ไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติต่างๆ อีกทั้งยังมี "คนจนเมือง" กว่า 90% ได้รับผลกระทบด้านรายได้ และเกือบ 1 ใน 3 เงินไม่พอจะซื้ออาหาร นี่คือปัญหาที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไข จึงได้ชวน ว่าที่ผู้ว่าฯ ร่วมพูดคุยถึงแนวทาง เพื่อเดินหน้าสู่เมืองหลวงแห่งพื้นที่อาหารอย่างยั่งยืน
ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติต่างๆ อาทิ โรคระบาด ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงวิกฤติอาหาร อีกสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ ยังมี "คนจนเมือง" ที่ต้องเผชิญกับสภาวะขาดแคลนอาหาร
ในช่วงวิกฤติโควิด -19 ในปี 2563 มีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พบว่า คนจนเมืองกว่า 90% ได้รับผลกระทบด้านรายได้ และเกือบ 1 ใน 3 เงินไม่พอจะซื้ออาหาร คนส่วนหนึ่งอยู่ได้จากการช่วยเหลือของภาคเอกชนและคนทั่วไปที่ทำอาหารมาแบ่งปันผู้เดือดร้อน ปกติแล้วค่าใช้จ่ายด้านอาหารของคนไทยมีสัดส่วนมากถึง 35% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สำหรับคนจนและผู้มีรายได้น้อยจะเป็นค่าอาหารมากกว่า 50% ขณะที่ ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากร ปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป บริโภคอาหารในกลุ่มที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งหวาน มัน เค็ม ในระดับที่มีความเสี่ยงสูงคือ กินมากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้คนกินเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs
เมื่อการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครกำลังใกล้เข้ามา จึงเป็นจังหวะและโอกาสสำคัญสำหรับคนกรุงฯ ที่จะได้ฝากความหวังให้กรุงเทพมหานคร เดินหน้าสู่เมืองหลวงแห่งพื้นที่อาหารและความมั่นคงทางอาหารที่อาหารปลอดภัย อย่างยั่งยืนเป็นจริง งานนี้ภาคีเครือข่ายสีเขียวทั้งระดับประเทศและนานาชาติ นำโดย มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) สวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และองค์กรพันธมิตร ได้แก่ แอ็คชั่นเอด โฮมเน็ต มูลนิธิชุมชนไทย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยการสนับสนุนของโครงการอียูโควิด สหภาพยุโรป (European Union) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ต่างร่วมกันระดมความหวัง ผ่านเวทีนโยบายสาธารณะ "ปากท้องของคนกรุงฯ : ชวน (ว่าที่) ผู้ว่าออกแบบอนาคตเมืองด้วยพื้นที่อาหาร" ซึ่งยังมีตัวแทนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ท่าน ได้แก่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นางสาวรสนา โตสิตระกูล นายชัชชาติ สุทธิพันธุ์ และ น.ต.ศิธา ทิวารี ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวจากตัวแทนของชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมอีกทั้งได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประเด็นเรื่องปากท้องและเรื่องสวัสดิการพื้นฐานของคนเมืองที่จะเป็นแนวนโยบายเมื่อได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พร้อมตัวแทนองค์กรชุมชนจากกรุงเทพมหานครและตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านเกษตรกรรมและอาหาร และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด โดยในงานตัวแทนจากชุมชนเมืองหลากหลายได้ร่วมกันเรียกร้องต่อ กทม. และผู้กำหนดนโยบาย ให้กรุงเทพมหานครและหัวเมืองต่างต้องมีหลักประกันว่าทุกคนในสังคมไทยต้องสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเพียงพอและปลอดภัย
วรางคนางค์ นิ้มหัตถา ตัวแทนจากโครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กทม. สามารถมีบทบาทริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดพื้นที่อาหารของเมืองใน 10 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- กทม. ควรมีวิสัยทัศน์และนโยบายในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง
- การจัดหาที่ดินและทรัพยากรสำหรับการผลิตและตลาดอาหาร
- สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน
- พัฒนานวัตกรรมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากการหมุนเวียนทรัพยากรของเมือง
- สนับสนุนงบประมาณแก่กลุ่มคนชุมชนต่างๆ เพื่อทำสวนผักหรือตลาดท้องถิ่น
- สร้างความเชื่อมโยงให้เด็กนักเรียน ผู้ป่วยได้รับอาหารที่ดีและปลอดภัย
- เพิ่มโอกาสผู้ค้ารายย่อยได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจอาหาร
- สร้างระบบสวัสดิการให้ทุกคนเข้าถึงอาหารและจัดการตนเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน
- สร้างกลไกเฝ้าระวัง ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีร้านอาหารและแหล่งจำหน่ายผักผลไม้และวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย
- พัฒนาระบบสนับสนุน เช่น ผังเมืองที่ปกป้องพื้นที่อาหาร
ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า นโยบายด้านอาหาร ทั้งเรื่องการมีและการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย เพียงพอ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ควรเป็นหนึ่งในนโยบายที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญ จึงสนับสนุนให้มีนโยบายพื้นที่อาหารของเมืองให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่ทางสังคมให้คนในเมืองสามารถอยู่ร่วมกันโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี





