"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า

"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า

เรื่องที่ผู้ชายคนนี้และเพื่อนๆ คิด กำลังเป็นเทรนด์ที่คนทั้งโลกพูดถึง ไม่ว่าโลกเสมือนจริง หรือ"เมตาเวิร์ส" ไฮบริดออฟฟิศ หรืออะไรก็ตามที่เป็นเทคโนโลยีล้ำๆ

ถ้าเชื่อว่า คนเล็กๆ เปลี่ยนโลกได้ นี่คือเรื่องราวของ จอมทรัพย์ สิทธิพิทยา ที่เคยฝันอยากเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ แต่ประสบอุบัติเหตุแขนหัก วิศวกรซอฟต์แวร์คนนี้ จึงเปลี่ยนความฝัน มาทำเรื่องเทคโนโลยีล้ำๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

อาทิ VR box (แว่นตา 3 มิติ) ,TV/Video Wall (วิดีโอวอลล์) ,ไฮบริดออฟฟิศ รวมทั้ง Display Solution จอแสดงผลต่างๆ และอีกมากมายที่ทีมงานสร้างสรรค์ได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง

หลายปีที่ผ่านมาเคยสร้างสรรค์ VR Sphere ยานพาหนะ VR เพื่อการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ และนั่นทำให้เขากล้าไปต่อ โดยเฉพาะการจำลองโลกเสมือนจริงผ่านแว่นตา 3 มิติ ที่จอมทรัพย์ บอกว่าในอนาคตแว่นตัวนี้ต้องเล็กลง

 

 

ปัจจุบันจอมทรัพย์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอ็กซ์ซี จำกัด (EXZY COMPANY LIMITED ) เจ้าของโซลูชั่นแห่งอนาคตหลายเรื่อง หลังจากเปิดบริษัทมานานกว่า 9 ปี จากพนักงาน 5-6 คนปัจจุบัน 40-50 คนกับการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ใครเห็นต้องร้องว้าว !

ในมุมของคุณ เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ?

ช่วงโควิดระบาด หลายคน work from home ต้องประชุมออนไลน์ ไม่ได้เจอเพื่อนในออฟฟิศ สิ่งที่จะได้เห็นอีกปีกว่าๆ คือ การประชุมแบบโลกเสมือนจริง เหมือนอวตารนั่งคุยกัน ตอนนี้เฟซบุ๊คหรือไมโครซอฟท์ กำลังทำเรื่องนี้

"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า

(จอมทรัพย์ สิทธิพิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอ็กซ์ซี จำกัด) ภาพ :วันชัย ไกรศรขจิต

ยกตัวอย่างอีกเรื่อง ถ้าเราอยู่ในห้องเล็กๆ ของคอนโด อยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แว่นตา 3 มิติจะมีซอฟต์แวร์ที่ทำออกมา ใส่แล้วเหมือนกำลังนั่งอยู่บ้านริมทะเล ประสบการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในงบไม่สูง แต่สิ่งที่ประเทศเราต้องการคือ การเข้าถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คุณภาพสูง ราคาเหมาะสม

ประเทศไทยคงพัฒนาไปตามเทรนด์ให้เข้ากับคนไทย มีการสร้างซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม เราไม่ใช่ประเทศที่มีศักยภาพในการสร้างฮาร์ดแวร์ บริษัทที่ทำเรื่องเทคโนโลยีในไทยยังมีน้อย และไม่มีการอัดฉีดเงินจากภาครัฐ

เราต้องมองให้ออกว่า คนไทยเก่งอะไร เราเก่งเรื่องการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับดีไซน์ คนไทยสามารถขึ้นเป็นเบอร์หลักๆ ของโลกได้

ตอนนี้เทคโนโลยีบริษัทคุณ ถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างไร

มีใช้ในธุรกิจบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ภาคธุรกิจพลังงานมีการใช้แบบจำลองสถานการณ์จริง เทคโนโลยีแบบนี้ใช้เพื่อคัดเลือกและฝึกอบรมพนักงานได้

อย่างการรับพนักงานขุดเจาะน้ำมัน ถ้าต้องทดสอบว่า คนๆ นั้นกลัวความสูงไหม สามารถใช้เทคโนโลยีแว่น VR เสมือนว่าคนๆนั้นยืนบนสะพานเล็กๆ พาดระหว่างสองตึก ถ้ากลัวความสูงจะเดินออกไปไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ในห้องนั้นมีแค่แผ่นไม้หนาๆ วางอยู่

"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า

 

จากพนักงาน 5-6 คน ปัจจุบันบริษัทคุณมีพนักงานกว่า 40 คน แสดงว่าธุรกิจเติบโตค่อนข้างดี ?

เปิดบริษัทมา 9 ปี เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เป็นหนึ่งในธุรกิจของเรา นอกจากนี้ยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่ใช้ในร้านอาหาร และร้านรีเทล เพื่อให้ลูกค้าที่เข้าไป ได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่

อีกเรื่องธุรกิจ คือ ไฮบริดออฟฟิศ ขายให้องค์กรที่ต้องการเปลี่ยนออฟฟิศทั่วไปที่พนักงานทุกคนมีโต๊ะทำงาน กลายเป็นโต๊ะเวียนกันใช้ ระบบหลักแบบนี้ขายให้ลูกค้าในองค์กรกว่า 200 แห่ง

ขยายความเรื่องโลกเสมือนจริงในธุรกิจของคุณสักนิด ?

ในเรื่องโลกเสมือนจริง เราโฟกัสธุรกิจที่บริษัทน้ำมัน เราเคยทำวีอาร์สเปียร์ (ยานพาหนะ VR เพื่อการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่) ใช้ในพิธภัณฑ์ สามารถเข้าโลกเสมือนจริงได้ผ่านอุปกรณ์เหมือนรถในอนาคต

โครงการล่าสุดเราทำให้บริษัทโมเดิร์นฟอร์ม เมื่อก่อนการออกแบบออฟฟิศจะใช้เปอร์สเปคทีฟ ตอนนี้เทคโนโลยีใหม่ VR แพลตฟอร์ม สามารถลากเฟอร์นิเจอร์เหมือนจริงต่างๆ ลงแปลนได้เลย ทำให้งานออกแบบรวดเร็ว ถ้าอยากเปลี่ยนสีผนัง เปลี่ยนโต๊ะเล็กลง ทำได้เลย ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องกลับไปเรนเดอร์(Render) ภาพใหม่ (จำลองแสงสะท้อนหรือเงามากขึ้น เพื่อให้สมจริง) ทำออกมาก็ดูไม่ออกอีก แต่เทคโนโลยีนี้ ทั้งเรื่องการรับรู้ ดีไซน์ และประสิทธิภาพ จะมีความว้าว! มากขึ้น

"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า (VR Sphere หรือ ยานพาหนะ VR เพื่อการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่)

เทคโนโลยีรูปแบบนี้สร้างการรับรู้ได้ดีขึ้น ?

เมื่อก่อนงานตรวจสอบไซด์งานก่อสร้าง ถ่ายรูปมาแล้วไล่คุยในที่ประชุม ตอนนี้ใช้ซอฟต์แวร์การถ่ายภาพ 360 องศาตรวจสอบได้ว่า มุมตรงไหนต้องแก้ไขอย่างไร คนตรวจสอบไม่ต้องเข้าไซด์งาน ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนในเรื่องไฮบริดออฟฟิศ มีการพัฒนาฮาร์ดแวร์สูงขึ้น ต่อไปอยู่ที่บ้าน ใส่แว่น VR เข้าโลกเสมือนจริง เหมือนเราอยู่ที่โต๊ะประชุมกับเพื่อน เรื่องนี้เรากำลังเก็บข้อมูล ยังไม่โฟกัสในภาคธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในบ้านเรา

จากวีอาร์สเปียร์พัฒนามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

วีอาร์สเปียร์ ทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น เป็นสัญลักษณ์บอกพนักงานว่า เราเป็นบริษัทนวัตกรรม ทำเงินจากตรงนี้ได้ และเราได้รางวัลชนะเลิศจากองค์กรนวัตกรรมแห่งชาติ ปี 2560 จากผลงาน VRSphere : พาหนะท่องโลกเสมือนจริง

และปีอื่นๆ ได้รางวัลชนะเลิศ สร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ Smart Office Solution อย่างเช่นระบบจองห้องประชุม Meet in Touch พร้อมหน้าจอหน้าห้องประชุม เป็นต้น

เป็นที่ยอมรับทั้งลูกค้าและบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้มีผลงานอย่างต่อเนื่อง เราเคยทำยานพาหนะVR ใช้ในพิพิธภัณฑ์ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง มีการใช้เทคโนโลยีนี้ทำให้คนเห็นภาพชัดมากขึ้น

และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) มีการฉายภาพเรียลไทม์ พาไปทัวร์โลกอนาคตให้เห็นว่ามีอะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้เป็นดีเอ็นเอของเราที่จะทำให้ล้ำและเท่ เราได้รางวัลเพราะมีโซลูชั่นสอดคล้องกับโลกปัจจุบัน

ถ้าแว่น 3 มิติพัฒนาไปอีกขั้น จะเกิดอะไรขึ้น

เกมเปลี่ยนเลย ตอนนี้แว่นเรย์แบนร่วมกับเฟซบุ๊ค พัฒนาแว่นสามมิติ สามารถฉายภาพที่มองเห็นขึ้นเฟซบุ๊คได้เลย

แต่ปัญหาตอนนี้คือ แว่นวีอาร์มีขนาดใหญ่ไป จึงถูกใช้ในกิจกรรมชั่วคราว ไม่เกิน 1 ชั่วโมงในแง่ความบันเทิง การเล่นเกม ดูหนัง พวกเรากำลังพัฒนาแว่นสามมิิติ เพื่อสร้างช่องทางธุรกิจรูปแบบใหม่

ต่อไปเราจะสามารถใส่แว่นวีอาร์เบาๆ ออกกำลังกายที่บ้าน เหมือนมีโค้ชสอนหลายๆ คนแบบเรียลไทม์ และโค้ชสามารถจัดหลายๆคลาสได้ เทคโนโลยีแบบนี้จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น โดยไม่ทิ้งเรื่องปฎิสัมพันธ์กับคน

เป็นบริษัทเดียวที่ทำเรื่องโลกเสมือนจริง ?

ไม่อาจพูดได้ว่าเป็นบริษัทเดียว แต่เป็นบริษัทที่มีผลงานเข้าสู่คนปริมาณพอสมควร เป็นบริษัทแห่งหนึ่งที่หลายคนนึกถึง

เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงจะมีประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างไร

ถ้าเทคโนโลยีเหล่านี้ลดต้นทุน ถึงจุดหนึ่งจะมีผล อย่างเช่นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องสร้างห้องตัวอย่างหลายแบบ จะลดต้นทุนได้จริง ซึ่งต่อไปจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภายใต้ข้อจำกัดที่เหมาะสม ถึงจะมีการกระจายเทคโนโลยี

หรือตอนนี้เด็กๆ ไม่สามารถเข้าไปดูงานในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ได้ แต่เราสามารถเอาสภาวะแวดล้อมจริงจากสถานที่ใหญ่ๆ มาสร้างโลกเสมือน พิพิธภัณฑ์เล็กๆ เพื่อทำให้เด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดเข้าถึงเมื่อไรก็ได้ ต้นทุนไม่สูง รัฐลงทุนได้

การเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ มีคอนเทนต์ขายในออนไลน์ถูกมาก ถ้าโรงเรียนมีอุปกรณ์แว่นวีอาร์ไม่ต้องคุณภาพสูง หมื่นกว่าบาท จะทำให้เรียนรู้เรื่องที่เข้าใจยากได้ง่ายขึ้น อย่างเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก เรื่องดวงดาว อ่านหนังสือแล้วจินตนาการไม่ออก

 เทคโนโลยีอีกเรื่องในโลกที่กำลังทำจริงจังในวงการแพทย์ ปกติการเรียนแพทย์ต้องหาครูใหญ่มาเรียนผ่าศพ ทำได้แค่บางช่วง แต่ถ้ามีแว่นวีอาร์ มีซอฟต์แวร์พวกนี้ นักศึกษาแพทย์จะซ้อมผ่าศพได้ตลอดเวลา และต่อไปบริษัทเกมจะมีบทบาทต่อเมตาเวิร์สมากขึ้น คงจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ

"Metaverse"ที่จะเกิดในเมืองไทย : "จอมทรัพย์"นักเทคโนโลยี มีเรื่องเล่า

(ไฮบริดออฟฟิศ อีกงานหลักที่พวกเขาทำ )

เทคโนโลยีล้ำๆ แบบนี้ใช้เวลาพัฒนานานไหม

ในโลกนี้เริ่มมีแล้วทางการแพทย์ ดังนั้นถ้าจะเกิดในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องยาก และผมต้องบอกก่อนว่า คำว่าโลกเสมือนจริงไม่ใช่แค่ซื้อแว่นวีอาร์มาใส่

ถ้ามีโทรศัพท์มือถือลองเปิดยูทูบโหมดวีอาร์ มีบางคอนเทนต์แค่ส่องไปซ้ายบ้างขวาบ้าง ก็เหมือนโลกเสมือนจริง เริ่มมีฟรีคอนเทนต์เยอะ

เด็กไทยทั่วไปเข้าไปเรียนรู้สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ทำให้เข้าใจเทคโนโลยีสร้างความแปลกใหม่ได้

ต่อไปเราจะเข้าสู่โลกเมทริกซ์ได้เหมือนในหนังไซไฟ?

เริ่มมีแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงมากขึ้น เมต้าเวิร์สคือ การนำสิ่งที่อยู่ในโลกจริงมาทำเป็นดิจิทัล และสามารถทำเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

เพราะสอดคล้องกับการทำงานของสมอง แม้ตัวตนที่แท้จริงไม่ใช่อย่างนั้น แต่โลกเสมือนในออนไลน์ได้รับการยอมรับ

เพราะสมองถูกออกแบบมาแบบนั้น เทคโนโลยีกับความเป็นมนุษย์มันไปในทางเดียวกัน เลี่ยงไม่ได้ ต่อไปจะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งใหม่ของมนุษย์ชาติ

ย้อนมาถึงเรื่องตัวคุณ เคยตั้งใจว่าจะนักกอล์ฟมืออาชีพ แต่มาเป็นนักนวัตกรรม?

ผมเจออุบัติเหตุ แขนหัก จะเป็นนักกีฬาก็เป็นไม่ได้ ผมก็ต้องเปลี่ยนความฝัน และสิ่งที่ผมทำ ต้องตอบคำถามชีวิตผมได้คือ ผมต้องสนุกและรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในโลก และได้ผลตอบแทนที่ดี รวมถึงผมมีเวลาดูแลครอบครัว จัดการชีวิตได้ ผมมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่คนต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากเรื่องเทคโนโลยี คุณยังสนใจเรื่องการออกแบบและธุรกิจ ?

ที่ผมเปิดบริษัท เพราะผมเห็นศักยภาพของคนไทยที่ทำงานด้านเทคโนโลยี และผมรู้สึกเศร้าในหลายครั้งที่วิศวกรไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงานดีไซน์และงานธุรกิจ

การเป็นนักนวัตกรรมต้องมีสมดุลระหว่างเทคโนโลยี งานออกแบบ มนุษยศาสตร์ และภาคธุรกิจ

ถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้ไม่สามารถเป็นนักนวัตกรรมยุคใหม่ได้ เราคนไทยสามารถทำเทคโนโลยีรูปแบบไม่เหมือนใครและน่าสนใจได้

ทำไมคุณให้ความสำคัญกับการจัดการชีวิตอย่างมีแบบแผน จนเป็นโค้ชเรื่องนี้

สาเหตุทีี่คนเราเครียด เพราะมีเรื่องในหัวให้จัดการเยอะ มีข้อมูลเข้ามาหลายช่องทาง ทั้งอีเมล ไลน์ ถ้าทุกเรื่องถูกเก็บไว้ถูกที่ถูกทางจะจัดการง่าย ไม่เครียด

ผมใช้แนวคิด Getting Things Done (GTD) ซึ่งแนวคิดนี้มาจาก David Allen ผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done เอามาช่วยบริหารจัดการงานหรือสิ่งที่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพ (productive) โดยไม่ต้องเปลืองพลังงานสมอง ไม่เครียด

ยกตัวอย่างวันหนึ่งมี 10 เรื่องเข้ามาในชีวิต ต้องดูว่า มีเรื่องไหนทำได้เลยภายในสองนาที ผมไม่ต้องจำว่า แต่ละวันผมต้องทำอะไรบ้าง ผมเอาทุกเรื่องที่ต้องทำ เข้าระบบให้ถูกหมวด

เมื่อเปิดมือถือผมก็จะรู้ว่า เรื่องไหนต้องทำในออฟฟิศ เรื่องแบบไหนต้องทำที่บ้าน หรือระหว่างขับรถ อาทิ อยู่ในรถสามารถฟังพอดแคสต์ โทรศัพท์ได้ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น

เพราะมีคนคิดระบบที่ดีมาแล้ว ผมจึงเอาเรื่องพวกนี้ไปสอนพนักงานของผม พนักงานบริษัทเพื่อน ลูกและภรรยาด้วย