สองศิลปินเรียกร้องสิทธิผ่านงานศิลปะ ไปไกลถึงอิตาลี

สองศิลปินเรียกร้องสิทธิผ่านงานศิลปะ ไปไกลถึงอิตาลี

มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “เวนิส เบียนนาเล่” เปรียบเสมือนกีฬาโอลิมปิกในวงการศิลปะ ผลงานที่ถูกคัดเลือกต้องมีความเจ๋งและโดดเด่นเพื่อไปประกาศศักดาในแวดวงศิลปะ

     ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 57 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี งานนี้ถือเป็นการรวมผลงานศิลปะชิ้นงามจากหลายๆ ประเทศ และของประเทศไทยได้ผลงานจาก 2 ศิลปินคือ กวิตา วัฒนะชยังกูร และ อานนท์ ไพโรจน์ ผู้ผ่านงานศิลปะมาอย่างมากมาย โชว์ผลงานและความภาคภูมิใจให้คนทั่วโลกได้ชื่นชม

     ผลงานที่ทั้งสองคน จะนำไปแสดงที่เวนิส มีความคล้ายคลึงกัน คือพูดถึงการเรียกร้องสิทธิ ของอานนท์พูดถึงการเรียกร้องสิทธิของแรงงานที่ทำงานสาน ในขณะที่กวิตาใช้ศิลปะเป็นสื่อเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง

     กวิตา: “ผลงานที่เตรียมนำไปโชว์ เราทำเพื่อสะท้อนความเป็นผู้หญิง ที่มีบทบาทหลายสถานะ ทั้งเป็นคุณแม่คอยดูแลเลี้ยงดูลูกๆ และอีกมุมหนึ่ง ผู้หญิงในเอเชียก็คือแรงงานที่มีความเสี่ยงในชีวิต โดยการนำตัวเองเข้าไปทดลองอยู่ในงานศิลปะ เช่น นำตัวเองไปเป็นไม้หาบตระกร้าผลไม้ เพื่อแสดงความอดทนของสตรี”

     อานนท์: “ผลงานของผมที่มีชื่อว่า “เชียงราย เฟอร์รารี่” เป็นรถยนต์จักสานด้วยฝีมือชาว เชียงราย ที่ดูเรียบง่าย ผมสร้างชิ้นงานขึ้นมาโดยที่ไม่มีการวาดแบบเอาไว้ มีแค่ของเล่นและรูปจากอินเทอร์เน็ตแบบคร่าวๆ ที่เหลือก็เป็นเรื่องจินตนาการของคนที่ไม่เคยเห็นรถ ไม่รู้จักอุตสาหกรรม ทำเครื่องยนต์ไม่เป็น แต่ทำเป็นอย่างเดียวคือเก่งในด้านการทำตะกร้าสาน อีกอย่างหนึ่งงานสานเป็นสิ่งที่ต้องใช้สติ สมาธิเยอะมาก เราจะทำอย่างไรให้ท้ายรถมาบรรจบกันได้แบบไม่เสียเชิงที่คนสานนั้นทำการสานตระกร้ามาทั้งชีวิต นี่คือความเจ๋ง”

     ผลงานทั้งหมดนี้ทั้งคู่คิดค้น ผ่านการใช้เวลาทำอย่างยาวนาน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าผลงานของตนจะถูกนำไปแสดงไกลถึงอิตาลี

     กวิตา: “งานชิ้นนี้ทำมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว เราอยากทำเรื่องของผู้หญิงในประเด็นอะไรได้บ้าง จึงเริ่มจากเรื่องง่ายๆ คืองานในบ้านและแตกออกไปเป็นเรื่องของแรงงาน เรื่องการทำงานนอกบ้าน และการเปรียบเทียบตัวเราเป็นเครื่องจักร การได้ไปอิตาลีครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายตัวเรามาก เป็นความฝันของเราที่จะได้ไปงานนี้ด้วยค่ะ (ยิ้ม)”

     อานนท์: “ผมตั้งเป้าไว้ 6 เดือน แต่ทะลุไป 2 ปีกว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องการสานช้าหรือทำไม่เก่ง ปัญหาคือเราเลิกทำ เราท้อแท้ แต่เราก็ลุกมาลุยต่อ คิดแค่ว่าทำให้สุดเท่าที่มันควรจะเป็น ก่อนเราจะยอมรับกับคำว่าล้มเหลว อีกอย่างการไปอิตาลีครั้งนี้มันไม่ได้อยู่ในแผนชีวิตผมเลย ผมโชคดีมากกว่าที่ได้เป็นตัวแทน เมื่อไปแล้วถ้ามีใครสามารถตอบหรือแก้ปัญหาในสิ่งที่ผมสื่อผ่านงานชิ้นนี้ได้ มันคงมีประโยชน์มากกว่าที่จะมาพูดถึงงานผมจริงๆ”

     การทำงานศิลปะหลายๆ ชิ้นมักเป็นการแสดงตัวตนของเจ้าของผลงานออกมาด้วย

     กวิตา: “เราเน้นด้านผู้หญิง แรงงานและสิทธิของผู้หญิง เชื่อว่าเมื่อทุกคนได้ดูแล้วจะรู้สึกว่าเราสามารถอดทน และทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด อันนั้นคือจุดที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ ผลงานหลายชิ้นจะแสดงถึงตราชั่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเท่าเทียม”

     อานนท์: "ผมไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ว่า สิ่งนี่มันคือตัวตนของเราหรือตัวตนของใคร งานนี้ทำออกมาได้เพราะทุกคนยอมรับในการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทีมที่วิ่งแบ่งปันความฝันไปด้วยกัน ตัวตนของงานคงไม่ได้ถูกกำหนดจากผม แต่เจตนาของผมคือตัวเรามีชีวิตอยู่ในงานของเราจริงๆ"