เริ่มต้นที่กล้องถ่ายรูปของคุณตาที่หล่อหลอมให้ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ก้าวสู่ช่างภาพมืออาชีพ ถึงแม้ว่าเพิ่งรับรางวัล The Best of Bangkok Design Week 2026 สาขา Communication Design จาก European Product Design Award มาหมาดๆ แต่เขายังคงนิยามตัวเองว่าเป็นเพียง "นักเรียนถ่ายภาพ" ที่พร้อมเรียนรู้โลกผ่านเลนส์อยู่เสมอ มาทำความรู้จักกับมุมมองและความคิดของช่างภาพคนนี้ไปพร้อมกันค่ะ
- กล้องถ่ายรูปของคุณตา
“เรื่องการถ่ายภาพผมได้รับอิทธิพลมาจากคุณตา (สนิทพันธุ์ พิศาลยบุตร) ซึ่งเป็นช่างภาพสมัครเล่นที่ค่อนข้างจริงจัง คุณตามีกล้องถ่ายรูปเยอะมากและชอบที่จะหยิบกล้องตัวโน้นตัวนี้มาให้เราใช้ หลังจากคุณตาเสียชีวิต ผมได้รับมรดกเป็นกล้องฟิล์มที่ใช้เรียนหนังสือจนจบมาทำงานเป็นช่างภาพก็ยังใช้กล้องตัวนั้นอยู่เลย”
สมัชชา เล่าถึงบุคคลแรกที่ทำให้เขารู้จักกล้องถ่ายรูปและเป็นคนเดียวกันกับที่มอบกล้องถ่ายรูปตัวแรกให้กับเขา
“ความจริงผมตั้งใจเรียนด้านศิลปะ สอบเอนทรานซ์ครั้งแรกติดคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แต่คุณแม่ไม่อยากให้ไปเลยไปเรียนวิทยาลัยกรุงเทพฯเพราะพี่ชายคนโตเรียนที่นั่น ผมเรียนนิเทศศาสตร์รุ่นเดียวกับ ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ บดินทร์ ดุ๊ก และหมอหยอง เรียนอยู่ปีเดียวก็ไปสอบเอ็นทรานซ์ใหม่คราวนี้สอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านเป็นคนที่ทำให้ผมอยากเป็นช่างภาพ และทำให้ผมคิดถึงความมีระเบียบวินัยของคุณตา อาจารย์ศักดาเป็นผู้มีคุณูปการในวงการถ่ายภาพของเมืองไทย เวลาสอนท่านจริงจังมาก ทำให้ผมสนใจการเป็นช่างภาพมากกว่าเป็นศิลปิน
อาจารย์สอนให้ทำงานเป็นระบบ สอนให้เรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้วอาชีพช่างภาพรายได้สูงมากนะครับ คุณสามารถทำเงินได้ถึงวันละ 8,000 บาท อาจารย์บอกว่าถ้าพวกคุณตั้งใจเรียนเป็นช่างภาพจะได้เงินมหาศาล
ด้วยความชอบในการถ่ายภาพ ทำให้ผมหมกตัวอยู่ในห้องมืด จนอาจารย์ที่สอนผมในห้องนั้นจนถึงทุกวันนี้เราก็ยังเจอกันบ่อยๆ”
- สู่เส้นทางอาชีพ
เมื่อรู้ตัวแล้วว่าอยากเป็นช่างภาพมากกว่าเป็นศิลปิน พอพี่ชายชวนไปช่วยงานที่บริษัทโฆษณาเขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล
- ประสบการณ์ต่างแดน
ทำงานเป็นช่างภาพที่บริษัทโฆษณาอยู่ 6 ปี สมัชชาตัดสินใจโบกมือลาเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
Two directions outside
“คุณแม่มีเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่นเลยขอคุณแม่ว่าอยากจะไปลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โลกกลมมากได้พบกับรุ่นพี่ที่จุฬาฯ เลยไปทำงานที่ร้านอาหารและพักอยู่ที่นั่น ใกล้กับร้านอาหารมีแคมปัสของ UCLA (University of California) ที่เปิดสอนหลักสูตรพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนงาน
เราสามารถเลือกคอร์สที่เราสนใจเรียนได้ แต่ละคอร์สจะมีคนที่อยู่ในสายอาชีพนั้นมาสอน ผมลงเรียนถ่ายภาพ เรียนพื้นฐานวิชาภาพยนตร์ ลงเรียนไปหลายวิชาเหมือนกันใช้เวลาเรียนหลังเลิกงาน ช่วงหกโมงเย็นถึงสามทุ่ม สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมาก”
สมัชชาใช้เวลาเก็บประสบการณ์ที่ลอสแอนเจลิสนาน 5 ปี จึงตัดสินใจกลับบ้าน
- เป็นช่างภาพอีกครั้ง
กรุงเทพฯช่วงปี ค.ศ.2000 เป็นเวลาที่การค้าขายในตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นที่คึกคักมาก สมัชชากลับมาช่วยพี่ชายเปิดร้านขายของสะสมวินเทจ สนุกกับการตระเวนหาของที่นักสะสมมองหา แน่นอนว่าหนึ่งในนั้น คือ กล้องถ่ายรูป
“ผมเริ่มสะสมกล้องถ่ายรูปจนสนิทกับคุณเอ็ดดี้ร้าน Camera Collection ตรงธนิยะ ว่างเมื่อไหร่ก็จะไปช่วยแกเปิดร้าน บางครั้งก็ไปช่วยงานคุณ Mitchell Tung ถ่ายรูปที่ร้าน Photo en Vongue จนมาเจอกับ ยิ้ม-กุลยา กาศสกุล (คู่ชีวิต) จึงมาถ่ายรูปจริงจัง
ยิ้มเป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ที่เล่นกล้องด้วยกัน เขาขอให้ไปช่วยถ่ายรูปให้หน่อย เราชอบทำงานแบบนี้อยู่แล้ว เหมือนเป็นความผูกพันที่วิทยาลัยกรุงเทพ ถึงแม้ว่าเราจะเรียนอยู่ปีเดียวแต่อาจารย์ที่สอนเรา คือพวกที่เขียนตำราตัวจริงที่นำมาเรียนกันในวันนี้ พอได้กลับมาทำงานช่างภาพก็ทำให้ได้เจอเพื่อนที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนหลายคน”
- จากคบคิดถึงเอฟวายไอ (FYI)
ด้วยความรักความชอบและความสนุกในการทำงาน จากที่เคยมาช่วยถ่ายภาพสำหรับงานประชาสัมพันธ์ สมัชชากับกุลยาจึงร่วมกันก่อตั้งบริษัทคบคิดซึ่งต่อมาเป็นเอฟวายไอ รับงานประชาสัมพันธ์ข่าวสารด้านศิลปะเป็นหลัก
“ตอนนั้นอายุเกือบ 40 แล้ว แรกๆผมยังใช้กล้องฟิล์มถ่ายงานอยู่เลย เพราะว่ากล้องดิจิตอลช่วงแรกราคายังแพง ผมมีกล้องฟิล์มค่อนข้างเยอะแล้วเป็นกล้องที่ถ่ายงานประเภทนี้ได้ดี จนกล้องดิจิตอลราคาไม่แรงเหมือนช่วงแรกจึงเปลี่ยนมาใช้กล้องดิจิตอล
ตัวแรกยังคงเป็น Nikon D40 ตามมาด้วย D70 เป็นยี่ห้อที่คุณตาใช้มาตลอดซึ่งผมก็ได้รับอิทธิพลนั้นต่อมา”
ภาพถ่ายนิทรรศการ ละ-ลาย: ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และเรื่องเล่า ที่อาคารคุณากิจเทรดดิ้ง เยาวราช
สำหรับการถ่ายภาพให้กับงานประชาสัมพันธ์ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละงาน สมัชชากล่าวว่า
“ผมชอบมองอะไรเป็นองค์ประกอบ เราจะมองว่าเส้นนี้เฟรมนี้มีที่ว่างตรงนี้ เหมือนกลับไปที่พื้นฐานตอนเรียนถ่ายรูป แต่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ยิ่งพอมีโซเชี่ยลมีเดียที่คนชอบทำอะไรเหมือนๆกันผมรู้สึกต่อต้านในใจ
คิดแบบนี้ฝังใจว่าต้องทำอะไรไม่ให้เหมือนใคร อันไหนคนทำเยอะๆ เราก็จะไม่อยากทำ เว้นแต่ถ้าเป็นความต้องการของลูกค้าเราทำให้ได้ แต่ถ้าเป็นงานของเราเองก็จะไม่ทำ” สมัชชาบอกกับเรา
- The Show Must Go On
ผลงานภาพถ่ายในชุด The Show Must Go On คือสิ่งที่อธิบายความในใจของสมัชชาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง ความคิด ในการถ่ายทอดภาพถ่ายในแบบที่ไม่เหมือนใคร
ในขณะเดียวกันก็บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาของเขาที่เติบโตอยู่ในย่านท่าดินแดงและมักจะนั่งเรือข้ามฟากมาเดินเที่ยวตามตรอกซอกซอยย่านเยาวราช ทรงวาด ที่อยู่ฝั่งท่าน้ำราชวงศ์อยู่เสมอ
“ตอนเราเด็กๆเยาวราช เป็นเหมือนศูนย์รวมความบันเทิง มีทั้งโรงหนัง โรงงิ้ว วันหยุดเราก็นั่งเรือฟรีเพราะว่าญาติคุณยายเป็นคนเก็บเงินสัมปทานค่าเรือข้ามฟากท่าดินแดงไปท่าน้ำราชวงศ์ เราชอบไปเดินเล่นเยาวราช หาอะไรกิน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไปเดินเล่นถ่ายรูปอยู่ตลอด
สำหรับผลงานภาพถ่ายชุดนี้ เกิดจากการนำภาพถ่ายหลายๆภาพที่เคยถ่ายเก็บเอาไว้ มาผสมกับภาพถ่ายปัจจุบัน เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ของช่างภาพคนหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงเลเยอร์ของภาพเก่ากับภาพใหม่ที่ซ้อนทับกันอยู่ โดยมีการจัดองค์ประกอบตามแบบที่ผมถนัด
ผลงานชุดนี้นำมาจัดแสดงในงาน Bangkok Design Week 2026 เพื่ออยากจะบอกว่าชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าสิ่งที่เคยเห็นในวันเก่าๆบางอย่างก็ไม่มีให้เห็นแล้วในวันนี้”
ผลงานชุด The Show Must Go On
การที่ผลงาน The Show Must Go On ได้รับรางวัล The Best of Bangkok Design Week 2026 สาขา Communication Design จาก European Product Design Award เป็นเรื่องที่สมัชชากล่าวว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับประกาศนียบัตร ใบรับรอง หรือแม้แต่การส่งงานเข้าประกวดในรายการใดๆ
ด้วยความเชื่อที่ว่าชีวิตคือการเรียนที่ไม่รู้จบ ทุกวันนี้ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ยังคงนิยามตนเองว่าเป็น “นักเรียนภาพถ่ายตลอดชีวิต” เหมือนเช่นเคย
Website : www.samatchaapaisuwan.com
Facebook : https://rb.gy/qjmnv3
Instagram : https://rb.gy/pdlaah


