อิหร่าน บนทางสายใหม่

หลังมหาอำนาจโลกยกเลิกการคว่ำบาตร วันนี้ 'อิหร่าน' พร้อมเปิดประตูต้อนรับขับสู้สู่ดินแดนเปอร์เซียที่มั่งคั่งทั้งอารยธรรมและอนาคตการลงทุน
หนีห่าว!
ประโยคทักทายจากเจ้าบ้านชาวอิหร่านในหลายสถานที่ที่คณะจากประเทศไทยเดินทางไปยือน เมื่อถามไถ่ถึงเหตุผล เจ้าบ้านส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่า ก็เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมากขึ้น เห็นใครหน้าตาหมวยๆ มา ก็เหมาเป็นคนจีนเสียเลย
ด้วยพื้นฐานอัธยาศัยอันดีของคนอิหร่านที่เห็นหน้าตาจะดูเฉยๆ แต่ถ้าเข้าไปพูดคุยด้วยก็มักจะได้ยิ้มกว้างตอบกลับมาเสมอ ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับตัวแปรสำคัญอย่างการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรประเทศอิหร่านโดยอเมริกา สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านกลายเป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาทำการค้า การลงทุน ตลอดจนท่องเที่ยว
โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ที่วันนี้อิหร่านถือเป็นปลายทางที่ทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้มากในกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อศึกษาอารยธรรมโบราณ
ปักหมุดที่อิหร่าน
"ตอนนี้พูดได้เลยว่า ที่นี่ปลอดภัยที่สุดในบรรดาตะวันออกกลาง ไม่เหมือนบาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย เยเมน ซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ที่ยังมีปัญหา หรืออย่างตุรกีเมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีระเบิด" รัศมี จิตต์ธรรม เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กล่าวยืนยัน พร้อมให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวอิหร่านปีหนึ่งราวๆ 3-4 หมื่นคน
สำทับอีกเสียงโดย รสสุคนธ์ บุญมี ไกด์สาวรุ่นใหญ่ ประจำ บริษัท ท่องโลกศิลปและวัฒนธรรม จำกัด ซึ่งบุกเบิกเส้นทางท่องดินแดนเปอร์เซียมากว่า 20 ปี ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา ถ้านับเฉพาะประเทศท่องเที่ยวที่เป็นมุสลิม และมีวัฒนธรรมเก่าแก่มากๆ นั้น ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนึกถึงจอร์แดนก่อนเพื่อน แต่ในระยะหลังเมื่อเริ่มซีเรียมีปัญหา การท่องเที่ยวของจอร์แดนจึงตกลงมาโดยปริยาย
"ตอนนี้ อิหร่าน เริ่มกลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่สนใจเที่ยวแนวศิลปวัฒนธรรม เพราะบินไม่ไกลมาก ราคาก็พอสู้ไหว อย่างเวลาจัดทริปไปอิหร่าน 7-8 วัน ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 8 หมื่นบาท ซึ่งปีนี้ก็เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น เพราะปกติจะมีทัวร์ไปอิหร่านเฉลี่ยปีละ 1-2 ทริป แต่ปีนี้จองมาแล้ว 4 ทริป" รสสุคนธ์ เอ่ย
และให้ข้อมูลต่อถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเลือกให้ประเทศนอกกระแสอย่างอิหร่านเป็นปลายทางว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางต่างประเทศมาแล้วหลายประเทศ ชื่นชอบการศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์แปลกใหม่ ตลอดจนสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรม ที่สำคัญ คือ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวสายช้อป
ร่วมด้วยรายงานจากเดลีเมล์ที่ระบุว่า วันนี้ อิหร่านซึ่งครอบครองแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการคุ้มครองจากยูเนสโกมากถึง 19 แห่ง และต้อนรับนักท่องเที่ยวต่อปีราว 5 ล้านคน ตั้งใจที่จะผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะต้องถึง 20 ล้านคนได้ภายในอีก 9 ปีข้างหน้า (ค.ศ.2025)
ฟ้าใสๆ ในเตหะราน
ถ้าอยากรู้ว่า ชาวอิหร่านเจ้าบ้านทั้งหลายนั้น เขาตื่นตัวหรือรับรู้หรือไม่กับอนาคตที่ถูกวาดไว้.. คำตอบก็คงหาได้ไม่ยากนัก เพราะในทุกๆ สถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ของอิหร่านมักจะมีชาวอิหร่านที่ว่างๆ ก็มานั่งเล่น และคอยทักทาย พูดคุยกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ที่มักจะชอบทักทายนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษเพื่อจะได้ฝึกภาษาอังกฤษ
ภาพที่ได้เห็น จึงน่าจะยิ่งตอกย้ำได้ถึงความกระตือรือร้นของคนอิหร่านกับฟ้าใสๆ ที่รออยู่ข้างหน้าได้อย่างไม่ยากนัก
และถ้าโครงการก่อสร้างใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างในเมืองหลวงอย่างเตหะรานเป็นภาพสะท้อนถึงขาขึ้นของเศรษฐกิจอิหร่าน สำหรับบนถนนทางหลวงหมายเลข 7 อันเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางระหว่างกรุงเตหะรานลงสู่ตอนใต้ อาทิ เมืองกุม (Qom) คาชาน (Kashan) และที่สำคัญคือ อิสฟาฮาน (Esfahan) ก็คงไม่ต่างกัน เพราะถึงสองข้างทางจะเต็มไปด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้ง แต่ช่างขัดแย้งกับรถราที่วิ่งขวักไขว่บนถนน
โดยเฉพาะรถบรรทุกคอนเทนเนอร์คันใหญ่ที่ปรากฏตัวบ่อยครั้ง บวกกับรถบรรทุกขนรถเก๋งใหม่เอี่ยมยี่ห้อดังจากแดนกิมจิขับผ่านไปไม่น้อยกว่า 2 คัน ยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดเจนถึงเศรษฐกิจของอิหร่านที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างน่าสนใจ
จากประเทศที่เคยปฏิเสธสินค้าจากอเมริกา วันนี้ ร้านอาหารส่วนมากจะมีเครื่องดื่มอัดลมแบรนด์ดังประจำการในตู้แช่เสมอ เช่นเดียวกันกับสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังก็เริ่มทยอยมาเปิดตัวในเตหะรานแล้วเช่นกัน
มิตรเก่า สัมพันธ์ใหม่
ทั้งหมดอาจเรียกได้ว่า เป็นการฟื้นตัวอย่างทันควันหลังจากดินแดนเปอร์เซียแห่งนี้ต้องถูกแช่แข็งโดยชาติมหาอำนาจยาวนานถึงกว่า 30 ปี
และนี่คือส่วนหนึ่งของภาพที่ได้เห็นระหว่างการเดินทางติดตาม วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทบทวนความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมกับมิตรเก่าแก่อย่างอิหร่านเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้เจรจาความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับ Abouzar Ebrahim Torkaman หัวหน้าองค์กรวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อิหร่าน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หลังจากการนำร่องโดย สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่นำทัพพานักธุรกิจไทยมาดูลาดเลา สำรวจลู่ทางการค้าเมื่อปลายปี 2558 ก่อนที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะนำทีมเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ ไปเยือนอิหร่านอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
รมว.กระทรวงวัฒนธรรม ได้เอ่ยถึงแผนการที่วางไว้ว่า นอกเหนือจากความร่วมมือด้านวิชาการซึ่งต้องดำเนินการในระยะยาวแล้ว สิ่งที่น่าจะเห็นได้ในเร็วๆ นี้ คือ ความร่วมมือทางด้านภาพยนตร์ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ภาพยนตร์อิหร่านได้รับการยอมรับในระดับโลก จึงต้องการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ถึงแนวทางในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและอิหร่าน โดยวางแผนจะจัดเทศกาลภาพยนตร์ขึ้นในทั้งสองประเทศ เพื่อนำภาพยนตร์มาแลกเปลี่ยนกันจัดฉาย
เพราะถึงแม้ ไทยและอิหร่าน จะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันยาวนานมากว่า 400 ปี และเพิ่งจะฉลอง 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อิหร่าน กันไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ระหว่างช่วงที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรนั้น สายสัมพันธ์ในหลายๆ เรื่องก็ได้จืดจางไป หลังจากนี้ จึงได้เวลาที่จะลุกขึ้นมาสานสัมพันธ์กันใหม่ โดยในมุมมองของ รมว.วัฒนธรรม จึงเห็นว่า การใช้วัฒนธรรมเป็นจุดเชื่อมก็น่าจะใช้ได้ผล เพราะถือเป็นซอฟท์พาวเวอร์ ที่ไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์การค้าการลงทุนใดๆ มาเคลือบแฝง การเชื่อมสัมพันธ์ผ่านวัฒนธรรมจึงน่าจะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญ ในการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศได้
อย่างที่มองกันว่า ถนนสายใหม่ได้เบิกทางสู่อิหร่านแล้ว







