สุทัศน์ รงรอง แอพฯ เพื่อโลก

สุทัศน์ รงรอง  แอพฯ เพื่อโลก

ใช้เครื่องมือไอที ออกแบบนวัตกรรมแก้ปัญหาสังคม และทำได้จริง แต่มากกว่านั้นคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์สังคมและสร้างชีวิตที่

สำหรับเขาคนนี้ไม่ใช่แค่ความสนุกในการทำแอพพลิเคชัน เว็บ นวัตกรรมใหม่ๆ แต่เขาจริงจังที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจ และการสอนไอทีให้คนรุ่นใหม่ ในโครงการเด็กไทย-ไอที ซึ่งยังทำอย่างต่อเนื่อง
เรื่องราวของเขายังมีมากกว่านั้น

FoodGiving แอพฯการแบ่งปันอาหารเหลือทิ้งจากร้านอาหาร นำไปให้คนยากจน ไม่มีจะกิน ที่เขาและเพื่อนออกแบบขึ้น และถูกนำไปใช้ในเคนย่า สามารถแก้ปัญหาความอดอยากได้ระดับหนึ่ง

นั่นเป็นงานที่ใช้ไอทีแก้ปัญหาสังคมของ สุทัศน์ รงรองและเพื่อน สมัยเรียน ปี1 ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตอนนั้นพวกเขาคิดแค่ว่า อยากใช้ความรู้ช่วยคนอดอยากในอาฟริกา คงดีกว่าใช้เวลาดูหนัง เล่นเกม และทำเรื่องไร้สาระที่ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งแอพฯนี้ยังใช้อยู่ในเคนย่ากว่า 8 ปีแล้ว

“ตอนเรียนปี 1 นอนอยู่หอ รู้สึกน่าเบื่อ ถ้าใช้เวลาไปกับการโดดเรียน ดูหนัง เล่นเกม เป็นการใช้เวลาที่เปลือง ก็เลยคิดว่า น่าจะเอาความรู้ไปทำอะไรสักอย่าง และมีวันหนึ่งดูสารคดีเด็กอาฟริกาใต้ ขุดดิน ซึ่งมีน้ำแร่ธาตุนิดหน่อยผสมอยู่ เอามาปั้นเป็นก้อนคุ้กกี้ตากบนหลังคา แห้งแล้วเอาไว้กิน อีกตอนในสารคดีไม่ไกลจากตรงนั้น มีอาหารในร้านอาหารเหลือทิ้ง แล้วทำไมเราไม่ทำให้เกิดกระบวนการส่งอาหารให้คนที่กำลังจะอดตาย” สุทัศน์ เล่าถึงการทำแอพฯ
ปัจจุบันสุทัศน์ กำลังเรียนปริญญาเอก ด้านคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยที่เรียนในระดับปริญญาตรีและโท เป็นวิทยากร อาจารย์ และผู้ก่อตั้งบริษัทดูอินไทย จำกัด ทำงานด้านวิจัย ออกแบบนวัตกรรม เพื่อนำมาพัฒนาแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ด้านไอที

เขาเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ไม่ซ้ำแบบใคร ก่อนหน้านี้เขาเคยได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมการบิน ครั้งที่ 1 และเคยเป็นหนึ่งในทีมงานนาซ่าในอเมริกา ประดิษฐ์หุ่นยนตร์ขึ้นไปไว้ในดาวอังคารและดวงจันทร์ แต่อยู่นาซ่าไม่นาน เขาลาออกกลับเมืองไทย ทั้งๆ ที่กำลังรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน แต่เขาให้เหตุผลว่า อยากกลับมาอยู่กับครอบครัว แม้จะถูกคนที่นั่นมองว่า ไร้เหตุผล
แต่ในความไร้เหตุผล เขามีเหตุผลมากมายที่ได้ทำเพื่อคนไทย และคนชาติอื่น....

อีกไม่นาน แอพ FoodGiving จะนำมาใช้ในเมืองไทย ?
ในเมืองไทยอุดมสมบูรณ์ มีทั้งคนอยากให้ และคนยากไร้ เราก็เลยพัฒนาแอพฯ สำหรับคนธรรมดาที่พร้อมจะให้ สำหรับใครสักคนที่ไม่มีอาหาร แค่ถ่ายรูปแล้วบอกพิกัด เข้าแอพฯ มาดูว่า มีใครพร้อมจะให้บ้าง แอพฯนี้ยังไม่ได้ใช้ในกลุ่มสาธารณชน ใช้ในกลุ่มเล็กๆ โหลดไม่เจอครับตอนนี้ รอเปิดตัวก่อน เมื่อใช้แอพฯแล้ว จะมีการแบ่งปันกัน แรกๆ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคม ในเมืองไทยแค่สร้างกระบวนการตระหนักรู้ เพื่อให้คนในสังคมรู้ว่าทำได้ มีคนอดอยากอยู่จริง แต่คุณไม่เคยรู้ หลังจากเปิดตัวก็จะมีแคมเปญรณรงค์ เพราะอาหารเมืองไทยอุดมสมบูรณ์ เหลือเยอะ แต่ยังไม่มีกลไกการแบ่งปัน
(FoodGiving Thailand ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ แต่มีวีดิโอและแอพพลิเคชันให้ใช้แล้ว getfoodgiving.com)

ในเว็บคุณเขียนไว้ว่า พอกันทีกับความคิดเก่าๆ ?
ออฟฟิคเรามีห้องเล่นเกม ห้องดนตรี ไม่มีโต๊ะทำงานเหมือนทั่วไป เราตั้งนโยบายว่า เราต้องมีการทำวิจัยก่อนพัฒนาแอพฯ หรือกระบวนการ อุปกรณ์เครื่องมือไอที เพื่อแก้ปัญหาสังคม คนในออฟฟิคเดือนหนึ่งเดินทาง 15 วัน และยังไม่พอ พวกเขาเดินทางเพื่อที่จะออกจากกรอบเดิมๆ พนักงานใหม่ที่เข้ามา เราจะให้เขาทอยลูกเต๋า ถ้าตกที่ไหนในแผนที่ประเทศไทย คุณต้องไปที่นั่น เพื่อเรียนรู้ จะไปเดินเล่นเฉยๆ ก็ได้ คีย์เวิร์ดของเราคือ คนที่เข้ามาใหม่ไม่ควรมีเป้าหมาย ถ้ามีเป้าหมาย เขาจะคาดหวัง คุณต้องออกไปเที่ยวเดินเล่น 5-7 วัน คุณจะไม่เจออะไรก็ได้ ถ้าเป็นพนักงานเก่าจะให้ลงพื้นที่เดิม เพื่อหานวัตกรรมในการทำงาน
อย่างแม่บ้าน ทำความสะอาดก็ให้เรียนกศน. ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักกัน เราไม่มีพนักงานขับรถ ไม่มีพนักงานรับโทรศัพท์ แม้กระทั่งพนักงานบัญชียังต้องเดินทาง ออฟฟิคแทบจะว่าง เพราะเราทำงานข้างนอก อาจดูอินดี้แปลกๆ นิดหนึ่ง เข้าใจยาก เรามองผลที่เกิดขึ้น ปรากฏว่า สี่ปีที่ผ่านมา เราได้อะไรเยอะมาก

ตอนแรกๆ เราจัดตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (ปี 2008) แต่คนที่อยู่กับเราเริ่มอยู่ไม่ได้ เพราะมีแต่ให้ๆ ๆ จึงปรับเปลี่ยนองค์กรใหม่ ไม่ได้รับแค่พนักงานด้านไอที มีนักภาษาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักสิ่งแวดล้อม เราเป็นบริษัทที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม หลักๆ คือ โซเชียล อินโนเวชัน พัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคม ไม่ว่าฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ เป็นงานที่สร้างสรรค์ ถ้ามีคนจ้างให้ทำงานไม่สร้างสรรค์ แม้เราจะได้เงิน ก็ไม่ทำนี่คือ 20 เปอร์เซ็นต์ที่เราทำ อีก 80 เปอร์เซ็นต์เป็นงานที่เราคิดสร้างสรรค์เอง อย่างการทำแอพฯเพื่อการบิน แอพฯตรวจสอบย้อนกลับทางการเกษตร

การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมยากไหม ?
ยิ่งเราเรียนคอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ และทำงานเพื่อสังคมมากเท่าไหร่ เราพบว่า นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริง เป็นเทคโนโลยีและเทคนิคประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของมนุษย์และจิตสำนึก แทนที่จะเอาเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ไปบอกนักเรียน ผมเอาสามสิบเปอร์เซ็นต์ไปบอกองค์กรว่า ในปลายทางต่อให้นวัตกรรมดีที่สุดในโลก แต่ถ้าคนไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่มีความหมาย บางทีเราก็ช่วยพัฒนานวัตกรรมที่ยังจับต้องไม่ได้ คุณมีไอเดียใหม่ มันเปลี่ยนแปลงได้ การพัฒนาแอพฯ หรือกระบวนการไปสู่สังคม เราพยายามระดมทุน ไม่เหมือนสตาร์ทอัพ เราไม่ระดมทุนเยอะๆ ไม่เอามาเปล่าๆ แต่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนอยู่แล้ว


นอกจากแอพฯด้านอาหาร คุณยังทำเว็บให้เกษตรกรตรวจสอบย้อนกลับการเพาะปลูก ?
เพื่อสร้างมาตรฐานผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อคน ปลอดภัยต่อโลก เรามุ่งเน้นการสร้างเกษตรอินทรีย์ในวิถีแห่งความเป็นไทย ตรวจสอบได้ที่ https://mealfiction.com ออกแบบเพื่อเกษตรกรใช้งานง่าย ไม่ว่าคุณจะเพาะปลูกกาแฟ ชา ข้าว หรือพืชผักยอดนิยม มีลฟิคชันช่วยเพิ่มคุณภาพ เพิ่มคุณค่า และสร้างมูลค่าให้มากกว่าที่เป็น เราเชื่อว่าเกษตรอินทรีย์ คือ ทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

ถ้าร้านกาแฟดังๆ ในโลกต้องการกาแฟดีๆ พวกเขาตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ว่า ใครปลูกเมล็ดกาแฟเหล่านี้ การเพาะปลูกเป็นอย่างไร เราให้เกษตรกรใช้แอพฯ ฟรี พวกต่างชาติที่ใช้แอพฯนี้ ก็บอกว่า แล้วทำไมฉันต้องให้เงินเธอทำแอพฯ เราก็บอกว่า กาแฟทุกเมล็ดตรวจสอบย้อนกลับได้ สามารถบอกลูกค้าร้านกาแฟว่า มีคุณภาพยังไง แม้จะจ่ายเงินเพิ่ม ก็ไม่ทำให้ราคากาแฟลดลง ชีวิตเกษตรกรก็ดีขึ้น คนทำธุรกิจก็ไปทำซีเอสอาร์ต่อได้

(MealFiction เปิดตัวและใช้งานมาเป็นปีที่ 4 กำลัง rebrand เป็น FoodWizdom Thailand)

ทีมงานด้านไอที จึงต้องเข้าใจเรื่องการเกษตรด้วย ?
ใช่ แอพฯ FoodWizdom Thailand คนที่ดูแลโครงการคือ เกษตรกรที่รู้เรื่องไอที กว่าจะหาคนที่เข้าใจแนวทางนี้ยากครับ เพราะเขาต้องคุยกับคนใช้รู้เรื่องด้วย เราก็ลงพื้นที่ ไม่ใช่เหมือนคนทำงานไอทีทั่วไป เราเป็นบริษัทที่ทำงานช้ามาก ถ้ามีใครมาจ้าง จะบอกว่าไม่รับ แต่ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์ เราช่วยคุณได้ แต่ต้องรอ เราจะไม่บอกว่า ทำแป๊ปเดียวเสร็จ

ทำไมต้องทำขนาดนั้น
หลักๆ คือ แอพฯนี้ชาวนาใช้ฟรี และไม่มีเงื่อนไขทางธุรกิจ บางทีเราก็ลงไปเวิร์คชอบลงไปสอน นั่นคือ เหตุผลที่ทีมเราเดินทางเยอะ ผมเพิ่งไปพูดที่ยุโรปมา หลายๆ คนบอกว่า โมเดลนี้ทำยากมาก เขาเห็นหลายโครงการที่ผมทำ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ในเมืองไทยมีบริษัทที่ทำแบบนี้แห่งเดียว ในต่างประเทศก็หาคนที่ทำแบบนี้ยาก ด้วยอายุรุ่นผม 20-30 ไม่มีคนเดินทางแบบนี้หรอก ในใจผมจะทำงานเหมือนได้รางวัลโนเบล เพราะคนแบบนั้น ต้องลงทุนลงแรงกว่าจะได้รางวัล

มีกระบวนการคิดยังไง
ผมถูกเลี้ยงดูให้เป็นผู้ให้ ขั้นตอนที่ผมเริ่มต้น คือ เอาพนักงานมานั่งคุยกันทุกวัน ให้ทุกคนได้ค้นหาแรงจูงใจของตัวเอง ทำไมคุณสมควรอยู่ทีมนี้ ก็จะมีคนที่เข้ามาแล้วออกไปตั้งแต่ 6 เดือนแรก เขารู้สึกว่า ไม่ใช่แนวทางของเขา ก็เหมือนการคัดคน คีย์คือให้ทุกคนในทีม รู้สึกว่ามีไฟในการทำงานตลอดเวลา การจุดไฟครั้งนี้และครั้งต่อไปเป็นเรื่องยาก ผมอยากให้ทุกคนออกจากห้องสี่เหลี่ยมลงพื้นที่ไปทำงาน

เหนื่อยที่สุดคือ การสร้างคน แต่โชคดีที่ผมพยายามทำ เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ตามหลังผม จะเห็นว่า ผมไม่เคยหยุดทำ โครงการแรกที่ทำ “เด็กไทยไอที” หรือ โครงการไอแพคที่ทำให้คนตาบอดเห็นภาพ BrailleEye ทุกวันนี้ต้นแบบอยู่ที่บริษัททรู เราทำให้คนตาบอดในโรงเรียนใช้เครื่องมือนี้แทนหนังสือ เราไม่ได้ทำแค่ให้คนไทยใช้ เราทำให้คนในโลกใช้ ไอเดียนี้ทำเมื่อปี 2010 พิสูจน์แล้วว่า เราไประดับโลกได้ เป็นนวัตกรรมหนึ่งในสิบห้าทีมของนวัตกรรมโลก
(BrailleEye ถูกพัฒนาต่อโดยทีมงานเดิมภายใต้บริษัท ทรู กำลังขยายผลจากต้นแบบ แต่ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ)

คุณสร้างนวัตกรรมเพื่อคนตาบอด BrailleEye ได้อย่างไร
ตอนผมนั่งรถเมล์จากรามคำแหงมาอนุสาวรีย์ เจอเด็กตาบอดคนหนึ่งนั่งรถเมล์ไปเรียนกับคนปกติ ผมก็งงว่า เด็กที่ไม่เคยเห็นอะไรในโลกเลย แต่เดินทางมาเรียนกับคนปกติได้ ครูสอนยังไง ผมก็เลยไปโรงเรียนสอนคนตาบอด จนผมสนิทกับน้องๆ หลายคน ผมเคยเอาเรื่องนี้ไปคุยบนเวที TED ว่า เด็กตาบอดคนนั้นอยากสัมผัสใบหน้าพ่อที่เสียชีวิตแล้ว พี่รหัสผมสมัยเรียนก็ช่วยพัฒนาแนวคิดนี้ ทำให้ผมอินในการคิดนวัตกรรม บางนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากผมคนเดียว เกิดจากทีม หรือคนอื่นที่มีไอเดียดีๆ ช่วยกันต่อจิกซอ

อย่างเราไปพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาส นอกจากปัญหาความมั่นคงของชาติ น้องในทีมไปเล่นกับเพื่อนที่นั่น ก็เลยเจอปัญหาขยะริมแม่น้ำ เราก็เปลี่ยนจากเรื่องความมั่นคง ไปดูแม่น้ำปากบารา แหล่งน้ำธรรมชาติของคนที่นั่น ก็เลยทำโครงการเก็บขยะริมแม่น้ำปากบารา ครั้งที่ 2 (ปี 2557) แทนที่จะทำแบบซีเอสอาร์ เราไปแบ่งปันเรื่องคุณค่าของแม่น้ำ โมเดลที่ไปไกลกว่าซีเอสอาร์ คนที่อยู่ในกระบวนการต้องแชร์คุณค่ากัน เราเอาคนที่ได้รับผลกระทบต้นน้ำกับปลายแม่น้ำ มาคุยกัน ซึ่งกระบวนการที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บขยะ แต่เป็นเรื่องจิตสำนึก ไม่ใช่แค่ทำซีเอสอาร์แล้วเก็บขยะครั้งเดียว ต้องค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง ผมให้คนต้นน้ำและปลายน้ำที่สะดวกแลกบ้านกันอยู่พักหนึ่ง ทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าและแบ่งปันกัน ดีกว่าทิ้งปัญหาไว้กลางน้ำแล้วบอกว่าใครจะมาทำ

ใช่ว่า...ทุกโครงการที่ทำจะประสบความสำเร็จ ?
มีหลายครั้งที่โดนต่อต้าน อย่างเรื่องขยะ เราพัฒนาถังขยะจากเศษใบไม้ โดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการแชร์กันเรื่องขยะ เราอยู่กับพวกเขาสามวัน ทุกอย่างดีมาก หนึ่งเดือนผ่านมา ชาวบ้านก็ทำตามความเคยชินเหมือนเดิม

ถ้าจะทำให้นวัตกรรมมีความยั่งยืน ต้องทำอย่างไร
เราเดินตามพระราชดำริของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเพียงพอแล้วจะไปสู่ความยั่งยืนได้เอง เราก็เป็นที่ปรึกษาให้องค์กรข้ามชาติและต่างชาติที่มีโอกาสร่วมและผลักดันความเป็นเรากับโลก อาทิ

iHab Africa ,Ogilvy & Mather ฯลฯ ถ้าคุณอยากยั่งยืน ไม่อยากเปลี่ยนธุรกิจ คุณต้องเริ่มจากเข้าใจคนและตอบสนองคนได้ เราก็เลยใช้หลักสามอย่างของในหลวง คือ ภูมิคุ้มกันพอประมาณ ประยุกต์ใช้กับทุกโครงการได้ เราต้องเป็นคนทำงานไอทีที่เข้าใจพฤติกรรมคนอย่างลึกซึ้ง

แอพฯเพื่อการบิน แนวคิดเป็นอย่างไร
คนทุกคนที่ใช้บริการเครื่องบิน ไม่มีสิทธิรู้เลยว่า เครื่องบินที่คุณโดยสาร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ เมื่อเราซื้อตั๋วเครื่องบิน เราไม่เคยแคร์เลยว่า มีส่วนสร้างมลพิษแบบไหน เราก็เลยทำแอพฯและแพลตฟอร์มทั้งระบบ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ตัวคุณมีส่วนช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมยังไง อาทิ เปรียบเทียบความหนาแน่นคนในสนามบิน ถ้าคุณจะเดินทาง ไม่ให้รถติด ควรไปสนามบินตอนกี่โมง สนามบินไหนมีระบบการบินสีเขียว ไม่ใช่แค่ประหยัดกระดาษ ซึ่งการบินไทยกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้

ถ้าผมจะทำเรื่องแบบนี้ ผมต้องเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมการบิน กระบวนการเช็คอินของผู้โดยสารทั้งหมด พนักงานเดินมากี่ก้าวใช้กระดาษกี่แผ่น เพราะคนเข้าใจว่า ลดกระดาษแล้วโลกจะหายร้อน นั่นแค่เศษเสี้ยว ลดอย่างอื่นคุ้มค่ากว่า เรื่องที่คนไม่สนใจ อย่างเรื่องการซ่อมเครื่องบิน วัตถุที่ขนย้ายมีความสิ้นเปลืองมากกว่า กว่าเครื่องบินพร้อมจะบิน ต้องซ่อม บำรุง เติมน้ำมัน ล้างทำความสะอาด ซักผ้าห่มทุกผืน ถ้าทุกคนร่วมใจกัน
ทุกสายการบิน สามารถลดปริมาณการซักผ้าห่ม

เมื่อคุณใช้บริการบนสายการบิน ถ้าไม่ต้องการใช้ผ้าห่ม ก็ไม่ต้องแกะ เพราะแต่ละวันทั้งโลก มีเครื่องบินสามพันกว่าลำ มีคนเดินทางบนเครื่องบินล้านกว่าคน ถ้าคนใช้บริการ 10 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช้ผ้าห่ม ลดคาร์บอนได้หลายพันกิโลกรัม ซึ่งเวบที่ทำเป็นระดับสากล เมื่อเราทำให้การบินไทย เราจะทำให้ครบทุกสายการบิน ซึ่งเราเก็บเงิน แต่เราบอกคนบริหารสายการบินว่า รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ เราทำซีเอสอาร์ให้ด้วย ปลูกแล้วจะติดตามการเติบโตและส่วนที่ปลูกแล้วป่าหายไปเท่าไหร่ ป่าช่วยดูดซับคาร์บอนฯไปเท่าไหร่ อีกกี่ปีช่วยโลกได้

(เว็บ Behave ยังไม่เปิดตัว อยู่ระหว่างสร้างความร่วมมือ แต่ระบบใช้งานได้ getbehave.com )

ฟังดูแล้วเป็นงานใหญ่ คุณวางแผนยังไง
ด้วยการใช้เครื่องมือไอทีทำได้ครับ เราติดระบบเซ็นเซอร์ ระบบวิเคราะห์จำลองและสมการ ใช้ทั้งทีมและอุปกรณ์ติดตามได้

นวัตกรรมใหม่ที่ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อย รวมถึงการพัฒนาระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างไร ?
เรากำลังทำโครงการที่เปลี่ยนเอสเอ็มอีไทย ทุกวันนี้การค้าออนไลน์สำคัญมาก คนไทยที่ต่างจังหวัดที่มีสินค้าดีๆ มีคุณค่า ไม่มีโอกาสก้าวขึ้นมาให้ต่างชาติเห็นและคนไทยใช้ ไม่รู้ว่าจะทำการค้าออนไลน์ยังไง เรากำลังพัฒนาระบบที่เรียกว่า MaaLynn (มาลีน) พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยจัดการการตลาดที่มีคุณค่าให้ได้ผล เป็นแอพฯ+ เว็บไซต์+อุปกรณ์+กระบวนการ ซึ่งเราคิดมาสามปีแล้ว แต่เรารอเวลา เพื่อให้แม่ค้าพร้อมจะขาย และเราต้องไปสอน ถ้าคนไหนใช้ไลน์ ใช้เฟสบุ้คเป็น ก็ต้องใช้แอพฯเราได้

ล่าสุดเรากำลังทำเรื่่องปัญหาในเรือนจำที่ผู้หญิงคลอดลูก แล้วอยู่กับลูกได้ปีเดียว ลูกต้องไปอยู่กับญาติ ปัญหาคือ เด็กจะเรียนยังไง ใครจะเลี้ยงลูก หรือคุณป้าคนหนึ่งบนดอย ทอผ้าลายที่ยากมาก และกำลังจะหายไป ไม่มีเงินทำต่อ เราก็เอาดีไซน์ของแบรนด์หนึ่งไปเรียนรู้ แต่คุณต้องเอาความรู้เรื่องการทำผลิตภัณฑ์ไปสอนเขา เราไม่ได้อุ้มทุกคน คนไหนที่ทอผ้าเก่ง ผลผลิตต้องขายได้จริง เงินต้องส่งกลับไปหมู่บ้าน เป็นการแชร์คุณค่ากัน
อีกเรื่องผมพยายามสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบใหม่ เพื่อการศึกษาโดยตรง ทำยังไงจะส่งความรู้จากจุดหนึ่งในประเทศไปหาอีกจุดของประเทศ เพื่อให้ตรงตามความต้องการ ยกตัวอย่าง เด็กมลายูต้องการความรู้ด้านวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.)แต่หนังสือเป็นภาษาไทย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่อ่านและเขียนมลายูได้ คงจะเป็นตัวช่วยได้

( MaaLynn ยังไม่เปิดตัว อยู่ระหว่างการทำวิจัยและพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อ Online SME โดยใช้คำว่า maalynn.com )
(Do in Thai Sense สังคมออนไลน์เพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กชายขอบ http://do.in.th/project/dointhai-sense-platform.html )

เคยมีคนบอกว่า คุณทำแบบนี้ เพื่อโปรโมทตัวเองไหม
มีครับ บางคนบอกว่า ผมพยายามสร้างแบรนด์ตัวเอง บางคนก็ว่า ผมทำเยอะไป เก่งไป ดูเว่อร์ไป แต่ผมมีจุดยืน ถ้าผมไม่โปรโมทตัวเองเลย หรือโปรโมท “ดูอินไทย” เลย ถ้าผมไม่ทำให้คนเห็นว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ คนรุ่นใหม่ก็จะไม่รู้ว่า มันทำได้ ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีมากกว่านี้ ถ้า 4 ปีที่แล้วคุณติดตามผม ผมก็ยังพูดเรื่องเดิม ผมไม่เคยหยุดทำ ผมพูดในเพจและเว็บไซต์ของผม

ผมอยากให้สังคมเชื่อว่า สังคมเราพัฒนาได้ และเราแก้ปัญหาที่เราด่ากันอยู่ทุกวันนี้ได้ แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมกับทุกปัญหา ทุกแอพฯที่ทำ บางแอพฯไม่ได้เงิน ถ้าผมไปเก็บเงินเกษตรกร พวกเขาก็ไม่ได้ใช้ เราก็หามุมธุรกิจมาสนับสนุน และเป็นธุรกิจที่โปร่งใส เปิดทุกอย่างให้เห็นได้

ยืนย้ันได้เต็มร้อย ?
ใช่ครับ นั่นเป็นเหตุผลที่คนต่างชาติชอบผม ผมพูดเรื่ององค์กรที่โปร่งใส และควรทำตั้งแต่ต้น ซึ่งดูเนื้องานเราได้ หรือไปดูสรรพากรที่ด่าเราทุกวันว่า ฟอกเงินหรือเปล่า บริษัทอะไรมีเงินเข้าออกมากขนาดนั้น เราเป็นองค์กรเล็กๆ ที่พิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงๆ ซึ่งต่างจากองค์กรใหญ่มีคนเยอะ เคลื่อนที่ได้ง่าย แต่ไม่ทำวิจัย ผมคิดว่า จะทำไงที่จะให้องค์กรที่มีคุณค่าลุกขึ้นมาคิดเรื่องความยั่งยืน วิธีการก็คือหลักในหลวง ถ้าคุณยังใช้หลักธุรกิจเมื่อสามสิบปี คุณมองเรื่องความยั่งยืนไม่ออก เพราะคุณโดนครอบด้วยธุรกิจแบบนั้น องค์กรบางแห่งมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง ทำให้ความยั่งยืนต้องอยู่ด้านนอก สำหรับผมแล้วงานอะไรที่ทำแล้ว เป็นแค่กระแสจบเร็ว แล้วคนอื่นไม่ค่อยได้ประโยชน์ ผมรู้สึกไม่ถูกโฉลก

เคยผ่านช่วงชีวิตที่อยากดังอยากมีชื่อเสียง ไหม
ตอนจบปริญญาตรี ผมเป็นหนึ่งในทีมวิจัย ทำหุ่นยนตร์ให้นาซ่า ผมฝังชื่อตัวเองในชิปไว้ในหุ่นยนตร์ที่ไปดาวอังคาร ผมเคยอยู่องค์กรที่ใหญ่มากในต่างประเทศ ตอนนั้นพีคมาก จากเด็กบ้านนอกลากตัวเองมาทำงานตรงนั้น แต่วันหนึ่งก็รู้สึกว่า ถ้าเราเดินทางไปไกลสุดขอบจักรวาล แล้วได้อะไร ก็ไม่ได้อะไร ไม่รู้จะตายวันไหน แล้วคนที่รออยู่ข้างหลัง ผมคิดถึงครอบครัว ความสุขของพ่อแม่ ความสุขของเราคืออะไร ตอนที่ทำงานมีแต่เครียด ท้าทาย แต่ไม่ได้มีความสุขจริงๆ

ใช้เวลาแค่ปีเดียวในนาซ่า ?
ตอนนั้นก็คิดว่าตัวเองเก่ง รู้สึกดีใจภูมิใจ แต่ดีใจบนซากปรักหักพังที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ทางของเรา คนอื่นอาจมีความสุขแบบนั้น ตอนที่ผมลาออก เจ้านายและทีมก็เคือง พวกเขาก็คิดว่า ไร้เหตุผล ลาออกกลับบ้านไปหาแม่

กลับมาเพื่อช่วยพัฒนาประเทศไทยด้วย ?
อยากให้คนรุ่นต่อไปเห็นว่า การทำเพื่อสังคมกับการทำธุรกิจ มันเป็นสิ่งเดียวกันได้ แม้ผมจะมีออฟฟิค มีห้องเล่นเกมดีๆ ให้พนักงาน มีแนวทางดีๆ อันนั้นคือเปลือก แต่ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่ไม่หยุดทำ คนนั้นชนะ ซึ่งผมผ่านเส้นทางทั้งมุมมองระดับโลก ระดับชาวนา ผ่านมุมมองนักพัฒนา ผมก็เลยรู้สึกว่า เราเป็นอะไรก็ได้ ทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะยากดีมีจน

คุณคิดได้เร็วมาก ?
ตอนนี้ผมอายุแค่ 29 ผมถูกเลี้ยงดูจากครอบครัวที่เน้นเรื่องการให้ และมีความโชคดีในความโชคร้าย ผมอยู่ในท้องแม่แค่ 7 เดือน อาชีพของแม่คือเอาตะกั่วไปลนไฟ ตะกั่วจึงซึมอยู่ในร่างกายผม ผมไม่รู้ว่า วันไหนตะกั่วจะซึมเข้าไปในเส้นเลือด หัวใจและสมอง ตอนนั้นผมก็ตาย ผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า ชีวิตไม่แน่นอน หน้าที่ของผมคือ ถามตัวเองทุกวันว่า ผมได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับตัวเองหรือยัง แบ่งปันให้คนรอบข้างหรือยัง

สิ่งที่คุณฝันไว้ ได้ทำหมดทุกอย่างหรือยัง
ครบหมดแล้ว ได้เป็นนักคอมพิวเตอร์ ได้ขับเครื่องบินเล็ก เพราะช่วยการบินไทยทำแอพฯ ได้เป็นนักเขียน นักดนตรี เล่นกีฬา ได้ออกรายการ ฉันเป็นเด็กดีของในหลวง ฝันที่อยากเป็นของตัวเองหมดแล้ว ผมก็ถามพี่นักบินคนหนึ่งว่า คนที่มีฝันหมดแล้ว ควรทำอะไร เขาบอกว่า ต้องแบ่งปัน

ทำไมคุณทำตามฝันได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ 

คือ คุณต้องรู้สึก สำนึกสิ่งที่คุณต้องการก่อน เมื่อรู้สึกได้จริงๆ ถ้าทำงานไหนแล้วรู้สึกสุดยอดและทำได้ดีมาก แต่พอเรารู้สึกก็จะเส้นแบ่งที่ใหญ่มาก เป็นกำแพงว่า จะทำหรือไม่ทำ กล้าหรือไม่กล้า แต่ผมสู้ด้วยแรงบันดาลใจ ทุกครั้งที่ผมรู้สึกโครงการกำลังจะพัง หรือโครงการนี้ช้า ทางเดียวที่ผมถามตัวเองคือ ผมแค่ขับรถ แค่จองตั๋วเครื่องบินไปตรงนั้น

ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยมีเวลา แต่ผมมีกล้อง มีมือถือ ผมก็ถ่ายรูปคนที่ผมเจอและสร้างแรงบันดาลใจให้ผม แล้วปรินต์ไว้ในห้องทำงานเมตรคูณเมตร ถ้าวันไหนเราท้อ เราก็คิดว่า เรายังสบาย มีออฟฟิค มีตั๋วเครื่องบินไปโน้นนี่ แต่คนที่เราจะทำเพื่อเขา ยังไม่มีอะไรเลย