วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนพิเศษ ในชุมชนพิเศษ

ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่มันคือการอยู่ร่วมอย่างเข้าใจผ่านหลักมนุษยปรัชญา ที่มองเห็นคุณค่าในคนทุกคน แม้แต่กลุ่มคนที่มีความต้องการ “พิเศษ”

บทละครก็งั้นๆ สังข์ทองก็คือสังข์ทอง ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ส่วนนักแสดงก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะการแสดงถูกรบกวนด้วยเสียงเท้าที่เคาะพื้นนอกบท แถมบางคนก็ยังหลงลืมจุดบล็อกกิ้ง กระทั่งผิดคิว และลืมบทที่จะต้องเล่นต่อไปก็มี

..ต้องยอมรับว่า นี่คือ การแสดงที่ออกจะขาดๆ เกินๆ และไม่เข้ารูปเข้ารอยอย่างที่สุด!

แต่ไม่มีใครปริปากบ่น หรือคอมเมนต์ออกไป เพราะที่จริงแล้ว ละครเรื่อง “สังข์ทอง” ที่จัดแสดงขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนั้น คือ การแสดงละครตีความโดยเหล่าเยาวชนพิเศษร่วมกับผู้ปกครอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ห้องเรียน “ปีกกล้าขาแข็ง” โรงเรียนนอกระบบที่ใช้ธรรมชาติเป็นสื่อการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานครัว งานทำสวนทำไร่ หรือจะปั่นจักรยานเล่นให้สุดแรงก็ไม่มีใครว่า หากมันจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้เหล่าเยาวชนพิเศษสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้

  •  ความจริงที่ต้องยอมรับ

..พระมเหสีออกลูกเป็นพระสังข์!!!

เสียงตะโกนบอกต่อๆ กันไปของเหล่าชาวบ้านที่ได้ทราบข่าว ซึ่งแม้คนเป็นแม่จะวิ่งหนีเสียงอื้ออึงที่กดดันอยู่รอบตัวไปได้ แต่ที่หนีไม่ได้ก็คงเป็นความจริงที่ว่า ลูกน้อยในอ้อมอกนั้น “ต่าง” จากลูกของคนอื่น

“ถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องมาอยู่ตรงนี้ ทำไมเราต้องมีลูกพิการแบบนี้ เราไม่ได้ภูมิใจหรอกนะ พ่อแม่บางคนเขาอาจจะภูมิใจและกล้าพูดออกมาดังๆ ว่า ฉันภูมิใจที่มีลูกเป็นเด็กพิการ แต่เราไม่อยากเป็น เราไม่ได้อยากมีลูกพิการ” แม่อ้อน - นภัสวัลย์ วีรเดชทวีวรรณ สะท้อนความคิดที่ครั้งหนึ่งเคยกดดันตัวเองถึงขั้นอยากจะขับรถฝ่าไฟแดงพุ่งชนให้ตายๆ ไปซะ โดยเฉพาะตอนที่ต้องวิ่งหาโรงเรียนให้กับ ‘น้องวิน’ ลูกชายที่มีอาการออทิสติก และถูกปฏิเสธจนท้อ

แม้สุดท้าย จะยอมรับความจริงได้ว่า น้องวิน ต่างจากเด็กคนอื่นๆ และคงไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาอย่างเด็กทั่วไปได้ แต่กว่าใจจะยอมรับความจริงนั้น เธอยอมรับว่า ผ่านการเยียวยามาแล้วหลายขนาน กว่าจะมาเจอสิ่งที่ใช่

“พอน้องเรียนชั้นประถม จากที่พอจะทรงๆ ก็เริ่มยากขึ้น เห็นอาการชัดตอน ป.3 ป.4 น้องเริ่มไม่สนใจ เหม่อ เรียนไม่ไหว หมอก็ให้ยามากิน เช้า บ่าย ก่อนนอน เป็นยาให้น้องมีสมาธิ ไม่รบกวนคนอื่น ไม่ตบมือเสียงดัง เพราะน้องเขาจะมีอาการกระตุ้นตัวเองตลอด พอจบป.6 เลยตัดสินใจหยุดเรียน คือ ก่อนหน้านี้ เคยไปเข้ากลุ่มเยียวยาผู้ดูแล แล้วเจอแม่ฟ้าในกลุ่ม ก็เห็นแม่ฟ้าเป็นไอดอลเลย เอาลูกออกจากโรงเรียนมาทำโฮมสคูลเอง ให้ลูกเรียนในไร่ ใช้ชีวิตในฟาร์ม เราก็เริ่มมีความกล้า เห็นแม่ฟ้าทำได้ ก็เชื่อว่า เราต้องทำได้ ก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องเป็นแบบนี้ หาที่เรียนที่ลูกมีความสุข ดีกว่าที่จะคะยั้นคะยอให้ลูกเรียนในระบบ มันยากเกินไปสำหรับเขา”

นั่นคือการตัดสินใจส่งน้องวินและตัวเองเข้าสู่ ห้องเรียนปีกกล้าขาแข็ง โดย “ชุมชนเพื่อพัฒนะสุข เพื่อบุคคลพิเศษ และครอบครัว” ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นฟาร์มออร์แกนิคครบวงจร และแบ่งพื้นที่ในชุมชนให้ใช้เป็นห้องเรียน

  • ห้องเรียนธรรมชาติ

“วันนี้ มี 9 ครอบครัวค่ะ ที่เรียนอยู่กับเรา” แม่ฟ้า - สุวรรณี อัศวหฤทัย ผู้อำนวยการชุมชนฯ เอ่ย

ที่นับหน่วยเป็น “ครอบครัว” นั้น ก็เพราะว่า หลักการพัฒนาเยาวชนพิเศษของที่นี่นั้น ต้องเริ่มจากการสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องให้กับผู้ดูแลเสียก่อน ดังนั้น หลักสูตร เทอมละ 12 สัปดาห์ของโครงการนี้ จึงเป็นการ “เรียนร่วม” ที่ทั้งเยาวชนพิเศษ และ ผู้ดูแล ต้องหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ในทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์

“แต่ละคนก็อย่างที่เราเห็น (ตอนแสดงละคร) เขาอยู่กับคนอื่นได้ เขาเข้าใจทักษะสังคม เข้าใจคำว่า หน้าที่ได้ดีขึ้น เมื่อเข้ามาอยู่ในชุมชนที่เป็นชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ในโรงเรียนที่แค่ไปเช้าเย็นกลับ อันนี้คือที่มาของปีกกล้าขาแข็ง คือ ทำให้เขาอยู่ได้ ตื่นเช้ามารู้ว่าต้องทำอะไร อะไรเป็นหน้าที่ อะไรเป็นส่วนรวม นี่คือหลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา

ถึงแม้ร่างกายเขาจะไม่โอเค หรือสติปัญญาเขาไม่เท่ากับวัยทั่วไป แต่อารมณ์ความรู้สึกของเขา เขารับรู้ได้นะ เขาต้องการความเสมอภาค ต้องการได้รับการเคารพเหมือนคนอื่นๆ เขารับรู้ได้ เราก็ใช้แกนตรงนี้มาจัดการเรียนการสอน ทำงานกับเขาตามศักยภาพที่เขามี และอยู่บนความเคารพในตัวเขา ไม่ได้ตัดสินว่า ใครโอเคไม่โอเค พอเราเปิดอย่างนี้ ก็ทำให้เขาค้นพบตัวเองได้ว่า ชอบอะไร” แม่ฟ้า อธิบาย

อันที่จริงฟาร์มที่ปากช่องแห่งนี้ เดิมที เธอทำขึ้นเพื่อเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้กับ “ซีซ่าร์” ลูกชายที่เป็นเยาวชนพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ระบบการศึกษาไม่สามารถตอบโจทย์เด็กๆ กลุ่มนี้ได้ เธอจึงหันมาค้นคว้า หาความรู้ที่จะนำมาพัฒนาให้ลูกชายสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และอยู่ร่วมกับสังคมได้

“70 -80 เปอร์เซ็นต์นี่คือการทำงานกับพ่อแม่ เราต้องสอนให้พ่อแม่ทำงานกับลูกเป็น แต่ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ เรื่องความคาดหวัง หลายครอบครัวที่เข้ามาไม่กี่เดือนแล้วรู้สึกว่า ไม่เห็นผล แล้วถอยกลับไปก็มี เพราะพ่อแม่ก็ต้องคาดหวังนักวิชาชีพว่า ต้องแก้ปัญหาให้ลูกเขาให้ได้ แล้วพอนักวิชาชีพสะท้อนกลับมาบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ยอมรับ หรือผิดหวัง แต่เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เราจึงต้องเน้นทำงานให้ ‘ข้างใน’ ของพ่อแม่แข็งแรงขึ้นเสียก่อน” แม่ฟ้าเล่า

เสริมโดย สุภาภรณ์ พิงตะคุ แม่ของน้องข้าว วัย 21 ปี ซึ่งเป็นรุ่นร่วมก่อตั้งมาด้วยกันกับสุวรรณี เธอเล่าถึงหลักสูตรว่า

“เราเน้นเด็กกลุ่มที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่น และกำลังจะเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งวัยนี้ ถ้าเราดูแลเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเขาไม่ดี มันจะส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเขา รวมถึงทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย สิ่งสำคัญ คือ พ่อแม่จะต้องมีความเข้มแข็ง ฉะนั้นเราจะเน้นการให้ความรู้กับพ่อแม่ เรื่องของการดูแลอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เรื่องของการฝึกสังเกต (Child Observation) ว่า ลูกเรามีภาวะที่แท้จริงอย่างไร มีศักยภาพอย่างไร มีจุดด้อยอย่างไร จะเสริมอย่างไร เพื่อพัฒนาให้ตรงจุดกับเขา มันจะสอนให้เราเรียนรู้ที่จะสังเกตและรอคอยเขา ไม่ชี้นำหรือบังคับเขา” สุภาภรณ์เล่า และมองไปที่ “น้องข้าว” ลูกสาววัย 21 ที่กำลังปักผ้าอยู่ข้างๆ อย่างขะมักเขม้น

“อย่างน้อง จริงๆ งานปักไม่ใช่งานที่เราวางไว้สำหรับเด็ก แต่เราก็ทำของเราไป จากนั้นน้องเขาหยิบมาทำเองเลย เราก็แค่ช่วยดู ซึ่งทุกอย่างจะเคลื่อนไปตามธรรมชาติ ตามครรลองชีวิตเขา เราก็จะคอยดูว่าจะเสริมหรือจะช่วยเขาเท่านั้น”

  • สู่การเป็น “ชุมชนพิเศษ”

“พัฒนาการของบุคคลพิเศษ จากเกิดมา ก็มีคนดูแล.. เออ ก็น่ารักดี พิเศษก็ไม่เป็นไร พอเป็นวัยรุ่นก็เออ.. ยังพอได้ แต่พอข้ามจาก 15 ขึ้นมา เขาจะมีพฤติกรรมของเด็กพิเศษ แต่เขาเป็นตัวใหญ่แล้ว ซึ่งสังคมก็อาจจะไม่รู้สึกอยากให้อภัยเท่าไหร่ มันก็เลยทำให้ เราไม่ค่อยเห็นผู้ใหญ่ที่เป็นบุคคลพิเศษในที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ก็เก็บไว้บ้าน หรือไม่ก็เก็บไว้ที่ศูนย์ซักศูนย์ อย่างตอนที่ซีซ่าร์อายุซัก 8-9 ขวบ เรามีความรู้สึกว่า.. เดี๋ยวโตไปก็ต้องหาย เพราะเราไม่เห็นเลย มันต้องหายดิ.. แต่ข้อเท็จจริง คือ เขาถูกเก็บไว้”

สุวรรณี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ว่า ทำไมจะต้องเตรียมพร้อมให้บุคคลพิเศษสามารถอยู่ในสังคมได้ โดยเน้นไปที่วัยรุ่นเป็นหลัก ก็เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถอยู่ในสังคมได้

แม้รายละเอียดหลักสูตร จะเป็นการทำไร่ ทำสวน เลี้ยงวัว จนถึงสอนงานบ้าน งานเรือนต่างๆ แต่ปลายทางของเป้าหมาย ไม่ใช่เพื่อ สร้างอาชีพ แต่เป็นการสอนตั้งแต่เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ผ่านกิจกรรมดังกล่าว

ดังนั้น ถ้าถามว่า นี่คือ การเตรียมพร้อมให้พวกเขา ยืนอยู่ได้อย่าง “ปีกกล้าขาแข็ง” ได้จริงหรือไม่ สุวรรณีตอบทันควันว่า.. “ไม่มีทาง”

“ไม่มีทางที่บุคคลพิเศษจะอยู่ได้โดยไม่มีคนอีกคนนึง.. ยังไงเขาต้องอยู่กับผู้ดูแล อาจจะไม่ใช่แม่ ไม่ใช่พ่อ แต่ยังไงเขาก็อยู่คนเดียวไม่ได้ แต่เขาอยู่โดยรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ โดยมีใครบางคนคอยช่วยเขาตัดสินใจบางเรื่อง แต่ยังไงก็ต้องมี “อีกคน” 

สำหรับเรา เราไม่มีใคร เราก็อยู่ได้ เราพร้อมที่จะตัดสัมพันธ์กับคน เราเอาความสามารถไปแลกเงินแล้วเราก็อยู่ได้ แต่เขาไม่มีทางอยู่แบบนั้นได้ เราคิดว่า เขา(บุคคลพิเศษ) มาก็เพื่อที่จะบอกกับเราว่า อยู่แบบพวกเราน่ะผิด อย่างนี้ คือ ถูก มันต้องอยู่แบบมีใครบางคนกับใครบางคนไปเยอะๆ”

นั่นจึงเป็น คำตอบของปลายทางที่เธอต้องการจะไปให้ถึง นั่นคือ การก่อตั้งชุมชนแห่งนี้เป็น “แคมป์ฮีล” โดยอาศัยโมเดลของต่างประเทศเป็นต้นแบบ ที่เป็นเหมือนศูนย์ให้บุคคลพิเศษมาใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งการจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องผ่านสเต็ปที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ได้เสียก่อน

“ต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ด้วย จึงต้องให้เขามาด้วยกัน ทั้งเยาวชน และพ่อแม่ เพื่อดูว่า เราทำอะไร เรายังไง แล้วเอากลับไปทำต่อ จากนั้น สามปี ห้าปี พอเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง ให้เขาเรียนรู้ว่า หน้าที่คืออะไร ความรับผิดชอบคืออะไร จากนั้นมันก็พอจะพัฒนาเป็นแคมป์ฮีลแบบที่เราฝันได้ ที่ให้บุคคลพิเศษมาอยู่ด้วยกัน แบ่งหน้าที่ทำงานกัน ตามแต่ความสามารถที่แต่ละคนมี

ถ้าโมเดลนี้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ เราก็อยากจะทำให้เป็นกิจการเพื่อสังคมไปเลย เพราะเราไม่อยากจะมาตั้งเป็นมูลนิธิ เราไม่ได้อยากได้ความสงสาร เราอยากได้ความเข้าใจ ให้คนรอบๆ เข้าใจว่าถ้าซื้อสินค้าจากที่นี่ คุณก็ได้สินค้าเหมือนกับที่ซื้อที่อื่นแหละ แต่คุณได้ให้อย่างอื่นด้วย ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่า ซื้อเพราะอยากช่วย แต่เอาไปทิ้ง เพราะใช้ไม่ดีหรือกินไม่ได้จริง” เธอกล่าว

เมื่อถามถึงการ “อยู่รอด” ในมุมมองของแม่อย่าง สุภาภรณ์ เธอบอกว่า ไม่ห่วง ทั้งเรื่อง การอยู่รอด และอยู่ร่วม เพราะเชื่อว่า ได้เตรียมพร้อมให้น้องข้าวเพียงพอแล้วระดับหนึ่ง ทั้งการสอนเรื่องการใช้ชีวิต กติกาที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ รวมถึงเรื่องการเงินที่วางแผนไว้แล้วเช่นกัน แต่เรื่อง “ความสุข” ต่างหาก ที่ยังเป็นโจทย์สำคัญ และเธอเชื่อว่า แคมป์ฮีล น่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม

เช่นกันกับแม่อ้อน..

“เขาขี่จักรยานไม่หันหลังมองแม่เลยนะ ตอนไปฟาร์มครั้งแรก มันเป็นสแควร์กว้างมาก เขาขี่อย่างร่าเริง หันมามองเราแล้วหัวเราะเรา มันป็นการปลดปล่อยว่า ตัวเขาอยากมีอิสระมาก ที่ผ่านมาเรากดเขามาโดยตลอด สั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ สารพัด แต่วันนั้นเราได้เห็นประกายตา ว่า เขามีความสุขมากที่ได้อยู่ในฟาร์ม มันเป็นความอิสระที่เราเคยบล็อกเขาไว้ให้ทำอย่างที่เราอยากให้ทำ” แม่อ้อน เล่าถึงอาการเริงร่าของลูกชายในตอนที่ไปฟาร์มครั้งแรก... ที่เธอบอกว่า จะไม่มีวันลืม