“พ.ร.บ.อุ้มฆ่า-ทรมาน” คำตอบที่ยังมีคำถาม

“พ.ร.บ.อุ้มฆ่า-ทรมาน” คำตอบที่ยังมีคำถาม

ไทยยังมีกรณีซ้อมทรมานและอุ้มฆ่าอุ้มหายอย่างต่อเนื่อง หากปัญหาไม่ถูกแก้ และไม่มีบทลงโทษที่จริงจัง ก็จะเป็นช่องโหว่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล

แถลงการณ์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ที่ตีกลับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือร่าง พ.ร.บ.อุ้มฆ่า-ทรมาน นั้น นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยถูกฉายสปอตไลท์จากองค์กรระดับยูเอ็น ในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน

เหตุผลของยูเอ็นที่วิตกในเรื่องนี้ ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าไทย เพราะระบุชัดว่า ประเทศไทยยังมีกรณีซ้อมทรมานและอุ้มฆ่าอุ้มหายอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการแก้ปัญหาและไม่มีบทลงโทษที่จริงจัง ก็จะเป็นช่องโหว่ให้ผู้กระทำความผิดทางอาญาร้ายแรงนี้ไม่ได้รับบทลงโทษที่ชัดเจน

ภาษาที่เข้าใจง่ายๆ เรียกว่า “ลอยนวล”

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และภรรยาของทนายสมชาย กล่าวในฐานะเหยื่อการบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ บอกกับทีมล่าความจริงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่มีความจริงใจในการสร้างกลไกเพื่อป้องกันและยุติการบังคับสูญหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา

คดีการหายตัวไปของทนายสมชาย ถือเป็นคดีอุ้มหายที่ญาติของเหยื่อสามารถต่อสู้จนคดีเข้าสู่การพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย แต่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้มีหนังสือถึงครอบครัวทนายสมชาย แจ้งว่าได้มีคำสั่งงดการสอบสวนคดี เนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าทนายสมชายเสียชีวิต

คดีทนายสมชาย ไม่ต่างจากคดีการหายตัวไปของบิลลี่ ที่ดีเอสไอมีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษ เช่นเดียวกับคดีการหายตัวไปของ นายกมล เหล่าโสภาพันธ์ จากเครือข่ายต้านคอร์รัปชั่น และคดีลุงเด่น คำแหล่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในภาคอีสาน

ล่าสุด คดีสุสานเผานั่งยางในอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อกลางปีที่แล้ว / พยานปากสำคัญที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ ลุงดารา พาไสย์ ก็มีข่าวว่าดีเอสไอจะไม่รับเป็นคดีพิเศษ และยุติการคุ้มครองลุงดาราในฐานะพยาน

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการอนุวัตกฎหมายภายในของไทย หลังจากไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และร่วมลงนามในอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหายมานานหลายปี แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญาเป็นการเฉพาะ ทำให้ยากต่อการเอาผิดผู้กระทำ โดยเฉพาะหากเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ

นี่เองที่ทำให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแสดงความกังวล และเรื่องนี้อาจส่งผลบานปลายเกินคาดเดา เพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำลังจะทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ด้วย

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะปิดเงียบได้อีกต่อไป