าทอจากฟางข้าวและรังไหม’ ต้องอาศัยความชำนาญและงานฝีมือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 3 อำเภอด้วยกัน คือ
- การย่อยเส้นใยโดยเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.เขวาสินรินทร์
- การย้อมเส้นใยด้วยสีธรรมชาติโดยวิสาหกิจชุมชน อ.กาบเชิง
- การทอผ้าของวิสาหกิจชุมชน ต.ทับน้อย อ.รัตนบุรี
แนวคิดนี้สร้างมูลค่าให้ชุมชนแล้วเมื่อแปรรูปเป็นกระเป๋า หมวก และเมื่อปี 2567 บริษัทสยามคูโบต้าคอลแลบส์กับแบรนด์แฟชั่นเกรย์ฮาวด์นำผ้าทอฟางข้าวฯ 1,290 หลาไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าจำหน่ายเป็นคอลเลคชันพิเศษ ปีนี้ทีมซาเร็นนำผ้าทอฟางข้าวฯ มาต่อยอดเป็นผ้าสำหรับหุ้มเครื่องเรือน
ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการวิจัยตั้งแต่ปี 2563 จดสิทธิบัตรการผลิตเส้นใยจากฟางข้าวเรียบร้อยแล้ว แต่ยังวิจัยต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นใย เช่น โครงสร้างของผ้า ความสะอาด สารอนินทรีย์ การยืดดึง ขัดถู (ซักได้ 1 หมื่นรอบ) เส้นใยฟางข้าวของข้าวพื้นเมืองสายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งการวิจัยในปี 2570-2572 กำลังจะศึกษาเรื่องการย้อมสีจากฟางข้าว
รอยทับเลื่อนของกาลเวลา
แบรนด์สิ่งทอชื่อดังของไทย PASAYA (พาซาญ่า) ร่วมแสดงศักยภาพสิ่งทออีสานผ่านการผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิม นวัตกรรมสมัยใหม่ และความยั่งยืน ถ่ายทอดผ่านผืนผ้า 2 รูปแบบบนแนวคิด “รอยทับเลื่อนของกาลเวลา” การเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน
ผืนแรกชื่อ เสียงสะท้อน (Echos) นำเสนอประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่ยาวนานของอีสาน ในผืนผ้ามีการใส่ลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ท้องถิ่น เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ เทียนพรรษา ดอกคูน ไดโนเสาร์ และลวดลายจากเครื่องจักสาน เช่น ลายกระติ๊บ ลายเข่ง
อีกผืนแสดงถึงการปรับตัวเข้ากับชีวิตสมัยใหม่ในสไตล์ป๊อปอาร์ต (Pop Art) นำลวดลายอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาตัดทอนรายละเอียดให้ดูโมเดิร์นขึ้น ให้ชื่อผ้าทอผืนนี้ว่า เดิ้นเด้อ (Dern-Der)
ตัวแทนพาซาญ่ากล่าวว่า ผ้าทอทั้งสองผืนโชว์การทอระบบอุตสาหกรรมที่มีรากฐานจากงานมือ ความยากอยู่ที่การออกแบบโครงสร้างเส้นด้ายยืนและด้ายพุ่งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก่อนการทอ เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการโดยไม่ใช่การพิมพ์ลายลงบนผ้า
มีการเปิดตัวโครงการนำร่อง (Pilot Project) เป็นผ้าที่ทอจากเส้นด้ายรีไซเคิลจากขวดพลาสติกผสมกับฝ้าย เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าลำลองที่สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี และดูแลรักษาง่าย
รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่มีการทดลองนำสีจากพืช ‘ห้อม’ หรือสีครามมาใช้ย้อมเส้นใยพลาสติกและฝ้ายในกระบวนการอุตสาหกรรม ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและสีไม่ตก
พร้อมจัดแสดงผลงานจดหมายเหตุ (Archive) ของแบรนด์ที่มีอายุกว่า 20 ปี ทำจากไหม 100% มีความตั้งใจเปิดร้านและเป็นส่วนหนึ่งของชาวขอนแก่นอย่างเต็มตัวภายในปีนี้


