เปิดใจ ‘แม่’ ในรั้วสีเขียว

เปิดใจ ‘แม่’ ในรั้วสีเขียว

คำบอกเล่าของ 3 คุณแม่พ่วงดีกรีลูกสะใภ้นายพล กับภารกิจที่ท้าทายในการดูแลครอบครัว

คำบอกเล่าของ 3 คุณแม่พ่วงดีกรีลูกสะใภ้นายพล กับภารกิจที่ท้าทายในการดูแลครอบครัว

 

ทั้งที่อยู่ในยุคทหารเป็นใหญ่ แต่ไม่บ่อยครั้งที่จะมีการนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวทหาร ซึ่งว่ากันว่ามีแบบแผนและธรรมเนียมปฏิบัติที่เฉพาะตัว และแตกต่างไปจากครอบครัวอื่นๆ

เนื่องในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ‘จุดประกาย’ ลัดเลาะสู่อาณาจักรสีเขียว โดยนัดหมายคุณแม่ 3 คนจากรั้วทหาร เพื่อสนทนาถึงชีวิตของพวกเธอ กับการอุทิศทุ่มเทในการทำหน้าที่ ‘แม่’ และ ‘ลูกสะใภ้’ ซึ่งมีแง่มุมน่าสนใจและน่าติดตามไม่น้อย

ก้อย รัตนา บุรพรัตน์ เป็นลูกสะใภ้พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก , แมว วิภาดา สีตบุตร เป็นลูกสะใภ้พลเอกเลิศรบ สีตบุตร และ ตู่ อรวรรณ คราประยูร เป็นลูกสะใภ้พลเอกสุจินดา คราประยูร

สีสันและเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญทัศนาได้โดยพลัน

 

ทั้งสามท่านรู้จักกันอยู่แล้ว ก่อนจะมาสนิทตอนเรียนหลักสูตร วปอ. ?

  ก้อย : ใช่ค่ะ รู้จักกันอยู่แล้ว เราใกล้กันมาก เป็นครอบครัวทหาร และเป็นกลุ่มเล็กมากด้วย ที่คนภายนอกอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมลูกหรือลูกสะใภ้ถึงรู้จักกัน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราค่อนข้าง low profile ด้วย เพราะไม่ค่อยได้ออกสังคม ดังนั้น วปอ. ทำให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

แมว : เหตุที่สนิทกันได้เร็ว เพราะเป็นเลือดทหารด้วยกัน คือมีความเข้าใจกัน

 

อะไรที่คล้ายคลึงกันบ้าง ?

ก้อย : คือไลฟ์สไตล์ของคนที่อยู่ในครอบครัวทหาร ถึงเราจะเป็นคนทันสมัย แต่เราจะมีมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องระเบียบก็ไม่เชิง แต่มันเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ เรื่องหน้าที่ของเราต่อครอบครัว

ตู่ : คือการให้ความสำคัญกับลูกอย่างมาก

ก้อย : การที่เราจะเลี้ยงลูกขึ้นมา ไม่ใช่แค่ความภูมิใจของพ่อแม่นะ แต่เป็นความภูมิใจของครอบครัว เพราะเราแบกเรื่องอื่นๆ ไว้ด้วย พ่อแม่อาจจะพอใจแล้ว แต่ต้องดูว่าเหมาะสมกับครอบครัวหรือเปล่า ต้องคิดเยอะกว่าคนอื่น

แมว : คือคนเป็นทหาร เวลาให้กับครอบครัวแทบไม่มีอยู่แล้ว ดังนั้น คุณแม่ในครอบครัวทหาร จะเป็นทั้งคุณพ่อคุณแม่ แล้วเราจะทำอย่างไรให้ลูกอบอุ่น ต้องไม่ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อเราปู่เราใหญ่ ต้องถ่อมตน อันนี้ยากเหมือนกัน

ก้อย : ทั้งที่เขาเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่ในหนังสือพิมพ์เห็นชื่อคุณปู่ อะไรต่างๆ เราต้องบอกลูกว่า ไม่ใช่นะ นั่นเป็นเรื่องของคุณปู่หรือเรื่องของคุณพ่อ แต่หน้าที่ของลูกคืออย่างนี้ ตอนลูกเล็กๆ คุณปู่ยังทำงานอยู่ ก็จะได้สอนอะไรเยอะ

 ทั้งคุณพ่อคุณปู่ของลูกๆ ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงสีเขียว การสอนลูกๆ นี่ยากไหม?

ก้อย : อย่างก้อย เวลาคุณปู่สอน จะสอนแบบทหารเลยนะ ต้องคอยบอกว่า ‘ลูก เพราะคุณปู่รักนะ’ ไม่ใช่ดุลูกแบบพลทหาร แต่คุณปู่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กดี

แมว : ครอบครัวแมว เราไม่กดดันในการเลี้ยงลูก แต่ลูกน่าจะกดดันโดยสภาพ อย่างลูกสาว ตอนบรรจุเป็นนายทหารใหม่ๆ เค้าต้องไปฝึกไง เค้าสะเงาะสะแงะไม่ได้ เพราะเขาแบกหัวพ่อมาด้วย เราก็บอกลูกว่า ให้เป็นธรรมชาติที่สุด แมวทำตัว low profile นะ ยังไงก็ได้ เฮฮาโน่นนี่นั่น แมวไม่ได้ทำตัวเป็นคุณนาย จะบ้านๆ มากเลย แต่ลูกก็คงรู้สึกว่าพ่อคาดหวังนะ คุณปู่คาดหวังนะ แต่เราต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เป็นเด็กธรรมดา เราพยายามลด pressure ให้ลูก ไม่ต้องเครียดมาก

ส่วนลูกชายนี่ก็หนักนะ เพราะตอนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารใหม่ๆ พอรู้ว่า คน ‘สีตบุตร’ เข้ามา ก็บอกลูกว่าอย่าคิดอะไรเลย พี่เขาให้ทำอะไรก็ทำไป ปรับตัวตามสภาพไป อธิบายไปว่า ไม่ได้มีเราคนเดียว ลูกผู้ใหญ่คนอื่นๆ เข้าไปก็แบบนี้ คนเป็นแม่ทำหน้าที่ให้เขาสบายใจ พยายามยกตัวอย่างให้เขาเห็น ส่วนใหญ่แรงกดดันจะอยู่กับลูกๆ เราสบายอยู่แล้ว

ก้อย : คือเรามาอยู่ในครอบครัว เราโดนมาก่อนแล้ว

แมว : เรารู้ว่าลูกๆ จะโดนอะไร เราต้องเตรียมตัวให้เขาก่อน

ก้อย : อย่างตู่ อย่างพี่แมว เวลาเข้ามาอยู่ในครอบครัวทหาร มันจะมีแพทเทิร์นนึงที่เราจะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว พอมาถึงลูก เราก็ช่วยได้เยอะ

 

แพทเทิร์นนั้นของคุณตู่เป็นอย่างไร เข้มข้นกว่าไหม?

แมว : ของตู่น่าจะเยอะนะ ช่วงนั้นพฤษภาทมิฬ

ตู่ : ลูกตู่ไม่ได้เป็นทหาร แต่ก็ไปเรียน รด. ก็จะรู้ว่าเป็นหลานพลเอกสุจินดา บอกลูกว่าเราต้องอ่อนน้อมถ่อมตนนะ ไหว้ สวัสดีไว้ก่อน คือเด็กอินเตอร์นี่ค่อนข้างจะตรง self forward คนจะมองว่า aggressive นิดๆ แต่พอไหว้แล้วจะ soft ลงไปเยอะ ลูกจะมืออ่อนทุกคน ไหว้ไปหมด

ชีวิตความเป็นสะใภ้นายพล มีช่วงเวลายากลำบากไหม

แมว : อย่างคุณย่าจะให้ความสำคัญเรื่องบ้าน การทำอาหาร พี่โด่ง (สามี) เป็นลูกคนเล็ก เราต้องทำตลอด ติดตัวมาตลอด พี่โด่งชอบทานอาหารในบ้าน อย่างกับข้าวทำเอง กับซื้อมา ลูกจะรู้ว่าอันนี้คุณแม่ทำนะ เราเป็นสะใภ้ก็ต้องทำทุกอย่าง

ก้อย : เหมือนสะใภ้บ้านอื่นๆ ล่ะค่ะ แต่บวกทหารเข้าไป ซึ่งคนข้างนอกไม่มีวันเข้าใจเรา ไม่ใช่เรื่องมากนะ ออกจะเป็นความเรียบง่ายด้วย แต่มันมีเรื่องของกฎระเบียบ

ตู่ : ทหารจะมี discipline ในตัว อย่างตู่จะคล้ายๆ พี่แมว คือเรื่องของคุณแม่สามี (หัวเราะทั้งวง) แรกๆ ตู่มื้อไม้ไม่อ่อน พักหลังนี่มืออ่อนมากๆ อย่างเวลาเปิดบ้าน วันเกิดของคุณพ่อ จะไหว้ไว้ก่อนเลย อย่างจ่านายสิบ ทองเต็มตัว เราก็สวัสดีไว้ก่อน (หัวเราะ)

ก่อนเป็นสะใภ้ ชีวิตเคยเกี่ยวข้องกับทหาร?

ก้อย : ก็มีคุณลุง นายแพทย์ พลอากาศเอก ประกอบ บุรพรัตน์ ตอนก้อยแต่งงาน คุณหญิง คุณแม่สามีท่านเสียแล้ว เลยไม่ได้มีประสบการณ์แบบพี่แมว

แมว : ที่บ้าน เป็นข้าราชการครู ตำรวจ และทหาร มี 3 อาชีพหลัก แต่คุณพ่อเป็นทหารแล้วลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

ตู่ : ที่บ้านทำธุรกิจ เป็นครอบครัวคนจีน มีเรื่องขำ แต่ก่อน คุณหญิงคุณแม่สามีไปดูดวง บอกว่าลูกชายจะได้สะใภ้มาจากสำเพ็ง (หัวเราะทั้งวง) ตู่โชคดีตรงที่มีพี่สะใภ้เป็นคนค่อนข้างสมัยใหม่ เราโชคดี อย่างกางเกงขาสั้น หรือสกอลล์ไม้ พวกเกี๊ยะนี่ ไม่ให้ใส่นะ

ก้อย : ครอบครัวทหาร อย่างหนึ่งคือเขาสอนกันข้ามครอบครัว นับเป็นลูกเป็นหลาน เป็นเครือญาติเลย ถ้ารู้ว่ามาจากครอบครัวทหาร จะพูดจะสอนด้วยความหวังดี โดยที่คนอื่นไม่เข้าใจ

 

มีคำสอนอะไรที่เราหยิบมาใช้กับลูกๆ?

ก้อย : เยอะค่ะ อย่าง ก้อย คุณแม่สามีเสียไปแล้ว ก็มีพลเอกอาทิตย์ คุณปู่ท่านสอนหลานเยอะ ทันกัน สอนเรื่องแนวเดียวกัน การอ้อมน้อมถ่อมตน อย่าคิดว่าเราเป็นใคร มันไม่จีรังยั่งยืน เรื่องความดีส่วนตัว เรื่องการศึกษาของเรา แม้แต่คนรถก็ให้เรียกอา อย่าไปเรียกชื่อเขานะ ทหารรับใช้ที่บ้านก็ให้เรียกอาเรียกลุง ไม่มีมาเรียกเป็นชื่อ อย่างครอบครัวทั่วไป เพราะเขาเป็นลูกน้องคุณปู่ แต่ไม่ใช่ลูกน้องของเรา เราต้องให้เกียรติคน

แมว : แมวได้เรื่องการสอน เนื่องจากคุณย่าจะรักพี่โด่งมาก เพราะเป็นลูกคนเล็ก แกก็คาดหวังอยากให้ทำงานเต็มที่ จะไม่อยากให้เรากับลูกๆ เป็นภาระ กลัวจะไปดึงเค้า แมวต้องเรียนรู้ที่จะทำให้เป็นทุกอย่าง ไม่ว่าจะล้างรถ ซ่อมไฟ ในตัวแมวเป็นหมดทุกอย่าง แล้วลูกจะเห็น เราเป็นผู้หญิง เราต้องเป็นทุกอย่าง ผู้ชายจะไม่ชอบมากหากเราเป็นภาระเค้า ต้องมารับมาส่ง คุณแม่ (ย่า) ก็จะเห็นว่าเราไม่ได้เป็นภาระเค้า ‘เธอปล่อยให้เค้าทำงาน อย่ามาเป็นภาระเค้า’ แม้กระทั่งแมวไม่สบาย ก็ไม่เคยโทร.ตามพี่โด่งพามาโรงพยาบาล แม้กระทั่งป่วยหนัก แมวก็ไปหาหมอ หมอถามว่ามีญาติมั้ย แมวก็บอกว่ามี แต่จริงๆ ไม่มี

สิ่งต่างๆ ตรงนี้ ลูกจะเห็นว่าเราเข้มแข็ง แล้วคุณแม่สามีก็จะพอใจว่า เราไม่เป็นภาระ เพราะฉะนั้น ลูกเค้าถึงจะเติบโตได้ เพราะพี่โด่งตอนนั้นอยู่ชายแดนตลอด ขนาดไปคลอดลูก เตียงข้างๆ นึกว่าเราเป็นเมียน้อย (หัวเราะทั้งวง)

ตู่ : จะสไตล์เดียวกับพี่แมว ของตู่ คือที่บ้านทำธุรกิจ คุณแม่จะถ่ายทอดนะว่า ทำงานนะ ต้องทำธุรกิจ พอมาบ้านสามี จะทำธุรกิจต้องหลบ เพราะที่นี่จะบอกว่า เงินทองไม่ใช่เรื่องสำคัญ ลูกต้องมาก่อน

ก้อย : อันนี้ไม่เคยคุยกันนะ แต่ครอบครัวทหาร เขาขอให้คุณดูแลลูก และครอบครัวให้มีความสุข เรื่องไปทำธุรกิจหรืออะไรต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ ไม่จำเป็นจริงๆ อย่าทำ เป็นแม่บ้าน

 

ดูแล้วต้องเสียสละมาก ?

ก้อย : แน่นอนค่ะ ซึ่งคนจะไม่ค่อยรู้

แมว : คนเขามักคิดว่าครอบครัวทหาร อยากเป็นคุณนาย ไม่ทำงานทำการ

ก้อย : อย่างลูกสะใภ้ เราไม่เคยได้ออกมาคุยนานแล้ว เราไม่เคยออกมาพูด เพราะว่าเราเต็มใจ แต่พอมาคุยกัน ก็จะตรงกันเลยนะ ว่าคุณดูแลลูก ดูแลสามี ดูแลครอบครัวให้มีความสุข เรื่องงานธุรกิจ อาจจะเอาเวลาครอบครัวไป ไม่ควรทำ แต่คนนอกมองเราว่าพวกนี้ไม่ทำอะไรกันเลย เป็นคุณนายผู้พัน คุณนายผู้การ ซึ่งถามว่า เราอยากทำอย่างอื่นที่พวกคุณทำมั้ย เราอยาก แต่เราเป็นครอบครัวทหารที่อยู่ในกรอบ เพราะเราเต็มใจเข้ามาอยู่

ตู่ : อย่างตู่ก็ไม่บอกเลยว่าทำอะไรบ้าง อย่างทำ (แซนวิช) ซับ-เวย์ ก็จะไม่บอก แต่(คุณแม่สามี)ก็ไปทราบจากลูกน้อง ‘แม่อยากลองชิมบ้าง’ อะไรอย่างนี้ แล้วก็เรียกมาบอกว่า ‘ตู่ บ้านแม่ พ่อกับแม่เลี้ยงได้นะ เงินทองเป็นของนอกกาย เอาลูกไว้ก่อน’ อย่างที่ผ่านมา ไปเรียนศศินทร์ เรียนโท อะไรอย่างนี้ คนอื่นก็จะบอกว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด คือไม่ได้ทำอะไรเลย เรียนไปทำไม แต่อย่างที่บ้าน คุณพ่อจะเสียตั้งแต่เด็ก แม่ก็ทำธุรกิจ คุณแม่ก็คอยว่า ไม่มีคุณค่าเลย ก็จะมี conflict ในตัว พอเริ่มมีลูก คุณแม่ตู่ก็เริ่มจะเข้าใจ เริ่มแฮปปี้ ก็ภูมิใจว่าเราได้ทำ

ก้อย : เราก็เลยกลายเป็นลูกสะใภ้ครอบครัวทหาร ที่มีระเบียบแบบนั้น แต่ก็ทันสมัยขึ้นมาอีกนิดนึง

แมว : แต่ก็ต้องรอลูกโตก่อนนะ

 

แล้วความเครียดความกดดันไปตกที่ตัวลูก ?

ตู่ : ของตู่อาจจะโชคดี ตรงที่ลูกเรียนอินเตอร์ อย่าง ISB เด็กไทยก็มีแค่ 20 เปอร์เซนต์ แล้วเด็กฝรั่งก็เป็นลูกทูต ทูตยูเอส หรือลูกนักธุรกิจ ตรงนี้ก็ไม่ต้องอะไรมาก และเขาก็ดาวน์ทูเอิร์ธ ต้องบอกต้องสอน อย่างคุณปู่ออกค่าเล่าเรียน คุณปู่ก็จะบอก ‘เนี่ย เทอมนึงของหลานเท่ากับปู่เรียนตั้งแต่เด็กจนจบนายร้อย’ (หัวเราะทั้งวง) ก็บอกลูกว่าเรียนเยอะ ใช้เงินเยอะ ก็ต้องรีเทิร์นกลับบ้างนะ ให้ปู่ชื่นชม และพยายามสอนให้เขารู้จักคุณค่าของเงิน

ก้อย : ในสังคมสมัยใหม่ ภาพแม่ลูกอาจจะห่างกัน แต่ไม่ใช่บ้านเรา

แมว : แมวไม่ให้ลูกสร้างโปรไฟล์ อย่างจุดเริ่มต้น ลูกไปเรียนโรงเรียนจิตรลดา ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่เยอะ แมวบอกให้ลูกเอาความจริง สภาพความเป็นจริงที่เราเป็นอยู่ คุณพ่อเป็นทหาร ตอนเด็กๆ ลูกก็ต้องอยากได้โน่น อยากได้นี่ เราบอกลูกว่า ถ้าลูกอยากมีความสุข อย่าสร้างโปรไฟล์ ลูกต้องเอาความจริงเข้าสู้ วันนี้มีเท่าไหร่ ลูกเอาไปเท่านั้น และเราก็จะบอกลูกว่า อย่าขอ ถ้าไปเดินห้างแล้วเห็นของ ห้ามขอนะ ถ้าขอแล้วจะไม่ได้เลย ลูกสาวนี่จะรู้ แต่ถ้าถึงเวลา แม่จะให้เอง ตามความเหมาะสม แล้วแมวก็ไม่เคยผิดสัญญาลูกนะ อย่างปีใหม่ ลูกต้องไปเที่ยวล่ะ เราก็ต้องไปซื้อเสื้อผ้าให้ ... จะให้ของลูก ปีละ 3 วาระ คือ ปีใหม่ วันเกิด และปิดเทอม ที่เขาจะต้องไปทำกิจกรรม

คือสมัยนี้ ถ้าพ่อแม่สร้างโปรไฟล์ให้ลูก แล้วให้ลูกโกหกตัวเอง ทุกครอบครัวจะต้องมีปัญหา เราเป็นลูกคนมีตังค์ ต้องได้โน่นได้นี่ ส่วนครอบครัวของแมว เราจะพูดกับลูกทุกเรื่อง ครอบครัวเรามีเงินเท่านี้นะ แต่งตัวอย่างนี้นะ สอนลูกให้แต่งตัวสมวัย คือแมวจะเป็นธรรมชาติมาก ไม่แต่งตัวเว่อร์เป็นคุณนาย เวลามีปัญหา ไม่ใช่เราเอาปัญหาไปให้ลูกทุกข์ แต่เราคุยกันเพื่อให้รับรู้ เผื่อเวลาเกิดอะไรขึ้น เขาจะรับสภาพได้

สิ่งหนึ่ง ที่อยากฝากบอกคือ เลี้ยงลูกแล้วเราเอาความจริงมาคุยกับลูก ลูกจะไม่มีปัญหา ... คุณแม่ต้องเป็นอะไรทุกอย่างเพื่อลูก เป็นทั้งคนใช้ เป็นทั้งแม่ เป็นทั้งเพื่อน ทั้งครู เป็นทั้งนางมารร้าย เป็นทั้งพ่อด้วย แต่ครอบครัวทหารก็เป็นอย่างนี้นะคะ

ก้อย : ลูกก้อยเรียนโรงเรียนนานาชาติ แล้วก็ไปอยู่เมืองนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ยากคือ เราต้องอย่าให้เขาเป็นฝรั่งมาก เพราะเขาต้องกลับมาหาคุณปู่คุณย่า ญาติๆ ต้องรู้ว่าสัมมาคารวะ ความเรียบร้อยเป็นอย่างไร ก้อยเป็นคนคุยกับลูกสั้นๆ ชัดๆ มาก แม่ขอ 2-3 เรื่อง หนึ่ง-ไม่โกหกเด็ดขาด เพราะ มันจะเป็นพื้นฐานของหลายๆ อย่าง สอง-ต้องรักษาคำสัญญา แม่เอง ถ้าสัญญาอะไรไว้ก็ 100 เปอร์เซนต์ คุณพ่อ พลเอกฐิติวัจน์ก็เหมือนกัน ถึงอาจจะไม่ได้เลี้ยงอยู่ด้วยกัน แต่แนวเดียวกันว่า เรื่องคำสัญญาหรือคำพูด จะต้องมีความหมายมากๆ เด็กๆ อาจจะไม่รู้ แต่โตขึ้นเขาจะรู้ เป็นพื้นฐาน แต่เรื่องดุ ร้องไห้ ตี ไม่มีนะคะ อาจจะเป็นเพราะมีคนเลี้ยงหลายคน คุณปู่ก็เลี้ยง คือโดนหลายที ก็จะไม่ออกฤทธิ์ออกเดชเท่าไหร่

อยากฝากไว้ว่าทุกครอบครัว คุณพ่อมีงานสำคัญ คุณแม่เองจะช่วยได้มาก เราไม่ได้ดูแลแต่ลูกนะ เรายังดูแลตัวสามี และดูแลครอบครัวของเราเอง และครอบครัวสามี แล้วยังมีพี่น้องของเราอีก ดังนั้น การมาทำหน้าที่แม่ในวันนี้ เราตั้งใจ และอาจจะดูได้จากผลลัพธ์ที่ออกมา ลูกๆ ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้เป็น การเป็นคุณแม่จึงเป็นบทบาทที่สำคัญทีเดียว

ตู่ : ตู่ก็ให้อิสระ อย่างช่วงนี้เขาจะกลับมา พบเพื่อนฝูงก็จะซิ่งกันเลยนะ โอเค ‘ลูกต้องเกรงใจพี่ที่เขาขับรถให้’ ทีนี้ จะทำอย่างไร เด็กวัยรุ่นก็จะมีกลับตีหนึ่งตีสอง เราจะบอกว่ากลับรถไฟฟ้าล่ะกัน รถไฟฟ้าปิดเที่ยงคืน ก็เหมือนซินเดอเรลลา แล้วพ่อกับแม่จะเป็นคนไปรับที่สถานี

เรื่องสาขาวิชาอาชีพที่จะเรียน ก็ให้อิสระ เอาความชอบเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าจะทำได้ดี อย่างคนโตสนใจชีววิทยา ตอนนี้ก็สนใจอยากจะเรียนแพทย์ แล้วพอพาไปดู (ค่ายทหาร ) ที่ พล.ร.9 เขาก็สนใจอยากกลับมาช่วยประเทศชาติ

อยากให้พูดถึงลูกในวันแม่ 

แมว : ลูกสาวคนโต อยากให้เขาตั้งใจทำในสิ่งที่อยากจะทำ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่ต้องกังวล เพราะทุกวันนี้ พ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวเขาอยู่แล้ว แค่เขาไม่เป็นเด็กเกเร เหลวไหล ไปเที่ยวเตร่ ส่วนลูกชาย อยากจะบอกว่าให้อดทนเหมือนที่คุณพ่อเคยอดทนมา การที่มีเขาทุกวันนี้เพราะพ่อสร้างมา อยากบอกว่าพ่อกับแม่รักลูกตลอดเวลาอยู่แล้ว สังเกตได้จากการที่แม่โทรจิกโทรหา นั่นคือความรัก ความเป็นห่วง อย่าให้ลูกรำคาญ รับโทรศัพท์แม่หน่อย

ตู่ : สอนอยู่ตลอดเวลาว่า คิดดี ทำดี พูดดี และอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน ตรงนี้คือพื้นฐานเลย ทุกวันนี้คบเพื่อนดี อยากให้เขารับในสิ่งที่ดีๆ อยากให้เขาทำอะไรให้สังคมบ้าง เพราะเขามีโอกาสตรงนี้เยอะกว่าคนอื่น เพื่อตอบแทนสังคม อยากให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่ต้องเก่งมาก ไม่ต้องรวยมาก อย่างคุณพ่อก็จะสอนลูกตลอดว่า เราไปเรียนเมืองนอก เราเป็นตัวแทนของคนไทย ดังนั้นทำอะไร ต้องยึดเสมอว่า เราเป็นคนไทย อย่าให้เขามาดูถูก ให้ภูมิใจกับความเป็นคนไทย

ก้อย : ทุกอย่างที่ลูกทำมา ทั้งผิดและถูกด ลูกได้เรียนรู้แล้วในวันนี้ เนื่องจากลูกโตแล้ว คุณแม่ก็มีความภูมิใจทุกอย่าง สิ่งที่ลูกเป็นวันนี้ลูกได้ทำให้ครอบครัว คุณพ่อคุณแม่มีความสุข และขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไป และไม่มีอะไรจะขอลูกมากไปกว่านี้อีกแล้ว

...................................

สถานะทางครอบครัว 

 รัตนา บุรพรัตน์ สมรสกับ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก มีบุตร-ธิดา 3 คน

  1. พีรวุฒิ กำลังเอก อายุ 31 ปี ผู้บังคับการกองร้อยที่ 442 กองพลทหารราบที่ 100 ประจำที่ฮาวาย ขณะนี้กำลังศึกษาปริญญาโท-เอก มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา

    น.ส.อทิตตยา กำลังเอก อายุ 29 ปี ขณะนี้ศึกษาปริญญาโท-เอก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเส็ทท์ สหรัฐอเมริกานายแดนวุฒิ บุรพรัตน์ อายุ 16 ปี เกรด 11 โรงเรียนมิดแปซิฟิค มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน รัตนา บุรพรัตน์ ทำธุรกิจส่วนตัวด้านการลงทุน และยังมีหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์

 วิภาดา สีตบุตร สมรสกับ พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม มีบุตร-ธิดา 2 คน

    ร.ท.หญิง จุฑาภัค สีตบุตร (Dao) จบปริญญาตรีเอกภาษาจีนเพื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบัน กำลังเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษนนร. ภูวเดช สีตบุตร (Nine) นักเรียนนายร้อยจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 1

 อรวรรณ คราประยูร สมรสกับ เจนวิทย์ คราประยูร มีบุตร-ธิดา 3 คน

    ชัยธัช คราประยูร กำลังเรียนที่ Emory University สาขาชีววิทยา เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกาฐิติภัทร์ คราประยูร กำลังเรียนที่ Columbia University นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาด.ญ.จิตติสา คราประยูร กำลังเรียนเกรด 8 โรงเรียน International School Bangkok (ISB)

ปัจจุบัน อรวรรณ คราประยูร เป็นผู้บริหาร ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ Subway , The One Sandwich Co.,Ltd.

---

หมายเหตุ ภาพประกอบเอื้อเฟื้อสถานที่โดย ร้าน Malase Coffee & Beverage ใกล้แยกร่วมจิตต์ โทร. 0 2669 2996