ขาวโอโม่ “ไม่” โอเค
“ขาว-ใส” ไม่ได้ดีหรือเหมาะสมกับทุกอย่างเสมอไป โดยเฉพาะ “ปะการัง” ที่เมื่อโดนฟอกจนขาวเมื่อไร นั่นหมายถึงวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังคืบคลานเข้ามา
ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวดูเหมือนเป็นเรื่องราวไกลตัวสำหรับบางคน แต่...อย่าบอกว่า ปะการังไม่เกี่ยวกับคุณ ถ้าคุณยังบริโภคอาหารทะเลและมีเนเจอร์เป็นคนชอบเที่ยว(ทะเล)
แนวปะการังของไทยเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศมากถึงปีละ 100,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) ไม่นับคุณค่าทางอ้อมที่เป็นแหล่งอาหารของปลาหลากหลายชนิด จนสามารถผลิตอาหารทะเลเลี้ยงคนทั้งในและต่างประเทศได้แบบอิ่มหนำสำราญ
แถมแนวปะการังยังช่วยลดโลกร้อนได้ด้วยวิธีการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเอาไว้ แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังจะทำให้ปะการังตาย แล้วใครจะเป็นฮีโร่ที่เข้ามาช่วย ถ้าไม่ใช่ “มนุษย์”
“เราจะทำอะไรได้ นี่มันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ” หลายคนบ่นแบบนั้น แต่ข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่า หากมนุษย์ “เลิก” พฤติกรรมที่เป็นการทำร้ายธรรมชาติได้จริงๆ ปะการังก็จะกลับมาสมบูรณ์สวยงามเช่นเดิม
ทะเลร้อนฉ่า ปะการังฟอกขาว
ประเด็นร้อนที่ร้อนไม่แพ้อุณหภูมิของประเทศไทยเมื่อช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาคือปัญหาปะการังฟอกขาวที่กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการังของไทยเกินกว่าครึ่ง
ปะการังฟอกขาว คือภาวะที่ปะการังสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียว (Zooxanthellae) ที่ช่วยสร้างสีสันเพื่อปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกแสงแดดแผดเผา และยังเป็นตัวช่วยในการสร้างอาหาร ซึ่งสาหร่ายเซลล์เดียวเหล่านั้นจะอาศัยอยู่ในโครงสร้างของปะการัง ทว่า เมื่อไรก็ตามที่สาหร่ายเซลล์เดียวถูกทำลาย ปะการังก็จะค่อยๆ ซีดลงและตายในที่สุด
“อะไรคือการฟอกขาว ปะการังฟอกขาวเกิดจากอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สาหร่ายเซลล์เดียวถูกทำลาย ในช่วงเริ่มต้นจะค่อยๆ ซีดลงทั้งกอ แล้วพอมีปัจจัยที่ทำให้ปะการังเครียด คืออุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นอีก หรือแสงแดดจ้าต่อเนื่องกันเกินกว่า 2-4 สัปดาห์ ปะการังก็จะขาวซีดลง เรียกว่าปะการังฟอกขาว และถ้าซีดเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อไร นั่นถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรง” ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน อธิบาย
ไม่ใช่ว่าเพิ่งเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ ประเทศไทยเคยมีบทเรียนจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างหนักมาแล้วเมื่อปี 2553 แต่เพราะความล่าช้า ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
และก็เป็นไปตามที่องค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ และ NOAA Coral Reef Watch คาดการณ์ไว้ว่า ปี 2559 ประเทศไทยจะประสบปัญหาปะการังฟอกขาวรุนแรงกว่าปี 2553 ที่ผ่านมา
“เราพบว่าปีนี้อุณหภูมิสูงขึ้นเกินระดับวิกฤตคือ 30.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานเกือบเดือน คือขึ้นไปแตะที่ 33.85 องศาเซลเซียส เป็นผลให้เกิดปะการังฟอกขาวรุนแรงในหลายจุด แต่สิ่งที่น่าสนใจในวินาทีนี้ก็คือ เราผ่านจุดที่อุณหภูมิสูงสุดไปแล้ว เราผ่านพ้นปัจจัยทางธรรมชาติไปแล้ว แต่ไม่ใช่พ้นแล้วพ้นเลย ช่วงนี้เป็นช่วงที่ปะการังอ่อนแอที่สุด เป็นช่วงสำคัญมากที่จะต้องควบคุมกิจกรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อเนื่องให้กับปะการัง เพราะถ้าเขารอดอีก 2 เดือน 6 เดือน เขาอาจจะกลับมา แต่ถ้าเขาตาย ประเทศไทยจะสูญเสียพื้นที่แนวปะการังไปทันที” ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว
ด้านอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ กล่าวว่า หากปีนี้ประเทศไทยสูญเสียแนวปะการังเพราะการฟอกขาวไปจะทำให้สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวราว 40,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
คำสั่งเด็ดขาด ประกาศควบคุม
ข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุถึงสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในประเทศไทยล่าสุดว่า พบการฟอกขาวรวมแล้ว 81 จุดใน 12 จังหวัด แบ่งเป็นการฟอกขาวในระดับวิกฤต(เกิน 50 เปอร์เซ็นต์) 33 จุด และในระดับรุนแรง(30-40 เปอร์เซ็นต์) 48 จุด กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงใช้มาตรการเร่งด่วน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 มาตรา 17 ในการลดผลกระทบและภัยคุกคามจากมนุษย์ที่มีต่อแนวปะการังในช่วงนี้
“ถ้าอุณหภูมิยังไม่ลดไปกว่านี้ และยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการในพื้นที่ก่อกวนระบบนิเวศตลอด จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ความเสียหายจะปรากฏจนยากจะเยียวยาและไม่สามารถกู้คืนมาได้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงประกาศคำสั่งที่ 445 ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ทช. ในการบริหารจัดการทะเลและชายฝั่งใน 7 พื้นที่ 4 จังหวัด ด้วยมาตรการ 8 ห้าม” โสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว
สำหรับพื้นที่ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ 1.เกาะมันใน จังหวัดระยอง 2.เกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 3.เกาะเหลื่อม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.เกาะไข่ จังหวัดชุมพร 5.เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต 6.แหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต และ 7.เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต
ส่วนข้อห้ามที่เป็นอันตรายต่อปะการัง คือ 1.ห้ามทอดสมอเรือในแนวปะการัง 2.ห้ามทิ้งขยะและปล่อยมลพิษในแนวปะการัง 3.ห้ามขุดลอกร่องน้ำในแนวปะการัง 4.ห้ามกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดตะกอนลงสู่แนวปะการัง 5.ห้ามการจับสัตว์น้ำในแนวปะการัง 6.ห้ามการให้อาหารปลาในแนวปะการัง 7.ห้ามเดินเหยียบย่ำแนวปะการัง และ 8.ห้ามการเก็บหรือทำลายปะการัง
“เราไม่ได้ปิดเกาะ เราไม่ได้หวงห้ามการท่องเที่ยว แต่เที่ยวอย่างไรให้เป็นมิตรกับปะการัง” รองอธิบดี ยืนยัน
ด้าน ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปะการัง 150,000 ไร่ ปะการังที่เหลืออยู่ทุกวันนี้มีแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด และมีแนวโน้มลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ทุกปี ซึ่งปะการังที่สมบูรณ์จริงๆ มีเหลืออยู่ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่พอจะเป็นแหล่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ นั่นหมายความว่า ปะการังของไทยเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เรียกว่า “วิกฤต” แล้วจริงๆ
“เรียกว่าโคตรวิกฤตเลยดีกว่า ปัญหาคือเรามองไม่เห็นเหมือนเขาหัวโล้นที่น่านเพราะมันอยู่ใต้ทะเล ซึ่งถ้าเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด แนวปะการังถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงสุด ในขณะเดียวกันแนวปะการังก็เป็นทรัพยากรที่อยู่ในภาวะวิกฤตที่สุดด้วย”
เสริมข้อมูลด้วย นิพนธ์ พงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่บอกว่า ปะการังในประเทศไทยมีมากกว่า 380 ชนิด แต่มีเพียง 6 ชนิดเท่านั้นที่ทนต่อการฟอกขาวได้ ที่เหลือจึงอยู่ในระยะเสี่ยงภัยทั้งหมด
“ถ้าไปดำน้ำเราจะพบปะการังเขากวางน้อย เพราะค่อนข้างเซนซิทีฟ ปี 2553 ปะการังเขากวางฟอกขาวไปเยอะ ต่างจากปะการังโขดที่ฟอกขาวน้อย หรือฟอกแล้วทนได้ก็เหลือรอดมา ไม่ได้ตายทั้งหมด ปัจจุบันที่เราพบว่าปะการังเขากวางมีแนวโน้มไม่ฟอกขาว เพราะคิดว่ามันมีการปรับตัวเป็น super coral อย่างที่บอกปี 2553 ปะการังเขากวางฟอกขาวมาก พวกที่ยังอายุน้อยๆ ที่เกาะอยู่ตามซอกกิ่งไม่ค่อยโดนแสงก็จะอยู่รอด แล้วมันก็เติบโตขึ้นมา พอปี 2559 เจอกระแสน้ำร้อนอีก พวกนี้จึงต้านทานได้เพราะกลายเป็น super coral ไปแล้ว และสมมติถ้าปี 2563 เกิดน้ำร้อนอีก มันก็อาจจะแพร่พันธุ์และเติบโตต้านทานได้ เป็นวิวัฒนาการที่ปะการังต้องปรับตัวไปตามธรรมชาติ นั่นคือสิ่งที่เราหวังให้เกิดขึ้น”
อย่างไรก็ดี หากมีการดูแลที่ดี ปะการังที่ฟอกขาวหรือใกล้ตายก็สามารถฟื้นขึ้นมามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ ดังเช่นข้อเปรียบเทียบที่ ดร.ธรณ์ ยกมากล่าวเมื่อปี 2553 ซึ่งเกิดปัญหาปะการังฟอกขาวรุนแรงในพื้นที่หมู่เกาะสุรินทร์และเกาะพีพี แต่การดูแลควบคุมต่างกัน ทำให้การฟื้นตัวของปะการังต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
“ปี 2553 ฟอกขาวที่หมู่เกาะสุรินทร์เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ ที่พีพีก็เช่นกัน ซึ่งจากการติดตามของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เราพบว่าที่เกาะสุรินทร์ฟื้นตัวประมาณปีละ 7-9 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันปี 2559 ฟื้นตัวแล้วมากกว่าครึ่ง ด้วยเหตุผลว่า เกาะสุรินทร์มีนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลชายฝั่ง ผลกระทบจึงค่อนข้างน้อย
ในขณะที่เกาะพีพีที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นทุกปี จากปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 4-5 แสนคน ปีนี้ตัวเลขที่เราสำรวจไม่น่าต่ำกว่า 1.6 ล้านคน เห็นชัดว่ามีการท่องเที่ยวต่างกัน เกาะสุรินทร์ฟื้นตัวเกินครึ่งในระยะเวลา 6 ปี แต่เกาะพีพีฟื้นตัวเพียงแค่ 0.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง” ดร.ธรณ์ สรุป
ก่อนกิ่งล้ม กางร่มให้ปะการัง
แม้จะถูกเอ่ยนามว่าเป็น “แห่งแรกในเมืองไทย” ที่พบปะการังฟอกขาวในปี 2559 และเป็น 1 ใน 7 พื้นที่ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ใช้มาตรการควบคุมพื้นที่วิกฤต แต่สถานการณ์จริงๆ ของเกาะทะลุไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ยืนยันโดย เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขานุการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม
“เรามีการติดตามสภาพปะการังตลอด เมื่อพบจึงแจ้งเข้าไป เลยกลายเป็นว่าพบที่เกาะทะลุเป็นแห่งแรก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปี 2553 ตอนนั้นฟอกขาวเยอะมาก แต่คนยังไม่ตื่นตัวเท่าไร ปะการังที่เราปลูกไว้ตายเยอะมาก แต่ก็มีที่รอดพอที่เราจะเอามาทำเป็นกิ่งพันธุ์ขยายได้ ในปีนี้เท่าที่สังเกตดูไม่หนักเท่าปี 2553 เพราะอุณหภูมิลดต่ำลงเร็ว แล้วมีลมตะวันตกเฉียงใต้เข้ามาช่วย ทำให้น้ำเย็นลง ในความรู้สึกผมนะ ปีนี้ไม่แรงเท่าปี 2553 ในพื้นที่เกาะทะลุ”
อย่างไรก็ดี ทันทีที่พบว่ามีปะการังฟอกขาว เกาะทะลุก็พยายามหาวิธีป้องกัน และได้ริเริ่มใช้แนวคิดในการลดแสงให้กับปะการังโดยใช้สแลนลอยน้ำ เพื่อลดการสังเคราะห์แสงที่มากเกินไปจนทำให้ออกซิเจนเป็นพิษ ส่งผลให้ปะการังขับสาหร่ายเซลล์เดียวออกไป และเกิดปะการังฟอกขาวในที่สุด
เลขานุการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นการทดลองโดยมูลนิธิกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรในการดูแลรักษาท้องทะเลไทย และเข้ามาติดตั้งสแลนลดแสงในพื้นที่แนวอนุบาลกิ่งพันธุ์ปะการัง บริเวณหน้าอ่าวมุกของเกาะทะลุ
“เราสังเกตพบว่า ในส่วนที่เราเอาสแลนมาคลุม ปะการังจะไม่ฟอกขาว ต่างจากบริเวณอื่นๆ ที่ไม่ได้คลุม ซึ่งการเอาสแลนมาคลุมแม้จะเป็นขั้นของการทดลอง แต่ก็ทำให้เราได้รู้ว่า ความเข้มของแสงมีผลต่อการฟอกขาวของปะการังจริงๆ เราสามารถควบคุมได้ แต่เรื่องอุณหภูมิของน้ำเราควบคุมยาก แต่ก็จะเป็นเฉพาะแนวปะการังน้ำตื้นนะ ช่วงที่ลึกกว่า 3 เมตรลงไปพบว่าไม่ค่อยมีปะการังฟอกขาว อาจจะเป็นเพราะมีกระแสน้ำที่เย็นกว่า”
ไม่เพียงแค่นั้น มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ยังขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนนักท่องเที่ยวทุกคนให้ช่วยกันปฏิบัติตามข้อห้ามทั้ง 8 ข้อ ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ไม่ใช่แค่ในระยะนี้ แต่หมายถึงการใส่ใจดูแลกันในระยะยาวด้วย
“เราประชุมผู้ประกอบการแต่ก็ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่แบบไม่ค่อยใส่ใจ คือจากเดิมที่เคยมีเรือแค่ 10 ลำเมื่อราว 4-5 ปีก่อน ก็เพิ่มมาเป็น 40 ลำในปีนี้ พอดีช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น นักท่องเที่ยวเลยไม่เยอะมาก และปกติในการทำกิจกรรมดำน้ำเราจะมีการให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวอยู่แล้วทั้งเรื่องการใช้อุปกรณ์ แว่นดำน้ำ การลอยตัว เราต้องทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยว ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีนักท่องเที่ยวนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ส่วนใหญ่เข้าใจ และเห็นความสำคัญของแนวปะการัง” เผ่าพิพัธ บอก
ด้าน ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เสริมว่า ความสมบูรณ์ของปะการังเกี่ยวพันกับทุกชีวิตบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาปะการังไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะปะการังคือสิ่งสวยงามที่สามารถสร้างอาหารให้ทุกคนได้ ฉะนั้นการดูแลรักษาให้มีปะการังไว้บนผืนแผ่นดินไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
“คนที่ไม่ได้อยู่ในทะเลก็ช่วยได้ เช่น ไม่กินหูฉลาม ไม่กินปลานกแก้ว เพราะสัตว์ทั้ง 2 ชนิดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบนิเวศ แน่นอน ฉลามเป็นตัวชี้วัดสูงสุดของระบบนิเวศ ส่วนปลานกแก้วมันกินสาหร่าย แล้วสาหร่ายนี่แหละที่ทำให้ปะการังไม่มีพื้นที่เติบโต ถ้าเรากินปลานกแก้ว ก็เท่ากับทำลายปะการัง เพราะปะการังฟอกขาวคือปะการังตาย พอปะการังตายสาหร่ายจะขึ้นตุ่ม
มันมี 2 อย่าง อย่างแรก เราต้องไม่สนับสนุนสาหร่าย คือเราต้องเลิกทิ้งของเสีย เลิกสร้างตะกอน พวกร้านอาหารนี่ตัวสนับสนุนเลย อีกอย่างหนึ่งคือต้องรักษาตัวกินสาหร่าย คืออย่าให้อาหารปลา ไอ้ปลากินขนมปังมันจะไล่กินปลากินสาหร่าย พอปลากินสาหร่ายถูกล่ามันก็ไม่มีตัวกินสาหร่าย ซึ่งปลานกแก้วเป็นตัวกินสาหร่ายโดยตรง มันจะคอยขูดสาหร่ายจากปะการัง พอขูดแล้วปะการังจะเกิดพื้นที่โล่ง พอที่จะให้ลูกตัวอ่อนปะการังลงมาเกาะและเติบโตขึ้นใหม่ แต่ถ้าเรากินปลานกแก้วหมด สาหร่ายมันก็คลุม แล้วตัวอ่อนปะการังมันจะลงไปเกาะยังไง มันลงเกาะไม่ได้ เพราะมันต้องการพื้นที่แข็งๆ นี่คือตรงที่สุดแล้วในกระบวนการอนุรักษ์”
แม้ว่าทั่วโลกจะประสบวิกฤตการณ์เดียวกัน แต่ ดร.ธรณ์ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ อย่างน้อยๆ ก็มีการศึกษาเรื่องการฉีดสาหร่ายเซลล์เดียวในปะการังฟอกขาวเพื่อการฟื้นฟูของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงมีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เกาะมันใน จังหวัดระยอง
“ถ้าจะอนุรักษ์ปะการังต้องอนุรักษ์ตอนนี้ เพราะอนาคตมันจะไม่มีแล้ว ผมจะใช้คำนี้ตลอด ถ้าคุณจะรักทะเลคุณต้องรักวันนี้ เพราะวันหน้าถึงคุณจะเลิฟมันแทบตายแต่มันก็จะกลายเป็นแค่ตอไม้เหมือนเมืองน่าน แล้วอยากรู้ว่าจะมีมนุษย์หน้าไหนปลูกขึ้นมาได้ ผมอยากรู้เหมือนกัน” ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ปิดท้ายอย่างดุเดือด







