วิ่งสยบโรค

วิ่งสยบโรค

ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า วิ่งเป็นประจำ จะไม่ป่วย แต่ปัญหาคือ ไม่มีวินัย ถ้าอย่างนั้น ลองดูสิว่า คนมีวินัยในการวิ่ง ทำได้ยังไง...


"ตอนนั้นทำงานหนัก ไม่ค่อยได้นอน กินทุกอย่าง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย จนกระทั่งป่วย เกือบตาย เส้นเลือดตีบ รักษาหลายเดือน ตอนนี้อาการก็ใช่ว่าปกติ ยังไม่หายซะทีเดียว จึงต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น โดยการวิ่งเป็นประจำ " ชายหนุ่มที่ไม่ขอเอ่ยนาม เล่าในวงสนทนา และกว่าครึ่งหนึ่งของวงสนทนาวันนั้น ตื่นเช้าขึ้นมาวิ่งออกกำลังกาย เพราะตระหนักแล้วว่า การวิ่งเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัด และดีต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันดีว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมการวิ่ง การขี่จักรยาน เกือบทุกสัปดาห์ เพราะการวิ่งทำให้คนมีสังคม และยังพิชิตโรคที่เรื้อรังมานานให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ด้วย

ข้อสำคัญคือ คนที่จะออกวิ่ง ต้องมีวินัย วิ่งให้ถูกวิธี ไม่ใช่สักแต่วิ่ง

อยู่ที่ไหนในโลกก็วิ่งได้
"สำหรับผมแล้ว การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ขาดไม่ได้แล้ว ออกกำลังกายมาหลายปี ซึ่งแน่นอนทำให้ร่างกายแข็งแรง ผมออกกำลังกายเหมือนการแปรงฟัน ดังนั้นต้องทำให้ได้สัปดาห์ละสี่วัน" อ.สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการที่ใครมีโอกาสเจอและพูดคุย ก็ต้องถามว่า "เขาอายุ 60 จริงๆ หรือ"
อ.สง่า เป็นวิทยากรด้านสุขภาพ เป็นนักโภชนาการที่หลายคนพูดถึงอยู่เรื่อยๆ เป็นคนที่มีวินัยและเรียนรู้ตลอดเวลา จึงไม่ใช่นักโภชนาการที่สักแต่พูด พูดแล้วเขาทำ และเป็นตัวอย่างของคนรักสุขภาพที่น่าเลียนแบบคนหนึ่งในประเทศไทย

“ปกติผมจะออกกำลังกายตอนเช้ามากกว่าตอนเย็น ในทางวิชาการไม่มีการพิสูจน์ว่าการออกกำลังกายตอนไหนดีที่สุด ถ้าสะดวกเวลาไหน ก็ออกตอนนั้น ควรออกกำลังกายเป็นประจำ ปกติถ้าผมไม่มีเวลา มีประชุมที่อื่น ผมจะพบชุดออกกำลุงกายติดตัวไปด้วย เย็นๆ เสร็จงานแล้ว ก็ไม่ยุ่งเรื่องงานแล้ว จะจัดระเบียบชีวิตไปวิ่งในสวนสาธารณะของจังหวัดนั้น บางทีก็เข้าฟิตเนสโรงแรมที่ไปประชุม หรือไม่ก็ยืดเส้นในห้องนอน"อ .สง่า เล่าถึงการวิ่งที่ทำมาหลายสิบปี และนั่นทำให้เขาไม่เคยป่วย

หากถามว่า เขาไม่เคยป่วยเลยหรือ อ.สง่าบอกว่า ไม่เคยเป็นหวัดเลย โรคติดเชื้อทั้งหลายไม่เป็น เพราะคนที่ออกกำลังกายจะมีภูมิต้านทานแข็งแรงกว่าคนไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังทำให้คนที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะวัย 40-50 มีมวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะการออกกำลังกายคือ การเอาออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงเซลล์ในร่างกายได้สะดวกมากขึ้น ออกซิเจนที่ได้จากการออกกำลังกายยังช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย ช่วยลดไขมันไม่ดี และลดน้ำหนัก

"สำหรับคนที่ออกกำลังกายแล้ว แคลเซียมที่เรากินเข้าไป จะสามารถดูดซึมเข้าไปในมวลกระดูกได้ง่าย ทำให้กระดูกไม่พรุน ไม่บาง และแข็งแรง"
แม้จะมีคนมากมายบอกว่า คนสูงวัยไม่ควรวิ่ง กรณีนี้ อ.สง่า แนะว่า การวิ่งของคนที่อายุกว่า 60 ปีต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง

"คนที่เคยวิ่งตั้งแต่หนุ่มๆ พอเข้าวัยสูงอายุ ต้องลดความเร็วในการวิ่ง ควรเลือกรองเท้าวิ่งที่ดี มีระบบซับพอร์ตเข่า ส่วนคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนแล้วมาวิ่งตอนแก่ไม่แนะนำให้วิ่ง ไม่อย่างนั้นเข่าพัง คนที่น้ำหนักเยอะๆ ไม่ควรวิ่ง เพราะน้ำหนักจะกดที่ข้อเข่า ซึ่งการออกกำลังกายสำหรับคนน้ำหนักเกิน วิธีดีที่สุดคือ ว่ายน้ำหรือเดินเร็ว การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัยที่ดีที่สุดคือ การเดิน แต่ต้องเดินติดต่อกัน 45-60 นาทีถึงจะได้ผล"

นักโภชนาการที่รักการวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าจะวิ่งมาราธอนสิบกิโลเมตรขึ้นไป ก่อนออกวิ่ง ควรกินคาร์โบไฮเดรตก่อนวิ่งหนึ่งหรือสองชั่วโมง แต่ถ้าวิ่งปกติทั่วไป ถ้าไม่กินอาหารก็ได้ แต่ถ้ากินอาหารต้องก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชม.

โยนยาทิ้ง แล้วออกวิ่ง
ก่อนหน้าที่จะออกวิ่ง ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล วัย 63 ปี เคยต่อต้านการวิ่ง เพราะวิ่งแล้วเจ็บเข่า เจ็บขา แม้ตอนหนุ่มๆ จะเล่นกีฬามาเยอะ แต่ตลอดหลายสิบปีที่อยู่ในแวดวงวิชาการ เขาไม่ค่อยมีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย กระทั่งคนในครอบครัวทักว่า อ้วนมีพุง เขาคิดว่า ต้องออกวิ่ง เพื่อปรับสมดุลร่างกาย เพราะการวิ่งค่าใช้จ่ายน้อย และได้ผลดีที่สุด

ตามประสานักวิชาการ เมื่อคิดจะวิ่งก็ต้องหาแรงบันดาลใจ อาจารย์เพิ่มศักดิ์ บอกว่า ตอนนั้นอ่านเจอว่า ในบอสตันมาราธอน มีชายอายุ 99 ปีและหญิงอายุ 87 ปีร่วมวิ่งด้วย พวกเขายังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้

"นอกจากนี้ยังอ่านเจอว่า มีนักแสดงในเมืองนอกคนหนึ่งอายุ 30 กว่าๆ เป็นภูมิแพ้ เจ็บป่วยตลอด ตอนนั้นเพื่อนของเขาชวนไปวิ่ง เขาไปเพราะรำคาญเพื่อน แรกๆ วิ่งได้ห้านาที จนวิ่งได้ชั่วโมง วิ่งไปวิ่งมาหายจากภูมิแพ้ ปกติผมชอบศึกษาจากประสบการณ์ของหลายๆ คน แล้วพบว่า การวิ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่มีเงื่อนไขว่า ขาต้องแข็งแรง"

ต้องหาแรงบันดาลใจในการวิ่ง และสิ่งที่เหลือคือ การออกวิ่ง แรกๆ เขาวิ่งได้ 50 เมตร เพราะหายใจไม่ทัน เหนื่อยมาก แต่ตั้งใจไว้ว่า ต้องออกวิ่งเพิ่มขึ้นวันละ 10 ก้าว

"เพื่อไม่ให้เสียสัจจะกับตัวเอง กลับบ้านดึกแค่ไหน สามทุ่มสี่ทุ่มก็วิ่ง ตอนนั้นเริ่มเจ็บเท้า และปวดเอ็นร้อยหวาย " อาจารย์เพิ่มศักดิ์เล่า เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อยตัว เขาจึงกลับมาสำรวจตัวเอง และหาข้อมูลว่า การวิ่งของเขามีปัญหาอะไร

เขาพบว่า เพราะการวิ่งช่วงนั้นไม่ได้ใช้รองเท้าวิ่งที่มีคุณภาพ และเมื่อปรับการวิ่งและเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม จากวิ่งวันละ 50 เมตร ปัจจุบันเขาสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร และจากที่ไม่เคยคิดว่าจะวิ่งมาราธอนได้ ก็ได้ร่วมกิจกรรมหลายทริปด้วยกัน

ผ่านมา 7 ปีจากที่เคยป่วย เป็นทั้งความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันสูง ต้องเสียเงินค่ายาเดือนละ 15,000 บาท อ.เพิ่มศักดิ์ คิดคำนวณแล้ว กว่าเขาจะเสียชีวิต คงต้องเสียเงินค่ายารวมๆ แล้วประมาณ 3-4 ล้านบาท เพราะต้องกินยา 5-6 ชนิด ถ้ากินยาไปจนตาย อวัยวะตับและไตคงมีปัญหาแน่นอน

"ถ้าผมต้องกินยาต่อไป รวมๆ แล้วคงเป็นกระสอบ ผมเป็นโรคจากพฤติกรรม เพราะปากและใจผม ติดโน้น ติดนี่ ไม่ใช่โรคที่มาจากเชื้อโรค ปี 2549 ผมตัดสินใจทิ้งยา หมอก็เตือนผมนะ แต่ผมขอรักษาชีวิตตามแบบของผม ผ่านมาสิบกว่าปี ผมไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่อ้วน ไม่เสียเงิน ปัจจุบันน้ำหนักผมเหลือ 56-57 กิโลกรัม ผมสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณนี้พอดีกับมวลสารของร่างกาย ปริมาณไขมันไม่ดีในร่างกายก็ต่ำ เพราะผมทั้่งวิ่งและปั่นจักรยาน " อาจารย์เพิ่มศักดิ์ เล่าถึงการวิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขา จากคนป่วยมีโรค กลายเป็นคนแข็งแรง ทั้งๆ ที่วัยเลยเลข 6 ปัจจุบันเขาสามารถเดินทางสมบุกสมบันได้ รวมถึงมีสังคมใหม่ในกลุ่มคนรักการวิ่ง

"เวลาคุณอยู่ตรงจุดสตาร์ทการวิ่่ง คนเป็นพันๆ มันรู้สึกดีมากครับ เพราะการวิ่งทำให้คนไม่มีวินัยกลายเป็นคนมีวินัย และผมก็ชวนคนอื่นๆ มาวิ่ง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผมอยากรณรงค์ให้คนดูแลสุขภาพด้วยการวิ่ง" ดร.เพิ่มศักดิ์ เล่า

เมื่อหมอป่วย
หมอผ่าตัดที่กลายเป็นที่รู้จักทั่วเมือง หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ วัย 60 กว่าๆ เลิกเป็นหมอผ่าตัด หันมาให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ เขายังทำงานที่โรงพยาบาลพญาไท 2 และจัดคอร์สดูแลสุขภาพอยู่เรื่อยๆ หมอสันต์เคยอ้วน ลงพุง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และจบด้วยการกินยา และที่สุดแล้วเขาคิดว่า ถ้ายังทำตัวแบบเดิม ก็คงหนีไม่พ้นมีดผ่าตัด

"ผมเลือกกินยาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกนัก " หมอสันต์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับจุดประกาย และอาศัยว่าเป็นนักค้นคว้าตัวยง โดยเขาเขียนเรื่องการดูแลสุขภาพไว้ใน http://visitdrsant.blogspot.com ซึ่งมียอดผู้อ่านหลักล้าน

"ก่อนที่ผมจะวิ่ง ผมสัญญากับตัวเองว่า ถ้าวันนี้ไม่ได้วิ่ง จะไม่แปรงฟัน" หมอสันต์ กล่าวถึงการสร้างวินัยให้ตัวเอง

เป็นหมอผ่าตัด แต่ไม่อยากถูกหมอรุ่นน้องผ่าตัด จึงต้องดิ้นรนหาวิธีดูแลสุขภาพ เพราะเขารู้ดีว่า มูลเหตุของการเจ็บป่วย เนื่องจากการใช้ชีวิต ด้วยเหตุผล 3-4อย่าง คือ กินอาหารที่มีแคลอรี่สูงเกินไป ไม่ออกกำลังกาย และความโลภที่อยากทำอะไรให้ได้เยอะ ๆ อยากสร้างผลงาน จึงนำมาซึ่งความเครียด

ย้อนไปถึงตอนอายุ 54 ปี ตอนที่หมอสันต์เริ่มมีปัญหาสุขภาพ เพราะไม่เคยออกกำลังกาย ช่วงแรกที่เริ่มออกวิ่ง เขายังมีภาระกิจมากมาย ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงหันมาปรับวิถีชีวิต โดยการเรียงลำดับสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิต เขาเริ่มลดงาน ทำสิ่งที่เหมาะกับตัวเขา

"เราก็จะรู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ถ้าคุณใกล้จะตาย การทำใจให้สงบมีความสำคัญสูงสุด คงไม่มีใครอยากตายอย่างทุรนทุราย ผมก็เหมือนกัน ผมเหลือเวลาในชีวิตจำกัด เรื่องอะไรที่สำคัญก็ทำก่อน ผมเลือกที่จะไม่เป็นหมอผ่าตัดหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่แก่แล้ว ผมพยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองออกกำลังกายได้ง่ายๆ เพื่อไม่ให้ตัวเรามีข้ออ้างที่ไม่ออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายได้สำเร็จ ทุกอย่างเปลี่่ยนไปในทางที่ดี ตัวชี้วัดสุขภาพทุกอย่างออกมาดีหมด ยาไม่ต้องใช้ น้ำหนักลง พุงยุบ ความรู้สึกก็ดี มีพลัง รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า กระตือรือร้น"

แม้การออกวิ่ง และสร้างวินัยให้ตัวเอง จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็พยายามจนการวิ่งอยู่ในวิถีชีวิต หมอสันต์ เคยกล่าวว่า การออกกำลังกายทำให้สารเอนโดรฟินหลั่ง มองโลกในแง่บวกมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกดี นี่คือวิทยาศาสตร์

"เมื่อก่อนเราไม่มีเวลา ไม่เคยมองสนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่เคยเห็นกระรอกตามต้นไม้ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นกระรอก เพราะผมจัดสรรเวลา อีกอย่างผมชอบทำอะไรใหม่ๆ บางอย่างที่ทำมานานพอสมควร ก็ตัดสินใจไม่ทำ "