เปิดโผ 10 อาชีพเครียดต่ำ เงินดี ปี 2026 นักดาราศาสตร์ No.1 นำโด่ง!

เปิดโผ 10 อาชีพเครียดต่ำ เงินดี ปี 2026 นักดาราศาสตร์ No.1 นำโด่ง!

งานเงินเดือนสูงไม่ต้องแลกกับความเหนื่อยล้าเสมอไป? รายงานจาก Resume Genius เผย 10 อาชีพความเครียดต่ำ และเงินเดือนดีที่น่าจับตามองปี 2026 นักดาราศาสตร์ No.1 นำโด่ง!

KEY

POINTS

  • วิจัยใหม่จาก Resume Genius เผยรายชื่อ 10 อาชีพที่มีความเครียดต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับปี 2026 
  • อาชีพ "นักดาราศาสตร์" ครองอันดับหนึ่ง ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 4.16 ล้านบาท เนื่องจากมีอิสระในการทำงานสูง และไม่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ่อยครั้ง
  • อาชีพอื่นๆ ที่ติดอันดับสูง ได้แก่ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย และนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะงานที่เป็นระบบ และมีความขัดแย้งหน้างานน้อย

ท่ามกลางกระแสการทำงานที่เร่งรีบในปัจจุบัน งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า พนักงานกว่า 90% ต้องเผชิญกับความเครียดในที่ทำงาน โดย 50% ระบุว่า ภาระงานที่ล้นมือ (Work overload) คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ 77% ยืนยันว่าความเครียดกำลังกัดกินสุขภาพกายของพวกเขาอย่างหนัก จนเกิดนิยามใหม่อย่าง "Shift sulking" หรือภาวะซึมเศร้าจากการทำงานเป็นกะ ที่กำลังบั่นทอนพลังชีวิต

แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ปี 2026 ข่าวดีสำหรับคนทำงานคือ "เงินเดือนสูง" ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วย "ความเครียดสะสม" เสมอไป เพราะจากการวิเคราะห์เจาะลึกพบว่า มีหลายอาชีพที่ให้ผลตอบแทนระดับหกหลัก โดยที่ยังรักษาความสงบในใจไว้ได้

เมื่อ "ความสำเร็จ" ไม่จำเป็นต้องแลกด้วย "ความเหนื่อยล้า"

ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ 2026 วัยทำงานหลายคนอาจกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการหางานที่เหมาะสมไม่ได้ หรือการถูกใช้งานจนเกินขีดจำกัดในตำแหน่งปัจจุบัน ทั้งการรับมือกับลูกค้าที่รับมือยาก ทีมงานที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และความวิตกกังวล แม้รายงานส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่อาชีพสุดเครียดแห่งปี แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก Resume Genius กลับมองในมุมต่างผ่านรายงาน "2026 Low-Stress, High-Paying Jobs Report"

รายงานฉบับนี้ไม่ได้ใช้เพียงความรู้สึกตัดสิน แต่เป็นการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล O*NET เพื่อคัดกรองอาชีพที่มี "ค่าความทนทานต่อความเครียด" (Stress Tolerance) ต่ำกว่า 60 คะแนน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้าน ทั้งความกดดันด้านเวลา ความขัดแย้งระหว่างบุคคล และอิสระในการตัดสินใจ

จากนั้นนำมาเทียบกับข้อมูลของสำนักสถิติแรงงานสหรัฐ เพื่อเลือกเฉพาะอาชีพที่รายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ (มากกว่า 60,000 ดอลลาร์) และมีอัตราการเติบโตที่สดใส

เจาะลึก 10 อาชีพ "รายได้งาม ความเครียดน้อย" ประจำปี 2026

1. นักดาราศาสตร์ (Astronomers)

นักดาราศาสตร์ (Astronomers) ครองแชมป์อาชีพความเครียดต่ำที่สุดในปี 2026 ตามรายงานข้างต้น มีรายได้เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 132,170 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.16 ล้านบาทต่อปี) โดยกลุ่มที่ทำรายได้สูงสุด 10% แรกอาจแตะถึง 191,880 ดอลลาร์เลยทีเดียว

อาชีพนี้มักต้องการวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเอก เนื้องานส่วนใหญ่เน้นการศึกษาดวงดาว อวกาศ และกาแล็กซีผ่านกล้องโทรทรรศน์ ข้อดีคือ มีอิสระในการทำงานสูงมาก และแทบจะไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

2. นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuaries)

รายได้เฉลี่ย 125,770 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.96 ล้านบาทต่อปี) โดยกลุ่มตัวท็อปอาจทำเงินได้สูงถึง 206,430 ดอลลาร์ อาชีพนี้มักต้องการเพียงวุฒิปริญญาตรี เพื่อใช้ทักษะสถิติ และโมเดลทางการเงินในการคาดการณ์ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วย แม้จะดูเหมือนงานที่แบกความรับผิดชอบสูง แต่ด้วยเนื้องานที่เป็นระบบและใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ ทำให้ความเครียดหน้างานอยู่ในระดับที่จัดการได้

3. นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer systems analysts)

อาชีพนี้ทำรายได้เฉลี่ย 103,790 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.27 ล้านบาทต่อปี) หน้าที่หลักคือ การเป็นที่ปรึกษาให้องค์กร เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบ และซอฟต์แวร์ จุดเด่นที่ทำให้อาชีพนี้มีความเครียดต่ำ คือ การไม่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าโดยตรง (Customer-facing) และมีความขัดแย้งรายวันน้อยมาก เมื่อเทียบกับสายงานบริการอื่นๆ

4. นักทำแผนที่ ผู้เชี่ยวชาญแผนที่ภาพถ่าย (Cartographers and photogrammetrists)

สำหรับคนที่รักความสงบ อาชีพนักทำแผนที่คือ คำตอบในอันดับที่สี่ ด้วยรายได้เฉลี่ย 78,380 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2.47 ล้านบาทต่อปี) เป็นงานที่เน้นการสร้าง และอัปเดตข้อมูลแผนที่ ซึ่งมีจังหวะการทำงานที่นิ่ง มั่นคง และเป็นส่วนตัวสูง ไม่ต้องคอยพะวงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของลูกค้า

5. นักประวัติศาสตร์ (Historians)

ส่วนใครที่หลงใหลในเรื่องราวอดีต นักประวัติศาสตร์ (Historians) รั้งอันดับห้าด้วยรายได้ 74,050 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2.33 ล้านบาทต่อปี) ซึ่งงานส่วนใหญ่คือ การเตรียมรายงาน สรุป และตีความเหตุการณ์ในอดีตเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อปัจจุบัน เป็นงานที่เน้นการนำตัวเองเป็นที่ตั้ง (Self-directed) และมักไม่มีเส้นตายที่บีบคั้นจนเกินไป

6. นักพิสูจน์หลักฐาน, เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ (Forensic science technicians)

อาชีพนี้ติดอยู่ในอันดับหกในลิสต์นี้ ด้วยรายได้ 67,440 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2.12 ล้านบาทต่อปี) แม้จะดูเหมือนงานในซีรีส์สืบสวนที่วุ่นวาย แต่ในชีวิตจริงส่วนใหญ่เน้นการทำงานในห้องปฏิบัติการที่มีขั้นตอนชัดเจน และเป็นระบบ ทำให้ความเครียดจากการทำงานหน้างานลดลงไปได้มาก

7. ช่างซ่อมรถไฟ (Rail car repairers)

สายงานทักษะฝีมือแขนงนี้ คว้าอันดับเจ็ดไปครองด้วยรายได้ 65,680 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2.07 ล้านบาทต่อปี) หรือ 31.58 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง อาชีพนี้ต้องการเพียงวุฒิมัธยมปลาย แต่ให้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับการดูแลบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยกลุ่มที่ทำรายได้สูงสุด 10% แรกจะได้รับ 92,000 ดอลลาร์

8. ช่างฉาบ ช่างซ่อมรอยต่อผนังเบา (Tapers)

อาชีพนี้ทำรายได้เฉลี่ย 64,700 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2.04 ล้านบาทต่อปี) และ 31.11 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นงานฝีมือที่เน้นความประณีตในการเก็บรายละเอียดงานก่อสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาทางการ แต่สามารถทำรายได้ในกลุ่มท็อปได้สูงถึง 100,840 ดอลลาร์เลยทีเดียว

9. นักจดหมายเหตุ (Archivists)

ด้วยรายได้เฉลี่ย 61,570 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.94 ล้านบาทต่อปี) หรือ 29.60 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง อาชีพนี้มักต้องจบปริญญาโทเพื่อเข้ามาดูแลรักษาเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นงานที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ และความละเอียดรอบคอบในบรรยากาศที่เงียบสงบ โดยกลุ่มรายได้สูงสุด 10% จะได้รับ 97,680 ดอลลาร์

10. ผู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำ (Pump operators)

ปิดท้ายอันดับสิบด้วย ผู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำ อาชีพที่รายได้ 60,020 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.89 ล้านบาทต่อปี) หรือ 28.86 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หน้าที่คือ คอยมอนิเตอร์เครื่องจักรในโรงงานหรือระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นงานที่มีโครงสร้างชัดเจน และทำตามหน้าที่เป็นวงรอบที่แน่นอน ต้องการเพียงวุฒิมัธยมปลาย และสามารถทำรายได้สูงสุดถึง 85,990 ดอลลาร์

กลยุทธ์การปรับตัว: มองหางานที่ใช่ในแบบที่ใจต้องการ

สำหรับใครที่อยากทำงานความเครียดต่ำในสายงานทั้ง 10 อาชีพข้างต้น แต่ไม่รู้จะเริ่มหางานเหล่านี้ยังไงดี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 เคล็ดลับสำคัญ เริ่มจาก

1. เลือกงานที่มีโครงสร้างชัดเจน:
หางานที่ให้ความสำคัญกับระบบ และความชัดเจน มีตารางเวลาแน่นอน มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน จะช่วยลดความเครียดรายวันได้มาก พยายามมองหางานที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันน้อยที่สุด

2. ทดลองก้าวเล็กๆ ก่อนเปลี่ยนสายอาชีพ:
ก่อนจะตัดสินใจย้ายงานครั้งใหญ่ ลองลงเรียนคอร์สสั้นๆ หรือพูดคุยกับผู้ที่ทำงานในสายนั้น เพื่อดูว่าเนื้องานสอดคล้องกับสไตล์การทำงาน และพลังงานของคุณหรือไม่

3. เลือกงานที่เข้ากับไลฟ์สไตล์:
สภาพแวดล้อมสำคัญกว่าตัวตำแหน่งงานเสียอีก หากคุณรักความสม่ำเสมอ ควรเลี่ยงงานที่ต้องเข้าเวรสลับไปมาหรือการทำโอทีที่ไม่แน่นอน

อีวา แชน (Eva Chan) ผู้เชี่ยวชาญจาก Resume Genius ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า "งานรายได้สูงไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียสุขภาพจิต" มีความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกว่า งานเงินเดือนสูงต้องมาพร้อมความเครียดมหาศาล แต่ในความเป็นจริง งานที่มีความมั่นคงและแรงกดดันต่ำต่างหากที่สร้างความยั่งยืนทั้งในแง่การเงิน และชีวิตส่วนตัว

แม้ปัจจุบันหลายองค์กรจะเริ่มนำสวัสดิการอย่าง "วันพักผ่อนทางใจ" หรือ "การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์" มาใช้ แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ผิวเผิน ข้อมูลจาก แมนแฮตตัน เมนทัล เฮลท์ เคนเซิลลิง (Manhattan Mental Health Counseling) ระบุว่า "ภาวะหมดไฟไม่ใช่แค่ปัญหาในที่ทำงาน แต่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรม" ตราบใดที่โลกยังยกย่องคนที่ทำงานจนเกินตัว สวัสดิการเหล่านั้นก็แทบไม่มีความหมาย

ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน เรายังควรยึดถือว่า "ความเหนื่อยล้าคือ เครื่องหมายของคนเก่ง" อยู่ไหม? หรือจริงๆ แล้ว ความสำเร็จที่แท้จริงคือ การมีเงินในบัญชีที่เพียงพอ พร้อมกับหัวใจที่ยังยิ้มได้เมื่อเลิกงานในทุกๆ วัน

 

 

อ้างอิง: Resumegenius, ForbesHRstacks

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์