เส้นทางเทรครอบเทือกเขาอันนาปุรณะอันโด่งดัง วันนี้มีทางเลือกให้ท่องเที่ยว จะเดินก็ได้ ไม่เดินก็ได้
ใครๆ ก็รู้จัก เส้นทางรอบเทือกเขาอันนาปุรณะหรือ Annapurna Circuit เส้นทางเทรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากบรรดาฮิปปี้ในยุค 70s มาจนถึงนักท่องเที่ยวจีนอินดี้ นี่คือเส้นทางเดินเท้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งทอดยาวล้อมเทือกเขาอันนาปุรณะเป็นรูปเกือกม้าระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ที่ต้องใช้เวลาเดิน 3 อาทิตย์!
แต่วันนี้ การเดินไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป ผู้คนมีทางเลือก ... เลือกที่จะไม่เดินก็ได้ เพราะในที่สุดถนนก็ตัดมาถึง งานนี้ชาวบ้านดีใจ แต่การท่องเที่ยวล่ะ จะปรับตัวอย่างไรกันดี
การเดินคือความงาม ความช้าคือเสน่ห์
เสน่ห์ของเส้นทางรอบอันนาปุรณะคือทิวทัศน์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากพื้นราบที่รายล้อมด้วยเรือกสวนเขียวขจี ลัดเลาะเข้าป่าลึก มีน้ำตกไหลแรงจากโตรกผา และไต่ระดับความสูงขึ้นไปยังหมู่บ้านในหุบเขาที่ฉากหลังคือภูเขาหิมะนับไม่ถ้วน
นักท่องเที่ยวมักเริ่มต้นเดินจากเมืองเบสิซาฮาร์ เลียบแม่น้ำมัสญานดิไปทางทิศเหนือ การเดินไต่ระดับความสูงทีละน้อย ทำให้ร่างกายปรับตัวกับออกซิเจนที่ค่อยๆ เบาบางลง เมืองมานัง เป็นจุดพักเหมาะเจาะที่ความสูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากนี้ไปอีก 2 วัน เส้นทางเดินก็จะสูงขึ้นๆ จนถึงยอดเขาโทรองลา ที่ความสูง 5,416 เมตร
เรี่ยวแรงที่ก้าวขาลดลงผกผันกับความสูงที่เพิ่มขึ้น การดื่มชาร้อนชมวิวบนจุดที่สูงสุดของการเดินทางคือรางวัลเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ ก่อนจะเดินต่ออีกครึ่งวันมายังเมืองมุกตินาถที่คราคร่ำไปด้วยนักแสวงบุญ และเดินต่อไปยังหุบเขาอีกด้านหนึ่งของอันนาปุรณะ จนจบการเดินทางที่เมืองโพคารา
แม้เส้นทางรอบอันนาปุรณะจะไม่ได้รับความเสียหายใดๆ จากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2558 แต่วันนี้ นักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่จะเดินเท้าตลอดเส้นทางเทรคสายนี้ เพราะเส้นทางเดินส่วนหนึ่งกลายเป็นถนนหิน แม้นานๆ จะมีรถผ่านไปมา แต่การเดินบนถนนกว้างที่ไร้ร่มเงาจากต้นไม้ไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก ไม่ไกลจากเมืองเบสิซาฮาร์ มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำเกิดขึ้นโดยความช่วยเหลือจากจีน ก็ไม่ใช่วิวที่ดีเท่าไรนัก ใกล้กับเมืองมานังเองก็มีสนามบินเล็กๆ ที่หมู่บ้านฮุมเด ที่ยังไม่มีตารางเที่ยวบินแน่นอน หลายคนจบการเดินที่สนามบินจอมสมในเขตมุสตังเหนือ และบินตรงเข้าโพคาราทันที
ถนนสู่มานัง
มานังเป็นเมืองเล็กๆ ขะมุกขะมอม แต่มีมนตร์เสน่ห์ราวกับหมู่บ้านในนิทาน ที่นี่เหมาะกับการไม่ทำอะไรเลย แค่นั่งเล่นชมวิว 360 องศาของเทือกเขาอันนาปุรณะ มานัสลู และหิมาลชุลีก็เหลือจะสุข แถมยังมีธารน้ำแข็ง ทะเลสาบ ป่าสน อยู่ใกล้ๆ ที่นี่เคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดสุดท้ายของเนปาลที่ยังไม่มีถนนตัดไปถึง
รถจี๊ปคลานกระเด้งกระดอนไปตามถนนในหุบเขา บรรทุกผู้โดยสารที่โดนรถเหวี่ยงซ้ายขวาตามความคดเคี้ยวของถนนไปตลอดเส้นทาง ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เดิมทีรถมาส่งผู้โดยสารได้แค่เมืองชาเม่ แต่ตอนนี้สามารถขับมาถึงมานังแล้ว ด้วยระยะทางเบ็ดเสร็จ 97 กม. ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12 ชม.!
เป็นเรื่องแน่ละว่าถนนสายนี้ทำให้ชาวมานังดีใจ เพราะเวลาในการเดินทางเชื่อมต่อกับโลกภาพนอกลดลง ไม่ต้องเดินเท้าหลายชั่วโมงเพื่อขึ้นรถที่เมืองชาเม่อีกต่อไป ที่น่าสนใจคือ บรรดาคนขับรถล้วนเป็นเด็กหนุ่มในวัย 19-20 ปี หน้าตาละอ่อนจนดูไม่น่าเชื่อถือ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขามีทักษะควบคุมรถบนถนนที่ขรุขระยิ่งกว่าโลกพระจันทร์ เลียบผาสูงชัน ไปช้าๆ ด้วยความเร็ว 8-10 กม.ต่อชั่วโมง ถ้าหลุมลึกจนรถผ่านไม่ได้ คนขับก็จะหยุดรถเพื่อลงไปวิ่งหาก้อนหินใหญ่มาปิดหลุม ปรับผิวถนนให้ล้อรถลุยผ่านไปให้จงได้ และการหยุดแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
เส้นทางเทรครอบอันนาปุรณะ ที่เคยใช้เวลา 17 -20 วันเป็นอย่างน้อยๆ จึงเหลือแค่ 7 วัน และเมื่อมีถนนเกิดขึ้น ดูเหมือนนักท่องเที่ยวหันมาใช้เวลาที่เมืองมานังมากขึ้น เส้นทางเดินเท้าไปชมทะเลสาบทิลิโช หรือขึ้นเหนือไปนา พู วัลเลย์ จากเดิมที่น้อยคนนักจะมีเวลาแวะไปเยือนก็เป็นที่สนใจขึ้นมา
เมื่อถนนตัดผ่านเส้นทางเดินป่าสายคลาสสิคย่อมส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว โครงการอนุรักษ์พื้นที่อันนาปุรณะ หรือ ACAP- Annapurna Conservation Area Project เลยเตรียมจะเปิดเส้นทางเดินใหม่ๆ รอบอันนาปุรณะที่ไม่ผ่านถนน ว่ากันว่าจะมีเส้นทางเดินใหม่จากเขตลำจุงไปยังเมืองมานัง และ เส้นทางจากไพโรโธพลา ไปยังจอมสมในฝั่งมุสตัง เกิดขึ้นเร็วๆนี้
ขี่เสือบนภูเขา
เมื่อความเจริญรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตการท่องเที่ยวบนภูเขา ในขณะเดียวกันก็ไล่นักท่องเที่ยวมากมายให้หนีหายไปจากเส้นทางนี้ เกิดมีกลุ่มคนเล็กๆ ที่คิดว่า จักรยานเสือภูเขาน่าจะเข้ามากอบกู้สถานการณ์นี้ได้ และช่วยทำให้เส้นทางรอบอันนาปุรณะกลับมาเปี่ยมเสน่ห์อีกครั้งหนึ่ง
จักรยานจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่บนเส้นทางเทรคคลาสสิคนี้ ตลอดเส้นทางเราเห็นนักปั่นเพลิดเพลินกับการขี่ผ่านหมู่บ้านแบบสบายๆ บ่อยครั้งที่เห็นเขาเดินเข็นรถขึ้นภูเขาเพื่อตั้งตารอการขี่ลงเขาดาวน์ฮิลกันแบบสุดฟิน
เส้นทางยิ่งชันเท่าไร ก็ยิ่งโหดร้ายมากขึ้น สำหรับชาวจักรยาน เพราะงานหลักดูเหมือนจะเป็นการเข็น ไม่ใช่การขี่ โดยเฉพาะวันที่ขึ้นสู่ยอดเขาโทรองลา ทุกคนต้องตื่นตี 4 ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บแบบติดลบ ค่อยๆ เดินเข็นรถขึ้นไปจุดที่สูง 5,416 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงในขาขึ้น จากนั้นเวลาที่รอคอยก็มาถึง นั่นคือการร่อนเสือภูเขาลงมาเบื้องล่าง บอกเลยว่าไม่ง่าย ขอบทางคือเหว จากยอดเขาลงมายังเมืองมุกตินาถ ที่ 3,760 เมตร ถ้าเดินก็ใช้เวลาครึ่งวัน แต่ชาวจักรยานเหล่านี้ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้น รวดเร็วราวกับติดปีก
ปัจจุบัน มุกตินาถเริ่มนำเสือภูเขาเข้ามาสร้างสีสันให้การเดินทาง จากมุกตินาถไปทาโทปานีอาจใช้เวลาแค่ 2-3 วัน หรือถ้าจะขี่กลับมาถึงโพคาราอาจใช้เวลาแค่ 5 วัน แถมยังมีบริการเสริมในการขนส่งสัมภาระมาส่งให้ที่จุดหมายแบบไร้กังวล มีแค่หมวกจักรยานและเป้หลังใบนึงติดตัวไว้เท่านั้นก็พอ นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง และแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด ในสภาพเศรษฐกิจโลกอันย่ำแย่ คนร่ำรวยเวลามีน้อยลงทุกที มองแบบโลกสวย ถนนสู่อันนาปุรณะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการท่องเที่ยวให้กับคนที่ไม่มีเวลาเที่ยว ทางเลือกเหล่านี้ล้วนแปลกใหม่ ใครๆ ก็สามารถนั่งรถมาที่เมืองมานัง ปีนยอดโทรองลา แสวงบุญที่มุกตินาถ ขี่จักรยานเล่นที่มุสตัง ภายในหนึ่งสัปดาห์ (ฟังดูคล้ายๆทัวร์ยุโรป 5 วัน 20 ประเทศไหม)
มาถึงขั้นนี้ ยอมรับเถอะว่าการเปลี่ยนแปลงรอบอันนาปุรณะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เปลี่ยนตลอดมาและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป





