วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กล้าใหม่ ในเมืองโรย

สำรวจร้านชิคๆ ทีแทรกตัวในย่านเก่า ในฐานะ ‘กล้าใหม่’ เข้ามาต่อลมหายใจให้เมืองชราได้กลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง

การทยอยปิดตัวลงของกิจการในเขตที่เคยขึ้นชื่อว่า เป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ อย่าง ‘เจริญกรุง’ ซึ่งเห็นได้จากการปิดร้างของอาคารพาณิชย์จำนวน 127 ห้องในเขตพื้นที่เจริญกรุง โดยการสำรวจของ ดร.พีรดร แก้วลาย อาจารย์ประจำสาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมงาน เมื่อปีที่แล้ว

แต่หากนับถอยหลังกลับไปร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ เจริญกรุงเคยมีสถานะ ‘รุ่งเรือง’ ถึงขีดสุด มีทั้งรถรางไฟฟ้าแสนจะทันสมัย นอกจากนี้ยังกระจุกตัวด้วยธุรกิจสำคัญ สถานทูต รวมถึงเป็นที่ตั้งของสำนักงานองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง จนเมื่อเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวไปสู่พื้นที่อื่น สถานทูตหลายๆ ประเทศเริ่มย้ายไปอยู่ในย่านเพลิตจิต-วิทยุ

ยิ่งเมื่อไปรษณีย์ไทยซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ย้ายไปตั้งบนถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พื้นที่ในย่านนี้ขาด ‘คน’ ในพื้นที่ และส่งผลต่อธุรกิจโดยรอบ

ประกอบกับการเกิดขึ้นของพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่อย่าง สีลม สาทร ซึ่งสามารถรองรับการขยายตัวขององค์กรขนาดใหญ่นานาชาติได้ดีกว่า ส่งผลให้ย่านเจริญกรุง-บางรัก เริ่มลดระดับความสำคัญลงมา

“คนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มองไม่เห็นศักยภาพของย่าน และมองไม่เห็นโอกาสในการพัฒนา รวมถึงการมองในกรอบการพัฒนาในรูปแบบเดิมๆ จึงไม่เห็นการพัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่” ดร.พีรดร เอ่ยแสดงความเห็น

ไม่ร้าง ที่ ‘บางรัก’

ด้วยศักยภาพการเป็นพื้นที่ริมน้ำบวกกับเสน่ห์เฉพาะตัวในแง่ของการเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในสายตาของผู้มองเห็นค่า เจริญกรุง ในระยะหลังจึงได้ทำหน้าที่ต้อนรับคนหน้าใหม่ที่เข้ามาพร้อมธุรกิจในยุคสมัยใหม่ อาทิ อาร์ต แกลเลอรี่, โฮสเทล รวมถึงคาเฟ่เก๋ๆ มากหน้าหลายตามากขึ้น 

เช่นอาคารพาณิชย์ทาสีเหลืองมะนาวขนาด 4 คูหาในซอยเจริญกรุง 46 ที่แสนโดดเด่นสะดุดตา และเป็นที่ตั้งของร้าน Gelato Finale & Cafe Vienna ร้านไอศกรีมและกาแฟแห่งใหม่ในชุมชน 

มายา โค้กเลอร์ เจ้าของร้านเล่าว่าจุดเริ่มต้นของร้านไอศครีมโฮมเมดแห่งนี้มาจากความชอบเป็นทุนเดิม หลังจากที่ตลาดเครื่องประดับซึ่งเป็นธุรกิจเดิมอยู่ในภาวะซบเซา จึงมองหาสถานที่สำหรับเปิดร้านและเลือกที่นี่เพราะมีพื้นที่กว้างขวางพอสำหรับทำห้องทำเจลลาโต้ได้เอง 

แต่ถ้าเดินขึ้นไปอีกสักหน่อย และข้ามฝั่งมาทางด้านสุรวงศ์ อีกหนึ่งย่านเก่าแก่ของบางรัก เราก็ได้เห็นภาพการแทรกตัวอยู่ระหว่างตึกรามเก่าแก่และร้านค้าเก๋ไก๋ไม่แพ้กัน หนึ่งในนั้นคือ Garden Cafe ตั้งอยู่ในบริเวณห้องสมุด Neilsen Hays ห้องสมุดเก่าแก่ซึ่งโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิคอายุร่วมร้อยปี เสิร์ฟกาแฟเคล้างานศิลปะที่หมุนเวียนมาจัดแสดง

รัตนา เกษี ผู้ดูแล Garden Cafe เล่าถึงลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการว่า ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ และครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ช่วงหลังมีลูกค้าชาวไทยเข้ามามากขึ้นเพราะเริ่มมีคนแชร์แนะนำต่อๆ กันในโซเชียลมีเดีย เพราะด้วยเอกลักษณ์และคุณค่าของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ช่วยส่งให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งจากการเป็นโลเคชั่นถ่ายทำละคร สารคดี หรือจัดงานอีเวนท์ โดยเฉพาะงานแต่งงาน

ไม่ต่างกันกับร้าน Hobbyist ร้านกาแฟริมถนนข้างโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และบรรยากาศโทนอบอุ่น ปาณิศา บุญชัยวัฒนา หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำร้านนี้ว่า มาจากความชอบในการดื่มกาแฟ และเห็นว่าสถานที่เดิมเคยเป็นร้านขายเครื่องประดับหินของครอบครัวแฟนมาก่อน จึงได้รีโนเวทตึกแถวขนาดเล็กให้กลายเป็นร้านกาแฟของตนเอง ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการนั้นหลากหลายทั้งพนักงานออฟฟิศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ และนักเรียนนักศึกษา

และไม่ใช่เพียงพวกเขาเหล่านี้ ที่มองเห็นเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในย่านบางรัก เพราะถ้าได้มาลองกำลังขาเดินดูเข้าซอยโน้นออกซอยนี้แล้ว จะยิ่งพบว่า แทบทุกซอยเป็นต้องได้เห็นร้านฮิป คาเฟ่เก๋ แทรกตัวอยู่ระหว่างอาคารเก่าแก่อยู่ประปราย

“สิ่งที่ยังคงอยู่ของเจริญกรุง คือ การเป็นพื้นที่ริมน้ำ เป็นพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์ อาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ภูมิทัศน์ของถนนเจริญกรุงยังคงเป็นถนนที่ สำคัญของประเทศไทย นี่คือ สินทรัพย์สำคัญที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมถึงสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ คือ ความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน วัฒนธรรมหลากหลาย พุทธ-คริสต์-มุสลิม อยู่ร่วม กันได้” ดร.พีรดรแสดงความเห็น

พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงอนาคตของเจริญกรุงว่า จะเพิ่มบทบาทของการเป็น ‘พื้นที่สร้างสรรค์’ มากขึ้น โดยเฉพาะหลังการมาถึงของ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ที่ได้เข้ามาใช้สถานที่คลาสสิคอย่าง อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก เป็นสำนักงานแห่งใหม่

ปลุกปั้น ย่าน ‘นานา’

ถ้าพูดถึงชื่อ ซอย ‘นานา’ หลายคนอาจคิดไปถึงแหล่งบันเทิงบนถนนสุขุมวิท แต่ที่จริงแล้ว นานาที่กำลังอยู่ในกระแสของเหล่าฮิปสเตอร์วันนี้ คือ ซอยนานา บนถนนเจริญกรุงต่างหาก!

แม้จะเป็นเพียงซอยสั้นๆ เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึงอีกฝั่ง แต่ซอยสั้นๆ แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดน่าสนใจ เพราะในชั่วระยะเวลาเพียงปีเศษ เหล่านักบุกเบิกรุ่นใหม่ ที่ทยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่เปิดร้านในฝันแบบตามๆ กันมานั้น จากซอยเงียบๆ ที่เคยเป็นตึกแถวปล่อยร้างกว่า 30 ห้องเมื่อปีก่อนนั้น วันนี้ซอยทั้งซอยไม่เหลือที่สำหรับใครที่อยากจะมาเพิ่มแล้ว

ก้อง เลิศกังวาลไกล หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน เทพบาร์ ที่เพิ่งจะจัดปาร์ตี้ฉลองเปิดร้านครบรอบหนึ่งปีไปได้เพียงอาทิตย์เศษเล่าถึง การตัดสินใจมาเปิดร้านที่ในซอยนี้ว่า ด้วยความที่เทพบาร์ มีจุดขาย คือ เป็นบาร์วัฒนธรรม เครื่องดื่มก็สะท้อนความเป็นไทยด้วยจุดขายอย่างยาดอง แถมดนตรีที่บรรเลงก็ยังเป็นวงดนตรีไทย ฉะนั้นแน่นอนว่า การจะเปิดร้านคอนเซปนี้ต้องเป็น ‘ตึกเก่า’ เท่านั้น

“ตอนแรกดูแถวเจริญกรุงแถวๆ ริเวอร์ซิตี้ แต่ค่าเช่าค่อนข้างสูง แล้วก็อาจไม่เหมาะสำหรับคอนเซปต์ร้านเรา เพราะเราทำคอนเซปขึ้นมาก่อน คือ ขายความเป็นไทย เราหาตึกเก่า คือ โจทย์หลัก จากเจริญกรุงไม่ได้ก็เลยนึกถึงตรงนี้ ก็ลองมาดู ถามร้านขายของเก่าว่า แถวนี้มีตึกให้เช่ามั้ย เขาก็บอกว่า นี่ไง เข้ามาข้างในซอยศาลเจ้าสิ มีเพียบเลย เข้ามาดูก็จริงๆ ติดป้ายว่างให้เช่าเต็มเลย 30 กว่าห้อง เราสนใจห้องนี้ แต่ใครเห็นก็ด่า เพราะตามหลักมาร์เก็ตติ้งมันแย่มาก เป็นห้องมุมอับ มองจากข้างนอกไม่มีทางเห็นเราเลย แถมยังร้างแล้วก็สกปรกมาก มีเสาต้นนึงผูกผ้าแดงไว้ แต่เราชอบเพราะมันสวย ก็เลยโทรไปติดต่อขอเช่า ก็ได้มา” ก้องเล่า เคล้าเสียงหัวเราะ

และเล่าถึงการทยอยมาถึงของหน้าใหม่ตั้งแต่ก่อนร้านเทพบาร์จะมา ก็เป็นรุ่นของบาร์สเปนที่เจ้าของเป็นชาวสเปนและมาเปิดเป็นร้านแรกๆ นั้น ก็เริ่มตามมาด้วย บาร์ 23 ที่ย้ายมาจากอโศก จากนั้นจึงเป็นเทพบาร์ และไม่นานเขาก็ชักชวนเพื่อนรุ่นน้องอย่าง พิม-ชโลชา นิลธรรมชาติ มาเปิดร้านคาเฟ่สไตล์น่ารักชื่อ ‘นะฮิม คาเฟ่’ ถัดจากนั้นก็เป็นการมาถึงของร้าน TOT (ทีนออฟไทยแลนด์) ซึ่งจุดขายเป็นจินบาร์

“นอกนั้นก็จะเป็นออฟฟิศ สถาปนิก มาเช่าเป็นออฟฟิศบ้าง แกลเลอรี่ก็มี ร้านดอกไม้ก็มี” เขาบอก

สำหรับสาวน้อยร่างเล็กอย่าง พิม-ชโลชา เธอเล่าว่า เดิมที เป็นคนชอบทำของทำมืออยู่แล้ว แล้วก็เคยทำงานในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม แต่ด้วยความรักในงานแฮนด์เมด และอยากจะทำจริงจัง เมื่อพี่ๆ ร้านเทพบาร์มาชวน เธอจึงแทบไม่ลังเลที่จะกระโดดลงมาร่วมแจมในซอยนานาแห่งนี้

“ตอนเด็กๆ ก็อยู่แถวนี้อยู่แล้ว พอพี่ร้านเทพบาร์ชวนมา ตอนแรกก็ตระเวนหาดูมาหลายที่ ก็หาที่ที่ไม่ต้องบูมมาก เพราะเราไม่ได้มีเงินที่จะไปเช่าในที่ที่บูมอย่างอารีย์ ทองหล่อเลยหาย่านที่มีเสน่ห์ในตัวเองจะดีกว่า พิมว่า ตึกเก่ามีเสน่ห์ตรงเพดานสูง ของเก่าพอปรับมาในมู้ดแอนด์โทนพาสเทลก็ได้อยู่”

สำหรับการมาบุกเบิกย่านใหม่นั้น พิมบอกว่า จะว่ายากก็ยาก แต่ด้วยการมีเพื่อนบ้านที่ดี มีพี่ๆ น้องๆ ที่เข้าใจกัน ก็เริ่มชวนๆ กันมา จากนั้นก็เริ่มมีสื่อเข้ามาสัมภาษณ์ แนะนำร้านที่น่าสนใจ ทำไปทำมา จากร้านเด่นๆ ก็เริ่มกลายเป็นการแนะนำทั้งตัวย่านในที่สุด

ชีวิตใหม่ ใน ‘ย่านเก่า’

ต้องยอมรับว่า โครงการปรับปรุงฟื้นฟูกลุ่มอาคารอนุรักษ์ในความดูแลของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการมาถึงของสมาชิกใหม่ที่เข้ามาร่วมชายคาในย่านเก่า

อย่างเช่น ‘ตลาดท่าเตียน’ ที่กำลังอยู่ระหว่างบูรณะซ่อมแซมใกล้จะแล้วเสร็จ โดยบางตึกที่ทำเสร็จแล้ว ก็เริ่มได้เห็นการเปลี่ยนโฉมของพื้นที่ เพราะการย้ายออกไปถึงสองปีกว่า เมื่อตึกซ่อมแซมแล้วเสร็จ คนที่อยู่เก่าบางส่วนก็เริ่มไม่ต้องการจะขนของย้ายกลับเข้ามา ตึกเก่าในโฉมใหม่เลยเริ่มตกแก่ลูกหลานที่เข้ามาพร้อมลู่ทางทำมาหากินในแบบที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน

สำหรับ วีรอัศว์ ชินอิสระยศ เจ้าของโรงแรม Inn a Day ย่านท่าเตียน หนึ่งในโรงแรมไม่กี่แห่งที่มองเห็นวิวพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้เต็มตา เขาเล่าว่า เดิมทีพื้นที่ตรงที่เป็นโรงแรมในปัจจุบัน เคยเป็นโรงงานขายน้ำตาลปี๊บของครอบครัว ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า แต่พอเทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนไป มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนมากขึ้น บวกกับที่ตั้งของบ้านที่สามารถมองเห็นวิววัดอรุณฯ ได้ชัด จึงชวนครอบครัวว่า น่าจะปรับมาทำโรงแรม แต่ก็ยังคงมีส่วนที่ทำน้ำตาลปี๊บอยู่ด้วย แต่ลดขนาดลง

แม้ที่บ้านเขาจะไม่ได้เป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่วีรอัศว์ก็ยอมรับว่า การบูรณะอาคารที่เกิดขึ้นนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ย่านท่าเตียนกลับมาคึกคัก และเปลี่ยนโฉมไปพอสมควร

ที่เห็นชัดเจน คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเข้ามาในชุมชนมากขึ้น หลายๆ บ้านเริ่มปรับตัวเป็นที่พักอาศัยขนาดเล็ก ร้านอาหาร ร้านขนมหวาน ร้านขายของที่ระลึก เพราะเดิมทีแถวนี้ส่วนใหญ่เป็นร้านขายส่งสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก หาร้านอาหารค่อนข้างยาก แต่ในระยะ 2-3 ปีหลังมานี้ คนในชุมชนจึงเริ่มปรับตัวมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะที่ร้านรองเท้าแบรนด์ ‘Horselegmarking’ ของ ฝ้าย-ชาลิสา พรมุตตาวรงค์ ก็คือหนึ่งในหน้าใหม่ที่เข้ามาหลังการรีโนเวทตึกแถวโบราณย่านท่าเตียนโดยขอพื้นที่ตึกของครอบครัวมาปรับเป็นร้านขายรองเท้า

“ฝ้ายชอบบรรยากาศแถวนี้อยู่แล้ว พอเขารีโนเวทก็เลยเข้ามาทำ แล้วยิ่งมันเข้ากันมากกับสิ่งที่ฝ้ายทำอยู่ นั่นก็คือ แบรนด์ Horselegmarking ซึ่งมันไม่ใช่แค่รองเท้าผ้าใบ แต่มันทำหน้าที่ส่งต่ออะไรบางอย่างเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น” เธอเล่า

เพราะรองเท้าคอลเลคชั่นแรกที่เธอออกแบบมาและได้ไปเปิดตัวครั้งแรกถึงงานแฟชั่นสุดเจ๋งแห่งเมืองโตเกียวอย่าง Rooms29 เมื่อกันยายนปีที่แล้วนั้น เธอทำขึ้นเพื่อต้องการที่จะสื่อสาร ‘วัฒนธรรมไทย’ ผ่านรองเท้าผ้าใบ

“ฝ้ายเชื่อว่า วัฒนธรรมสามารถเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความยั่งยืนได้ แล้วมันก็ไม่ควรอยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ หรือหนังสือสักเล่ม แต่ศิลปะก็น่าจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารถึงวัฒนธรรมได้ด้วย อย่างรองเท้าของฝ้าย คอลเลคชั่นนี้ฝ้ายได้แรงบันดาลใจจากรถอีแต๋นซึ่งเขามีสีสันที่จัดจ้าน แล้วก็มีลวดลายที่เป็นสมมาตร มีลายนกเหยี่ยว ลายเพชร หรือไม่ก็ผีเสื้อ ซึ่งฝ้ายก็นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และเลือกที่จะมาเปิดช็อปที่นี่ (ท่าเตียน) แล้วเฝ้าร้านเองด้วย เพราะเราอยากอธิบายให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้ว่า มันคืออะไร ได้บอกเล่าเรื่องรถอีแต๋นให้เขาฟัง อย่างน้อยๆ เขาก็ได้คำว่า รถอีแต๋น กลับไป” เธอเล่า ถึงการตัดสินใจมาเป็นหน้าใหม่ที่ท่าเตียน

แต่ถ้าข้ามฝั่งไปย่านบางลำพู ก็มีหน้าใหม่เข้ามาร่วมสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับย่านเก่าเช่นกัน อย่าง ไพโรจน์ ธีระประภา ศิลปินศิลปาธร สาขาเรขศิลป์ พ.ศ.2557 เจ้าของฉายา ‘โรจ สยามรวย’ ผู้ประดิษฐ์ฟอนต์ชุดตัวอักษรไทย “ฟ้าทะลายโจร” ที่โด่งดัง เขาและภรรยา (สุเพ็ญ ธีระประภา) มาเปิดร้าน ‘เดอะ ชนบท’ บนถนนสามเสน เลยจากบางลำพูมาไม่ไกลนัก

“เลือกที่จะหลุดออกมา เพราะด้านในมันวุ่นวาย แถวนี้กำลังดี ของกินก็อร่อย อุดมด้วยยอดฝีมือที่ยังทำงานอยู่ มีร้านกุ้ยช่ายตั้งแต่รุ่นพ่อ ก็รู้สึกชอบ แล้วก็ด้วยความที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับของที่ระลึกมานาน ก็พอจะเดาได้ว่า นักท่องเที่ยวจะต้องทะลักมาแถวนี้แน่นอน เพราะนักท่องเที่ยวเขาไม่ชอบข้าวสารแล้ว ซึ่งก็จริง หลังจากนั้นก็เริ่มมีที่พักแถวนี้เพิ่มมากขึ้นจริงๆ” เขาเอ่ยถึงการเลือกทำเลแห่งนี้ หลังหมดสัญญาเช่าจากที่เก่าแถวถนนพระอาทิตย์

เสริมโดย สุเพ็ญ ที่บอกว่า ระยะหลังเห็นการขยายตัวของที่พักเกสต์เฮาส์ โฮสเทล เยอะขึ้นมาก มีทั้งที่คนเก่าในย่านนี้ขยับขยายกิจการให้ลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นร้านขนมปังเจ้าดัง หรือ ร้านเสริมสวยเก่าแก่ ก็เริ่มขยับขยายกิจการซื้อตึกแถวเพิ่มเพื่อทำธุรกิจรองรับนักท่องเที่ยว

เมื่อบวกกับการเตรียมจะมาถึงของแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่แม้ยังไม่แน่ชัดว่า จะลงหลักปักสถานีที่ตรงไหน แต่เจ้าของเดิมหลายๆ คนก็เริ่มมองหาลู่ทางปล่อยเช่าจนถึงขายตึกกันบ้างแล้ว ขณะที่คนเก่าในละแวกนั้นก็เริ่มล้มหายตายจาก

“ชีวิตเดิมๆ มันหายไป เพราะคนวัยดั้งเดิมก็เริ่มร่วงโรย หายไปทีละคน ทีละคน แต่ก่อนย่านนี้คือย่านแฟชั่น นั่นไง (ชี้นิ้วไปร้านรองเท้าฝั่งตรงข้าม) นั่นก็ร้านรองเท้าเก่าแก่ แต่เขาก็ปิดๆ เปิดๆ เหมือนเปิดแก้เหงา หลายร้านที่เป็นร้านเก่าๆ ส่วนใหญ่จะเปิดแก้เหงา เปิดไปอย่างนั้นๆ แหละ แต่ไม่ค่อยมีของหรอก” ไพโรจน์เล่าพร้อมรอยยิ้ม

ขณะที่ภาพชีวิตของคนรุ่นเก่าเริ่มจางหาย จึงถึงเวลาของเหล่า ‘หน้าใหม่’ ที่จะต้องพิสูจน์ว่า ตัวเองจะเป็น ‘ต้นกล้า’ หยั่งราก รอวันเติบใหญ่ได้เทียมไม้รุ่นเก่าได้จริงไหม