เปิดผลกระทบของ "ฝุ่นจิ๋ว" มลภาวะทางอากาศที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 โดยเฉพาะอนุภาคฝุ่นละอองที่มีโลหะพิษผสมอยู่ เช่น สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม แล้วฝุ่นละอองส่งผลต่อสุขภาพรุนแรงขนาดไหน?
ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 โดยเฉพาะอนุภาคฝุ่นละออง (Particulate Matter : PM) โดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่ เช่น สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ
เริ่มที่ฝุ่นละอองขนาด > 5 μm (ไมโครกรัม) จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอและลิ้น ไม่ลงไปสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ส่งผลให้มีอาการคัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ฝุ่นละอองขนาด 2.5-5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมและขั้วปอดส่วนต้น ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว จะมีอาการไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด และในกรณีของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 2.5 μm จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอยและถุงลม
รายงานของกรมควบคุมมลพิษ ปี 2561 ระบุว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึงยานพาหนะ ก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 μm (พีเอ็ม 2.5) โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน
การรายงานระดับคุณภาพอากาศ (Air Quality Index (AQI) ในประเทศไทย จะแบ่งเป็น 5 ระดับ โดยระดับที่เกิน 50 μg/m3 (ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) เป็นระดับที่ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษหรือผู้มีโรคประจำตัวควรลดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้หน้ากากอนามัยหรือหน้ากาก N95 โดยสีเตือนนั้นจะใช้สีส้ม และถ้าค่า PM 2.5 เกิน 90 μg/m3 สีเตือนเป็นสีแดง จะเริ่มมีผลเสียทางสุขภาพต่อประชาชนทั่วไป ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิด
PM 2.5 ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM 2.5 ทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระภายในเซลล์ ส่งผลให้ความแข็งแรงของเซลล์ลดลง เกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ
ฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้ โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น
ผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย
ฝุ่น PM 2.5 ยังมีความเป็นพิษต่อยีน (genotoxic) โดยตรง ทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย (DNA damage) สัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่นๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลางและอื่นๆ
สำหรับมาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาว ควรให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น) ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง
แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เช่น ควบคุมการใช้ยานพาหนะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ทางเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันเสีย เป็นต้น สำหรับประชาชนทั่วไปการติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมากๆ เช่น ช่วงเดือน พ.ย.-มี.ค. เพื่อลดโอกาสสูดเอาฝุ่นละอองดังกล่าวเข้าปอด





