วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

อนาคตคนจะทำงานแค่ 3.5 วัน/สัปดาห์? Jamie Dimon ชี้ AI เปลี่ยนชีวิต

อนาคตคนจะทำงานแค่ 3.5 วัน/สัปดาห์? Jamie Dimon ชี้ AI เปลี่ยนชีวิต

ก่อนหน้านี้มีผลสำรวจใหม่จาก Harvard Youth Poll 2025 เปิดเผยว่า กลุ่มวัยทำงานคนรุ่นใหม่เชื่อ AI คือภัยคุกคามทางอาชีพอันดับ 1 ของพวกเขา สร้างความกลัวและความกังวลให้วัยทำงานไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้บริหารระดับสูงบางคนกลับมองว่า แม้ AI จะทำให้บางงานหายไปจริง แต่ก็อาจพาเราไปสู่ยุค “ทำงานน้อยลง แต่มีชีวิตที่ดีขึ้น”

แนวคิดดังกล่าวมาจากปากของ "เจมี ไดมอน" (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan Chase ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก เขาได้ออกมาพูดถึงประเด็นอนาคตโลกการทำงานในยุค AI อีกครั้ง และคราวนี้เป็นมุมมองที่ทั้ง “จริง” และ “เป็นแง่บวก” ไปพร้อมกัน

โดยเมื่อไม่นานมานี้ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunday Morning Futures ทาง Fox News เขายอมรับว่า หลายบริษัทกำลังชะลอการจ้างงานจริง แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลด้าน AI ทั้งหมด เขามองว่าภายใน 1 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีนี้ จะยังไม่ถึงขั้นเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมากแบบฉับพลัน

ไดมอนอธิบายว่า นวัตกรรมใหม่ๆ มักถูกมองว่าน่ากังวลในช่วงแรกเสมอ เหมือนยุคที่โลกเพิ่งมีรถแทรกเตอร์ ปุ๋ยเคมี หรือวัคซีน แต่ท้ายที่สุดสิ่งเหล่านั้นกลับช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์อย่างมหาศาล เช่นเดียวกัน เขามองว่า AI จะทำประโยชน์มากกว่าสร้างความเสียหาย

เขาย้ำว่า “ท้ายที่สุดแล้ว AI จะทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมเพื่อมนุษยชาติ บางทีวันหนึ่งเราอาจไม่ต้องทำงานหนักเท่าเดิม แต่ยังมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้”

AI จะมาแทนงานบางประเภทจริง แต่ “ทักษะมนุษย์” จะยิ่งสำคัญ!

แม้จะมองโลกแง่ดี ซีอีโอเจมี ไดมอน ก็ยังยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริง และ AI จะทำให้งานบางส่วนหายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่มนุษย์ต้องทำคือ “พัฒนาทักษะคนที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้” โดยหลักๆ มี 3 ทักษะที่เขามองว่าจะยิ่งสำคัญในอนาคตโลกการทำงานมากขึ้น ได้แก่

1. ทักษะการคิดวิเคราะห์
2. ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
3. ทักษะการสื่อสาร

เขาเตือนด้วยว่า หาก AI เติบโตเร็วเกินกว่าที่แรงงานจะปรับตัวทัน ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต้องรับผิดชอบร่วมกัน

เขาเตือนว่าหาก AI พัฒนาเร็วเกินกว่าที่แรงงานจะปรับตัวทัน รัฐบาลและภาคธุรกิจจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้คนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เช่น อาจต้องมีโครงการฝึกทักษะใหม่ การย้ายถิ่นฐานเพื่อหางาน การสนับสนุนรายได้ หรือแม้แต่การเปิดทางให้เกษียณก่อนกำหนด

ยอมรับ AI อาจทำให้งานบางงานหาย แต่จะสร้างงานใหม่ด้วยแน่นอน!

ไดมอนเสริมว่า AI จะสร้างความต้องการงานใหม่ในทันที โดยเฉพาะงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้าง การวางระบบไฟเบอร์ออปติก และงานบริการเทคโนโลยี ทำให้ภาพรวมตลาดแรงงานจะเป็น “การสับเปลี่ยนรูปแบบงาน” มากกว่า “การทำลายงานทั้งหมด”

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังย้ำถึงแนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนชั่วโมงการทำงานใหม่ นั่นคือ อนาคตการทำงานแบบสัปดาห์ละ 3 วันครึ่ง อาจเกิดขึ้นได้จริงในเร็ววันนี้ โดยก่อนหน้านี้ ซีอีโอไดมอน เคยกล่าวถึงไอเดียนี้ไว้ว่า ภายในอีก 20-40 ปี โลกอาจเข้าสู่ยุคที่มนุษย์ทำงานเพียงสามวันครึ่งต่อสัปดาห์ได้ หากเทคโนโลยีช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนลงอย่างต่อเนื่อง

เขาย้ำว่า ทั้งรัฐบาลและบริษัทต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงต้านทางสังคม เพราะการเปลี่ยนผ่านที่ขาดการออกแบบ มักทำให้ผู้คนรู้สึกถูกคุกคาม

“AI จะทำให้งานบางส่วนหายไป เราไม่ควรหลอกตัวเองในเรื่องนี้” ไดมอนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม AI อาจไม่ใช่ผู้ร้าย แต่เป็นบททดสอบการออกแบบอนาคตของมนุษย์ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “AI จะมาแทนเรามากแค่ไหน?” แต่คือ “เราจะใช้โอกาสนี้ออกแบบชีวิตและการทำงานแบบใหม่อย่างไร?”

หากภาคสังคมและผู้นำองค์กรในทุกภาคอุตสาหกรรม สามารถจัดการการเปลี่ยนผ่านได้อย่างรอบคอบ เราอาจสามารถเข้าสู่โลกการทำงานที่มนุษย์ทำงานน้อยลง แต่ใช้ชีวิตได้มากขึ้นจริงๆ ในสักวันหนึ่ง

 

 

อ้างอิง: FortuneSunday Morning Futures