ตามไปดูแคมเปญเก๋ๆ ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยสะท้อนความสมบูรณ์ของธรรมชาติแล้ว นี่ยังเป็นข้อมูลชั้นดีเมื่อถึงคราวต้องพัฒนาเมือง
“ที่บ้านมี 3 ตัวค่ะ”
“สวนรถไฟ มีตัวใหญ่กว่านี้ด้วย น่ารักมากส่งเสียงร้องตลอดเลย เสียดายเลนส์กล้องไม่สามารถซูมไปถ่ายให้ชัดๆ ได้”
“เพิ่งเจอในบ้านผมเลย ผมอยู่แถวปากทางลาดพร้าว”
“มันน่าจะอยู่กันเป็นครอบครัวเลยนะ เพราะมีตัวเล็กๆ ด้วย เหมือนเป็นพ่อ แม่ ลูก”
และ อีก ฯลฯ
เมื่อเจอเรื่องดี ใครๆ ก็อยากบอกต่อ ถ้อยคำข้างต้นจึงเป็นข้อความที่ถูกแชร์ต่อมายัง Facebook และ Line มูลนิธิโลกสีเขียว ที่ริเริ่มแคมเปญ BANGKOK WildWatch online ขึ้น พร้อมๆ กับการระบุกติกาเก๋ๆ ที่ว่า ให้ผู้สนใจถ่ายรูป และ share location สัตว์ที่ตัวเองพบในกรุงเทพฯ เข้ามา เพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบข้อมูล หากต้องมีการพัฒนาผังเมืองในอนาคต
เจอแล้ว-บอกด้วย
นกตีทอง-ตุ๊กแก-งูเขียวดอกหมาก คือสัตว์ 3 ชนิดแรก ที่ BANGKOK WildWatch online จับมาเป็นไฮไลท์ใน 3 เดือนแรกของการเริ่มต้น ซึ่งแม้แรงกระเพื่อมของกิจกรรมอาจยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสีสันอื่นๆ ในเมืองใหญ่ แต่ผลของของมันเท่าที่เห็นในปัจจุบัน คือมีผู้สนใจทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล ได้ร่วม share location ที่ตัวเองค้นพบสัตว์รวมๆ กันนับร้อย ไล่ตั้งแต่บันทึกการพบนกตีทองราวๆ 188 จุดทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ตุ๊กแกมากกว่า 231 จุด ส่วนงูเขียวดอกหมาก หรืองูเขียวพระอินทร์ นับได้ราวๆ 73 จุดเข้าไปแล้ว
มันไม่ใช่เรื่องของพวกโลกสวย ที่จู่ๆ ก็คิดจะออกถ่ายภาพและ Share Location กันเอาสนุก นิตยา วงษ์สวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว อธิบายว่า การถ่ายภาพและแชร์โลเคชั่น คือวิธีการของการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง เพราะการแชร์ การถ่ายรูปและบอกต่อในแต่ละครั้ง มันทำให้ทุกคนรู้ว่า ในกรุงเทพฯ นี้ สามารถพบสัตว์ชนิดดังกล่าวได้ที่ใด เมื่อไร และเวลาใดบ้าง ก่อนที่มูลนิธิจะบันทึกข้อมูลที่สมาชิกทางบ้านแบ่งปันมาด้วยการทำแผนที่เพื่อเป็นข้อมูลสำรองไว้ เมื่อถึงคราวต้องจัดทำแผนพัฒนาเมืองใหม่อย่างมีระบบ
“ถ้าในอนาคต มีคนบอกว่าอยากสร้างตึกสูงในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งคนในชุมชนเห็นว่ามันไม่เหมาะสมเพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ มีสัตว์อาศัย บอกเฉยๆ คงไม่เชื่อ จึงต้องมีหลักฐาน การถ่ายรูปและบอกต่อกันจึงเป็นวิธีเก็บข้อมูล และชวนให้คนกรุงฯ มองสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ตัวบ้าง” หนึ่งในสมาชิกผู้ริเริ่มโครงการบอก
2-3 ปีที่ผ่านมา BANGKOK Wild Watch ได้สำรวจความสมบูรณ์ในพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ มาบ้าง เช่น สวนลุมพินี สวนรถไฟ สวนหลวง ร.9 เพื่อสำรวจสมมติฐานที่ว่าสวนสาธารณะกลางเมืองเหล่านี้ นอกจากจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกายแล้วยังมีความหลากหลายของสัตว์แต่ละชนิดจำนวนเท่าใด ยิ่งเมื่อทั้งคนและสัตว์เป็นเจ้าของพื้นที่ไม่ต่างกัน เป้าหมายของการสร้างแนวทางอยู่ร่วมกันแบบไม่มีใครก้าวก่ายกันจึงต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการเลือกสัตว์ที่เป็นกิมมิคของกิจกรรมนี้ นิตยา อธิบายว่า เริ่มจากการมองหาสัตว์ที่พบเจอไม่ยากนัก พร้อมๆ กับที่พวกมันเองก็ต้องทำหน้าที่สะท้อนความเป็นไปทางชีวภาพของสิ่งแวดล้อมในเมืองด้วย ไล่ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่พวกเขาเลือกนกตีทอง นั่นเพราะ ที่ใดมีนกตีทองที่นั่นจะมีต้นไม้ใหญ่และความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ การพบเจอพวกมันจึงแสดงว่าพื้นที่แห่งนั้นยังพอมีร่มไม้ใหญ่อยู่
ขณะที่ตุ๊กแกในเดือนถัดมา แม้จะชวนให้ผู้พบเจอได้ขนลุก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันเป็นนักกินแมลงในยามราตรีตัวยง จึงทำหน้าที่ควบคุมจำนวนเเมลง ศัตรูของพืช เเละสัตว์บางชนิด เช่น งูหรือหนูที่มีขนาดเล็กไปในตัว ส่วนงูเขียวดอกหมากซึ่งเรียกเอาตามลายดอกหมากบนผ้าซิ่น หรืออีกชื่อเดียวกันคืองูเขียวพระอินทร์ เพราะมีสีเขียวสดตลอดทั้งตัว ซึ่งเป็นเป้าหมายในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น การปรากฏตัวของมัน สามารถบอกได้ถึงความร่มรื่นของต้นไม้สีเขียวในละแวกนั้น ทั้งยังเป็นนักกำจัดตุ๊กแก และแมลง ซึ่งเป็นวัฏจักรของห่วงโซ่อาหารอีกทางหนึ่ง
“เวลาเราเดินออกนอกบ้าน เราจึงได้ศึกษาธรรมชาติไปด้วย อาจจะไม่ต้องเป็นสวนสาธารณะ เอาแค่ที่รกร้างระหว่างทาง ถ้าเราพกมุมมองการสำรวจไปด้วย มันก็น่าจะดีกว่าแค่เดินผ่านไปเฉยๆ แน่ เพราะมันไม่ได้ยาก หรือเป็นกิจกรรมอนุรักษ์ที่ซับซ้อนอะไร แต่มันมีผลบวกคือทำให้เรารู้ว่ารอบๆ ตัวนี้มีอะไรอยู่บ้าง”
“เห็นแล้ว-บอกด้วย” จึงไม่ใช่แค่การป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ถึงแหล่งอาศัยของบรรดาสัตว์ในเมือง แต่ในเวลาเดียวกันนี้ มันก็เปรียบเสมือนการรวบรวมข้อมูลเพื่อบอกตัวเองในอนาคต
ห้องเรียนคนเมือง
ถ้าต้องตกใจเพราะเจองู –หวั่นใจเพราะเสียงตุ๊กแก นั่นคงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะรูปร่างหน้าตาของพวกมันแทบไม่น่าดูเลยสักนิด แต่ลองมองอีกมุม จะมีสักกี่คนที่รู้จักสัตว์เหล่านี้อย่างแท้จริง และหากโลกนี้ต้องมีเรากับพวกมัน แล้วพวกเราควรอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ ฝ่ายสื่อสารสิ่งแวดล้อม มูลนิธิโลกสีเขียว ยืนยันว่า สัตว์ที่เลือกมาเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ มันไม่มีพิษกับมนุษย์แน่ๆ แต่ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นไปได้เช่นกันว่า การที่เราเจอสัตว์จำพวกงู ตุ๊กแก หรือกระทั่งนกใกล้ๆ บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของพวกเขาแทบร่อยหรอลงไปทุกที
“เจ้าพวกนี้ เดิมทีอาศัยอยู่ตามซอกหลืบของต้นไม้ เเละหินตามธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่ทุกที่ แม้กระทั่งในเมือง เเต่เมื่อเกิดความเจริญของเมืองขึ้น สัตว์หลายชนิดก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ไปเรื่อยๆ และก็เป็นไปได้ว่าเขาก็จะพยายามปรับตัวเพื่ออาศัยร่วมกับมนุษย์ ถอยร่นมาเรื่อยๆ จนเข้ามาใกล้ๆ บ้าน”
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่พื้นที่ของการเรียกร้องความรักของสัตว์ พวกเขาขอเพียงแค่ให้หยุดคิด ก่อนจะฆ่าแกงกัน ลองคิดดูว่าจะดีกว่าไหมหากอดีตที่พร้อมจะหยิบจอม เสียบกระหน่ำตีไม่ยั้ง แต่เมื่อทุกคนได้ทราบ ได้ศึกษา ย่อมนำไปสู่การประเมินได้ว่า ควรจะทำอย่างไรกับมันต่อ จะเดินหน้าฆ่าต่อไป หรือเพียงไล่ให้พ้นๆ บ้านเป็นพอ
ห้องเรียนที่ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ นี้ จึงเริ่มต้นกันที่การสังเกตรอบๆ ตัว ซึ่งอธิปัตย์ ได้อธิบายเสริมในเรื่องนี้ว่า พวกเขาเลือกใช้แอพพลิเคชั่น Line ในนามมูลนิธิโลกสีเขียว gwfthailand เพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารกับผู้สนใจ ในสมัยที่ใครๆ ก็ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน แล้วดาวน์โหลดแอพฯ นี้ไว้ในโทรศัพท์
“เป็นห้องเรียนสิ่งแวดล้อมผ่าน Line ทุกๆ วันจะมีคนถ่ายรูปเข้ามา มาแชร์กันว่าอันนี้คือสัตว์อะไร ใช่ตัวนี้ไหม มันจึงเป็นการเริ่มคุยเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ มีการโต้ตอบกัน และเราก็จะมีการอ้างอิง เพื่อตอบข้อมูลที่ถูกต้อง และเราก็เลือกสัตว์ที่มีรายละเอียดไม่มากนัก อย่างน้อยๆ ก็ทำให้คนเมืองได้รู้ว่าระบบนิเวศของกรุงเทพเราเป็นอย่างไร” อธิปัตย์พูดถึงการตอบรับของสมาชิกกว่า 600คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมในช่วงแรกและว่า ผู้ที่สนใจนับจากนี้สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน เพียงเพิ่มเป็นเพื่อนเข้ามาที่ Line หรือเข้าไปอ่านกติกาก่อนได้ที่ Facebook ของโลกสีเขียว
พลังของการแชร์
มากกว่าการถ่ายแล้วแชร์โลเคชั่น ก่อนหน้านี้มูลนิธิโลกสีเขียวเองก็ได้ทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในเมืองมาแล้วเช่นกัน ภายใต้โปรเจคใหญ่ที่ชื่อ “โครงการพลเมืองเปลี่ยนกรุง” ซึ่งมีกิจกรรมที่ทุกคนรู้จักกันดี อย่าง กิจกรรมปั่นเมือง ซึ่งใช้แอพลิเคชั่นในการรายงานความเป็นไปของเมืองระหว่างการขี่จักรยานหรือเดินทาง เช่น การรายงานสภาพถนน การบอกถึงฝาท่อระบายน้ำที่ปิดไม่เรียบร้อย จากนั้นมูลนิธิก็จะแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบให้เริ่มดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ก็เพื่ออยากให้คนกรุง เริ่มสำรวจเมืองของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้ดีกว่าเดิม
หรืออย่างก่อนหน้านี้ กรณีเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคประชาชนหลายสิบองค์กร เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เห็นร่วมกันว่า การตัดต้นไม้ของกรุงเทพมหานครในอดีตที่ผ่านมา ช่างโหดร้ายและสวนทางกับวิถีที่ควรปฏิบัติ ก่อนปลุกกระแสให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังการทำงานของ กทม.พร้อมช่วยเสนอทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า
อรยา สูตะบุตร ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Big Trees หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายต้นไม้ในเมือง มองว่า การใช้โซเชียลมีเดียในการสอดส่องความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมในเมืองช่วยสร้างผนึกกำลังกลุ่มคนเมืองได้มากยิ่งขึ้น ช่วยตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจทางหนึ่ง
ผลของการเริ่มรวมตัวกันเมื่อ 3-4 เดือนก่อน ใครจะรู้ว่าทุกวันนี้ เครือข่ายต้นไม้ในเมืองได้มีพื้นที่เสนอความเห็นกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อต้องหารือเรื่องตัดต้นไม้ โดยที่เป้าหมายของกลุ่มไม่ใช่การต่อต้านตัดต้นไม้อย่างเด็ดขาด แต่เป็นการเสนอหลักการตัดแต่งให้ถูกวิธีเฉพาะที่มีปัญหา เช่น เฉพาะกิ่งที่เสีย หรือกิ่งที่ยื่นเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือนหรือขวางทางสัญจรเท่านั้น ขณะที่หน่วยงานซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ที่ต้องดูแลรักษา ขณะนี้มีการอบนำความรู้ในหลักสูตร “รุกขกร" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ การศัลยกรรมต้นไม้ เข้าไปเผยแพร่กับหน่วยงาน หรือสถาบันการศึกษาที่ให้ความสนใจ
“ถึงจะแค่ หลัก 3-4 หมื่นที่เป็นสมาชิกในโซเชียลมีเดีย แต่การตัดต้นไม้ใหญ่ตอนนี้ทำได้ยากขึ้น เพราะสมาชิกในพื้นที่จะช่วยแชร์ข้อมูลเข้ามาและเราก็สามารถสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้องได้ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในภาพรวมถือว่าช่วยให้คนเมืองมีส่วนร่วมในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเองมากขึ้น”
การบอกเล่า เฝ้าสังเกตเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมในเมืองจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและความหวังของคนในเมืองใหญ่ที่อยากเห็นสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวดีขึ้นกว่าเดิม
มันจึงเป็นการแชร์ในวันนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่จะมีในอนาคต





