อำนวยความสะดวกให้ผู้คนมานานเกือบ 150 ปี วันนี้ “ดำเนินสะดวก” บอบช้ำเต็มทีแล้ว
เอ่ยชื่อ “ดำเนินสะดวก” ภาพความคึกคักของตลาดน้ำที่เต็มไปด้วยเรือบรรทุกผลไม้เต็มลำ เรือขายอาหารพื้นบ้าน และเรือโดยสารนักท่องเที่ยว คงเป็นภาพแรกๆ ที่ผุดขึ้นมา แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ใต้ท้องเรือเหล่านั้น มีปลาหลายตัวกำลังหายใจอย่างรวยริน
น้ำเน่าเสียเป็นปัญหาที่ชาวดำเนินสะดวกต้องเผชิญมานานกว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก (พ.ศ.2504) ที่เร่งพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็ว เกษตรกรถูกปลูกฝังให้ใช้สารเคมีในการเพิ่มผลผลิต ซึ่งแม้จะรู้ว่าอันตราย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเกรงกลัว
นอกจากนี้เรือกสวนไร่นาในพื้นที่ดำเนินสะดวกบางส่วนยังถูกแปรสภาพเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่แทรกซ้อนไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย น้ำใสๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนสีไปและกลายเป็นขุ่นข้นในที่สุด
...ดำเนินสะดวก เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้ขุดขึ้นเพื่อเชื่อมแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน มีความยาวประมาณ 35.8 กิโลเมตร โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2411 ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 4 พระราชทานนามว่า “คลองดำเนินสะดวก”
หลังจากนั้นก็มีเจ้านายผู้ใหญ่และชาวบ้านมากมายเข้ามาจับจองที่ดินละแวกนั้น พร้อมขุดคลองซอยแยกเข้าสู่พื้นที่ของตนจนปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 สาย พื้นที่ที่เคยรกร้างจึงกลายเป็นเรือกสวนไร่นาที่สามารถผลิตผักผลไม้คุณภาพดีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
“สมัยก่อนเรามีน้ำสะอาดใช้ และพื้นที่ในดำเนินเราก็เป็นตะกอนดินจากน้ำทะเลที่มีแร่ธาตุสะสมเก็บมาใช้ได้จนทุกวันนี้ มะพร้าวน้ำหอมของเราจึงเป็นมะพร้าวน้ำหอมที่มีรสชาติดีที่สุด” ประยูร วิสุทธิไพศาล เกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ปี 2554 ที่มีพื้นเพเป็นชาวดำเนินสะดวกเล่านำ ก่อนจะเผยถึงความหม่นเศร้าที่อยู่ในใจของชาวดำเนินสะดวกทุกคนให้ฟัง
ในช่วงเวลาที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือราวๆ 50 ปีเศษที่ผ่านมา ดำเนินสะดวกเปลี่ยนไปมากมาย มีโรงงานอุตสาหกรรมเล็กใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ทั้งโรงงานแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร โรงเหล้า โรงน้ำตาล โรงงานฟอกย้อม ฯลฯ ส่วนชาวบ้านก็ใช้สารเคมีทำการเกษตร จนน้ำในลำคลองดำเนินสะดวกและคลองเครือข่ายเกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย มีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็น ยิ่งในช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำในคลองจะนิ่ง ทำให้น้ำเน่าเสียยังคงเอ่อล้นอยู่ในคลอง ชาวบ้านสองฝั่งคลองไม่สามารถใช้น้ำได้
“ทั่วโลกมีมากกว่า 100 ประเทศ กลุ่มที่ใช้สารเคมีมีอยู่ 54 ประเทศ ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลก และดำเนินสะดวกก็เป็นพื้นที่ที่ใช้สารเคมีมากที่สุดในประเทศไทย รุ่นปู่ย่าตายายอาจจะยังไม่ใช้สารเคมี แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่เราใช้แล้ว ปลูกพริกปลูกมะเขืออะไรก็แล้วแต่ พอหน้าแล้งสูบน้ำในคลองมาใช้ ปลาไหลอยู่ในรูยังวิ่งออกมาตาย งูวิ่งหลบคนหล่นลงไปในน้ำดิ้นแด่กๆๆๆๆ พืชหลายตัวใช้สารเคมี รุ่นหลังมามีการปลูกองุ่น มีการฉีดยา พอฝนตกมาน้ำเต็มสวน พอสูบน้ำจากสวนองุ่นออกไปในคลอง กุ้งชักแหง่กๆๆๆๆ ตาย ต้องไล่จับกุ้งกัน นี่เป็นความร้ายแรงของสารพิษที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่การเกษตร” ประยูร ว่า
...ประเด็นการใช้สารเคมีเกินขนาดของชาวบ้านเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสารพิษสะสมในแหล่งน้ำ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ หัวหน้าโครงการวิจัยท้องถิ่น เรื่อง “การศึกษาปัญหาและรูปแบบการจัดการน้ำและสภาวะแวดล้อมเพื่อความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจชุมชนคลองดำเนินสะดวก” ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มองว่า อาหารและการเกษตรคืออนาคตของประเทศไทย ในขณะที่ดำเนินสะดวกเป็นเมืองเกษตรที่ผลิตอาหารได้มากกว่า 176,953 ตันต่อปี ก็น่าจะฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาเป็นแผ่นดินทองของการเกษตรอีกครั้ง ที่สำคัญควรเลิกใช้สารเคมีอย่างถาวร
“พูดแบบนี้ไม่ใช่ผมแอนตี้สารเคมี หรือไม่ชอบสารเคมี แต่ทุกอย่างมันต้องอยู่ในระดับที่พอดี ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของเรา จริงๆ สิ่งที่เป็นผลดีมันก็มีอยู่ สร้างคุณภาพผลผลิตต่างๆ ทำให้เกษตรกรขายผลิตผลที่มีคุณภาพ แต่บ้านเราใช้เกินความพอดี”
ดร.เพิ่มศักดิ์ ว่า ผลการวิจัยระบุว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีแนวโน้มใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มใช้เกินขนาดที่กำหนด ในการใช้สารเคมีก็มีการผสมสารเคมีหลายๆ อย่าง เวลาฉีดพ่นสารก็ปฏิบัติตัวไม่ถูก ไหนจะเก็บสารเคมีไว้ในที่ที่ไม่ปลอดภัย สำคัญคือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
ยืนยันเรื่องการแนวโน้มการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นจากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ระบุปริมาณและมูลค่าการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร(สารเคมี) ระหว่างปี 2553-2559 พบว่า ปี 2553 มีปริมาณการนำเข้า 117,815 ตัน คิดเป็นมูลค่า 17,956 ล้านบาท และขยับตัวเลขสูงขึ้นทุกปี จนล่าสุดปี 2558 มีปริมาณการนำเข้ามากถึง 149,546 ตัน รวมมูลค่า 19,326 ล้านบาท
“มันมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า เกษตรกรในแถบนี้ 3-4 จังหวัด ทั้งนครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี มีความเข้มข้นของสารเคมีที่ตกค้างในเลือดอยู่ในระดับเสี่ยง คือประมาณร้อยละ 70 ที่คลองจินดาร้อยละ 75 เกินพอดีก็เกิดอันตราย เรามีโอกาสที่จะสูญเสียตลาด สูญเสียลูกค้าได้โดยง่าย ในทางสุขภาพ ขณะนี้เราป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมาก”
...วิกฤตในคลองดำเนินสะดวกทวีความรุนแรงมากขึ้นจนนำไปสู่การวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันของชุมชน ที่สุดแล้วก็ค้นพบว่า ปัญหาน้ำเน่าเสียนั้นมีสาเหตุมาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งการเปิดปิดประตูน้ำโดยกรมชลประทานที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โรงงานอุตสาหกรรม วัชพืชในลำคลอง ปัญหาสารเคมีตกค้าง น้ำเสียจากฟาร์มเกษตร และขยะจากครัวเรือน ทั้งหลายนี้ทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติคลองดำเนิน
ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียและมลภาวะในชุมชนไม่สามารถแก้ด้วยแรงงานอย่างเดียว ทุกแห่งที่เป็นปัญหาต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาหาข้อมูลความรู้เพื่อนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน
“จริงๆ ชาวบ้านไม่ได้มีหน้าที่มาขับเคลื่อน เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องนำทำ แต่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐก็อย่างว่า เดี๋ยวก็เปลี่ยนๆ มาก็มาทีละคนสองคน ไม่มีพลัง งบประมาณก็ไม่มี มาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราจึงต้องสร้างเครือข่ายเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาร่วมกัน”
ด้าน ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่หลายแห่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก สิ่งที่สำคัญคือการตั้งสติ และพร้อมหาความรู้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
“งานวิจัยท้องถิ่นสามารถสนับสนุนชาวบ้านที่จะหาความรู้ให้ตัวเอง การทำความรู้แบบนี้เป็นการช่วยสร้างสำนึกขึ้นมาด้วย ไม่เช่นนั้นคนจะมองอาหารเป็นเพียงเครื่องมือ มองอาหารเป็นอาหาร แต่มองไม่เห็นอาหารที่มันโยงใยกับน้ำ มองไม่เห็นอาหารที่มันโยงใยกับแผ่นดิน ถ้ามองอย่างนั้น นอกจากเราจะไม่เคารพน้ำ เราจะไม่เคารพแผ่นดิน มันก็จะนำไปสู่การผลิตอาหารที่ทำลายแผ่นดิน ทำลายน้ำ แล้วมันก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวเราเองนี่แหละ”
ปัจจุบันชาวดำเนินสะดวกกำลังพยายามลุกขึ้นมาทำปัดกวาดเช็ดถูให้คลองดำเนินกลับมาเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่สำคัญของชาวราชบุรีและชาวไทยอีกครั้ง โดยการร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม กำจัดผักตบชวา ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี ซึ่งอย่างหลังนี้มีตัวอย่างของการพัฒนาอยู่ที่ศูนย์รวมความศรัทธาอย่าง “วัดบัวงามพระอารามหลวง” นำโดย หลวงพ่อพระปริยัติกิจโสภณ เจ้าอาวาส ที่ร่วมกับชาวบ้านจัดทำแปลงไร่นาสวนผสมวิถีเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จอย่างสูง นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่อื่นๆ อีกมาก
ทั้งหมดเป็นผลมาจากความตระหนักรู้ในพิษภัยและสำนึกรักในแผ่นดินเกิด จนนำมาซึ่งการดูแลรักษาและฟื้นดำเนินสะดวกให้กลับมาสะอาด สดใส และเป็นแผ่นดินทองของเกษตรกรไทยอีกครั้ง





