ผลรางวัลเมืองคานส์ 2016 ภาพสะท้อนช่องว่างทางรสนิยม

นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ หลังจากการติดตามดูหนังหลายสิบเรื่องตลอดช่วงเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ผ่านมา
ประกาศผลกันไปเรียบร้อยแล้ว กับการประกวดและจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 69 ประจำปี ค.ศ. 2016 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผลรางวัลในปีนี้ก็นับว่าพลิกโผไปจากการกะเก็งของสื่อและเหล่านักวิจารณ์อยู่พอสมควร หลาย ๆ เรื่องที่หลาย ๆ ค่ายต่างคาดหมายว่าจะได้รางวัลก็กลับไม่ปรากฏชื่อ อีกทั้งหนังบางเรื่องที่นักวิจารณ์ลงความเห็นว่าเข้าข่ายแย่ก็กลับได้รางวัลใหญ่ไป
สีสันของการให้รางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ จึงนับเป็นกรณีที่น่าวิเคราะห์ว่า บางครั้งความเห็นของสื่อหรือนักวิจารณ์ก็อาจจะไม่พ้องพานกับความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสินเลยก็ได้
-1-
เริ่มจากรางวัลปาล์มทองคำสำหรับสายหนังสั้น ซึ่งมีหนังสั้นความยาวไม่เกิน 15 นาทีจำนวนสิบเรื่องจากสิบประเทศผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมประกวด โดยมีผู้กำกับหญิงชาวญี่ปุ่น Naomi Kawase เป็นประธานกรรมการตัดสิน ซึ่งผลรางวัลปาล์มทองคำสำหรับหนังสั้นประจำปีนี้ก็ได้แก่เรื่อง Timecode ของผู้กำกับ Juanjo Gimenez จากสเปน เล่าเรื่องราวขำ ๆ ง่าย ๆ ของพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอาคารจอดรถโดยฝ่ายหญิงทำงานกะกลางวันและฝ่ายชายทำงานกะกลางคืน จึงไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันสักเท่าไหร่นอกเหนือจากการทักทายระหว่างเปลี่ยนกะ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็สามารถสื่อสารเชื่อมโยงกันได้ด้วยรหัสเวลาของกล้องวงจรปิดสื่อสารความรู้สึกระหว่างกันด้วยวิธีที่แสนน่ารักและพิสดาร และนับเป็นงานหนังสั้นที่ดูจะถูกอกถูกใจจนได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมดังที่สุด การตัดสินรางวัลในสายนี้จึงออกจะตามกระแสมวลชนอยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสั้นเรื่องอื่น ๆ ซึ่งมีเนื้อหาและอารมณ์ที่หนักแน่นเข้มข้นกว่าก็กลับไม่ได้รับรางวัลใด ๆ
ในส่วนของการประกวดภาพยนตร์ขนาดยาวสายรอง อย่าง Un Certain Regard ก็ได้นักแสดงหญิงรุ่นอาวุโสชาวสวิตเซอร์แลนด์ Marthe Keller เป็นประธานกรรมการตัดสิน และหนังที่ได้รับรางวัล Un Certain Regard Award ก็ได้แก่หนังขาวดำจากฟินแลนด์ชื่อ The Happiest Day in the Life of Olli Maki ของผู้กำกับ Juho Kuosmanen เล่าเรื่องราวประวัติชีวิตช่วงหนึ่งของนักมวยรุ่น featherweight ชาวฟินแลนด์ Olli Maki กับการขึ้นชกชิงตำแหน่งแชมป์ World Featherweight กับ Davey Moore นักชกผิวสีชาวอเมริกัน เมื่อปี ค.ศ. 1962
แต่ถึงแม้เรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับหมัด ๆ มวย ๆ แต่ลีลาการเล่าของหนังก็ออกไปแนวน่ารักแถมโรแมนติกทำนองเดียวกับหนังของ Aki Kaurismaki เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเป็นช่วงเวลาที่ Olli Maki ได้พบรักและกำลังจะขอฝ่ายหญิงแต่งงาน โทนของหนังจึงออกจะ feel good แม้หนังจะใช้ภาพขาวดำตลอดทั้งเรื่อง แต่เมื่อเทียบกับหนังในสาย Un Certain Regard เรื่องอื่น ๆ แล้ว The Happiest Day in the Life Olli Maki ก็ดูจะเป็นงานที่ ‘ครบเครื่อง’ มากที่สุดในสาย ทั้งในเรื่องของ ตัวบท การกำกับ การถ่ายภาพ การแสดง ไปจนถึงลีลาการนำเสนอที่มีความเฉพาะตัว แม้ว่าผู้กำกับจะกำกับหนังขนาดยาวเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก จึงนับเป็นรางวัลที่คู่ควรอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
-2-
มาถึงการตัดสินรางวัลต่าง ๆ ของหนังสายประกวดหลัก โดยมีผู้กำกับ George Miller เป็นประธานกรรมการตัดสิน พร้อมด้วยโปรดิวเซอร์ Katayoon Shahabi ผู้กำกับ Arnaud Desplechin กับ Laszlo Nemes และนักแสดง Donald Sutherland, Mads Mikkelsen, Kirsten Dunst, Valeria Golino และ Vanessa Paradis ร่วมเป็นคณะกรรมการ
รางวัลแรก ๆ ที่ประกาศคือรางวัลการแสดง ซึ่งนักแสดงฝ่ายชายยอดเยี่ยมได้แก่ Shahab Hosseini ในบทสามีผู้กำกับละครเวทีที่ต้องมาสืบสวนกรณีคุกคามทางเพศกับภรรยาตัวเองจากหนังอิหร่านเรื่อง The Salesman ของผู้กำกับ Asghar Farhadi สำหรับรางวัลนี้สื่อก็ดูจะไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรนัก เพราะมองในภาพรวมแล้ว การแสดงโดยนักแสดงชายปีนี้ไม่ค่อยจะมีระดับที่โดดเด่นจนเห็นตัวเต็ง ซึ่งการแสดงของ Shahab Hosseini ใน The Salesman ก็อยู่ในระดับทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เพียงแต่มันก็ไม่ได้มีความท้าทายที่ชวนให้ตื่นเต้นอะไรนัก
แต่ในส่วนของรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมซึ่งตกเป็นของ Jaclyn Jose จากหนังฟิลิปปินส์เรื่อง Ma’ Rosa ของผู้กำกับ Brillante Mendoza ในบทแม่ค้าร้านขายของชำที่แอบทำธุรกิจค้ายาโดยสุดท้ายก็โดดซัดทอดจนถูกตำรวจจับและต้องต่อสู้กับนานากลยุทธ์ทุจริตของตำรวจในโรงพัก ก็ดูจะเป็นการรับรางวัลที่สร้าง surprise เพราะในปีนี้ก็มีการแสดงของนักแสดงหญิงที่ควรได้รับรางวัลไปหลายราย เช่น Isabelle Huppert จากเรื่อง Elle, Sonia Braga จาก Aquarius, Kristen Stewart จาก Personal Shopper หรือ Sandra Huller จาก Toni Erdmann แต่สุดท้าย Jaclyn Jose ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งสายแข็งเหล่านี้ได้ ซึ่งเมื่อจะดูจากตัวบทแล้ว เธอก็ต้องใช้ความสามารถทางการแสดงไม่น้อยกว่าใครเพื่อนด้วยเหมือนกัน กับบทที่ต้องสวมบทบาทเป็นเจ๊แบบบ้าน ๆ ที่ถูกสถานการณ์กดดันให้ต้องหาวิธีเอาตัวรอดในยามเข้าตาจน และดาราดาวค้างฟ้าอย่าง Jaclyn Jose ก็ได้ทำให้น่าเชื่อดีเหลือเกินจริง ๆ
ส่วนรางวัลขวัญใจคณะกรรมการ หรือ Jury Prize ประจำปีนี้ก็ได้แก่หนังเรื่อง American Honey ของผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษ Andrea Arnold เกี่ยวกับสาววัยรุ่นที่ร่วมแก๊งค์คาราวานเด็กเกรียนออกเร่ขายสมาชิกนิตยสารตามบ้านในอเมริกา หนังเรื่องนี้ยังคงลีลาความดิบและสมจริงตามสไตล์ของผู้กำกับ Andrea Arnold แต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างเนื่องจากเรื่องราวเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกากับตัวละครอเมริกัน ผิดกับเรื่อง Red Road (2006) หรือ Fish Tank (2009) ที่เธอเคยทำมา แต่การได้รับรางวัล Jury Prize อีกครั้งในปีนี้ ทำให้เธอได้รับรางวัลนี้เป็นตัวที่สามจากเทศกาลนี้โดยต่อจาก Red Road กับ Fish Tank ซึ่งเคยคว้ารางวัลนี้ไปแล้วทั้งคู่
หนังเรื่อง The Salesman ของ Asghar Farhadi ได้รับรางวัลอีกครั้งจากคานส์ในปีนี้กับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งก็เป็นหนังประกวดเรื่องเดียวที่คว้าไปได้ถึงสองรางวัลด้วยกัน แต่ก็เป็นรางวัลที่สื่อหรือนักวิจารณ์ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ก่อนนัก เพราะเมื่อเทียบแล้วความแยบยลในการดำเนินเรื่องต่าง ๆ ก็ยังสู้ผลงานเก่า ๆ อย่าง A Separation (2011) หรือ The Past (2013) ของเขาไม่ได้
อย่างไรก็ดี สำหรับคณะกรรมการที่อาจจะไม่เคยชมผลงานของ Asghar Farhadi มาก่อนก็อาจรู้สึกประทับใจในการร้อยเรียงสถานการณ์และเรื่องราวที่ทำให้เหตุการณ์เล็ก ๆ เช่นการที่ภรรยาเผลอเปิดประตูบ้านโดยคิดว่าเป็นสามีแต่ที่แท้เป็นจอมโจร กลายเป็นเรื่องบานปลายใหญ่โตเกินคาดหมาย ทั้งยังมีการใช้บทละครอมตะ อย่าง Death of a Salesman ของ Arthur Miller มาอ้างอิงเรื่องราวได้อย่างคมคาย ก็ดูจะมีเหตุผลอยู่ที่คณะกรรมการจะยกรางวัลบทยอดเยี่ยมให้กับลีลาการเล่าทั้งหมดในหนังเรื่องนี้
ในส่วนการกำกับ หนังสองเรื่องที่โดดเด่นจนตัดเชือกกันไม่ลงและได้รับรางวัลนี้ไปพร้อมกันทั้งคู่ได้แก่ Graduation ของผู้กำกับโรมาเนีย Cristian Mungiu และ Personal Shopper ของ Olivier Assayas จากฝรั่งเศส โดยเรื่องแรกเล่าเรื่องราวของคุณหมอหนุ่มใหญ่ที่ต้องวิ่งเต้นขอให้ผู้มีอำนาจช่วยเหลือลูกสาววัยรุ่นของเขาในการสอบเทียบคะแนนระดับชาติหลังจากที่ลูกสาวถูกทำร้ายจนบาดเจ็บที่แขนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเธอจะได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษ
ส่วนเรื่องหลังเล่าเรื่องราวของวิญญาณน้องชายฝาแฝดของหญิงสาวที่ทำงานเป็นนักช้อปให้นางแบบระดับเซเล็บที่กลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้งโดยไม่ทราบเหตุผล ซึ่งก็นับเป็นความจัดเจนด้านการกำกับที่แม้จะต่างแนวทางกันแต่ก็เข้มข้นพอ ๆ กัน โดยเรื่องแรกเป็นการกำกับในแนวขนบที่จัดองค์ประกอบต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ลงตัวเสริมเรื่องราวที่เล่าได้อย่างเข้มแข็ง ในขณะที่เรื่องหลังเป็นการสร้างสรรค์วิธีการเล่าเรื่องราวแนวสยองขวัญด้วยลีลาใหม่ ๆ ให้ความสดอย่างที่ไม่เคยพบเห็นจากหนังแนวทางนี้มาก่อนโดยเฉพาะการซ้อนทับเหตุการณ์จริงของการฆาตกรรมกับเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกัน
แต่รางวัลที่ดูจะเป็นที่กังขาของสื่อและนักวิจารณ์มากที่สุดก็คือ รางวัลรองชนะเลิศ หรือรางวัล Grand Prix ซึ่งตกเป็นของผู้กำกับหนุ่มวัยเพียง 27 ปี จากแคนาดา Xavier Dolan กับผลงานเรื่อง It’s Only the End of the World ซึ่งดัดแปลงมาจากละครเวทีชื่อเดียวกันของ Jean-Luc Lagarce และได้กองทัพนักแสดงดังจากฝรั่งเศส อย่าง Nathalie Baye, Vincent Cassel, Marion Cotillard, Lea Seydoux, Gaspard Ulliel มาร่วมประชันบทบาทเป็นสมาชิกในครอบครัวที่บุตรชายคนเล็กซึ่งเป็นเกย์จะกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปยาวนานถึง 12 ปี เพื่อบอกกับทุกคนว่าเขากำลังป่วยหนักและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
สื่อหลาย ๆ ค่ายต่างมองว่าหนังเรื่องนี้มีจริตเชิงทดลองทางเทคนิคที่ไม่ใคร่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. ซึ่งถือเป็นสื่อพ้นสมัย การเล่นระดับแสงทั้งมืดและสว่างอย่างเห็นความจงใจ และการยึดติดขนบการแสดงแบบละครเวทีที่จะต้องเยอะและชัดไปเสียทุก ๆ อารมณ์จนหนังล้มเหลวในการถ่ายทอดความรู้สึก และเป็นหนังที่นักวิจารณ์ต่างรุมโขกสับว่าเป็นงานที่น่าผิดหวังที่สุดเรื่องหนึ่งในสายประกวด จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจของหลาย ๆ คนที่หนังสามารถชนะใจคณะกรรมการคว้ารางวัลรองชนะเลิศอย่าง Grand Prix ไปครองได้ เหตุผลหลักอาจเป็นเพราะถึงแม้ว่าหนังจะล้มเหลวในเชิงการทดลองอย่างไร แต่ It’s Only the End of the World ก็ดูจะเป็นผลงานเพียงเรื่องเดียวในสายประกวดที่มีเนื้อหาอันสะเทือนอารมณ์ผสมผสานกับความริเริ่มในเชิงเทคนิคไปพร้อม ๆ กัน หนังจึงอาจชนะรางวัลจากคณะกรรมการที่มีทั้งผู้กำกับและนักแสดงได้ ไม่เหมือนกับหนังที่โดดเด่นเพียงด้านหนึ่งด้านใดเรื่องอื่น ๆ
-3-
สำหรับรางวัลใหญ่อย่าง รางวัลปาล์มทองคำ ประจำปี ค.ศ. 2016 ก็เป็นการตัดสินที่เหนือความคาดหมายของสื่อต่าง ๆ พอ ๆ กัน เพราะสำหรับนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่ติดตามผลงานของผู้กำกับ Ken Loach มาอย่างต่อเนื่องมักจะมองเห็นว่า I, Daniel Blake เป็นหนังที่ยังคงลายเซ็นความเป็น Ken Loach ที่กล่าวถึงการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพในอังกฤษอย่างเหนียวแน่น จนไม่เห็นถึงลีลาที่แปลกใหม่ไปจากงานเก่า ๆ สักเท่าไหร่ ทำให้ไม่มีใครคิดว่าหนังจะคว้ารางวัลใหญ่ไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า I, Daniel Blake เป็นงานที่มีความสมบูรณ์ทั้งในส่วนของการเล่าเรื่อง การแสดง และการกำกับที่สมจริง จนทุก ๆ สิ่งที่เห็นในหนังล้วนสามารถเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงได้ เนื้อหาของ I, Daniel Blake จึงมีความเป็นสากลที่สามารถชนะใจผู้ชมในวงกว้าง จนสุดท้ายก็ชนะใจกรรมการได้รับรางวัลใหญ่ในปีนี้ไปได้ในที่สุด สำหรับรายละเอียดของหนังปาล์มทองคำเรื่องล่านี้สามารถติดตามได้จากส่วนล้อมกรอบ
โดยสรุปแล้ว การตัดสินผลรางวัลของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 69 ประจำปี ค.ศ. 2016 นี้ จึงยังสามารถแสดงช่องว่างทางรสนิยมระหว่างบรรดาสื่อหรือนักวิจารณ์กับคณะกรรมการซึ่งมักจะเป็นผู้กำกับ นักแสดง หรือฝ่ายผู้สร้างได้อย่างดี เพราะบรรดาหนังที่สื่อทั้งหลายถูกอกถูกใจ ไม่ว่าจะเป็น Toni Erdman, Paterson หรือ Elle กลับไม่ได้รับรางวัลใด ๆ แต่หนังที่มีเนื้อหาเข้าถึงง่ายสามารถถูกใจคนดูทั่วไปกลับจะประสบความสำเร็จได้มากกว่าในการตัดสินรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติอย่างคานส์ . . .
รางวัลปาล์มทองคำตัวที่สองของ Ken Loach
สร้างปรากฏการณ์ด้วยการขึ้นทำเนียบเป็นผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำสองตัวซ้อนรายที่ 8 ไปเป็นที่เรียบร้อยกับผู้กำกับชั้นครูชาวอังกฤษ Ken Loach ซึ่งเคยได้รับรางวัลนี้ไปก่อนหน้าแล้วจากหนังเรื่อง The Wind the Shakes the Barley เมื่อปี ค.ศ. 2006
ผู้กำกับ Ken Loach ถือเป็นผู้กำกับขาประจำของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เรียกได้ว่ามีหนังใหม่ออกมาเมื่อไหร่ก็มักจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมประกวดในเทศกาลนี้แทบทุกครั้ง โดย I, Daniel Blake ก็นับเป็นหนังยาวเรื่องที่ 13 ของเขาแล้วที่ได้เข้าร่วมฉายในสายประกวด
หนังของผู้กำกับ Ken Loach โดดเด่นไปด้วยการนำเสนอภาพการต่อสู้ของชนชั้นล่างในอังกฤษและไอร์แลนด์อย่างหนักแน่นและสมจริง เปิดโอกาสให้นักแสดงใช้ภาษาด้วยสำเนียงท้องถิ่นชนิดที่บางครั้งจำเป็นต้องขึ้นคำบรรยายภาษาอังกฤษประกอบไปด้วยเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจกันเลยทีเดียว ความสมจริงและเป็นธรรมชาติเหล่านี้เองที่ทำให้งานของ Ken Loach เป็นที่ถูกอกถูกใจเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ที่ต้องการนำเสนอภาพชีวิตผู้คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมผ่านสื่อภาพยนตร์อยู่เสมอ
I, Daniel Blake แม้จะยังเป็นงานที่เล่าถึงการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพตามแบบฉบับของ Ken Loach แต่เนื้อหาซึ่งเขียนบทโดยมือเขียนบทเจ้าประจำ Paul Laverty ก็ยังนับว่ามีแง่มุมใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่เคยเล่ามาก่อนเหมือนกัน โดยเฉพาะการนำพาผู้ชมไปสำรวจความล้มเหลวของระบบสวัสดิการแรงงานของอังกฤษซึ่งแม้ตัวบทกฎหมายเหมือนจะดูแลประชาชนดี แต่โดยรายละเอียดแล้วมันกลับมีช่องว่างที่ทำให้ผู้ที่ควรได้รับสิทธิถูกทอดทิ้งอย่างปราศจากความยุติธรรม
หนังเล่าเรื่องผ่านตัวละคร Daniel Blake ช่างไม้พ่อม่ายวัยใกล้เกษียณอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง กระทั่งวันหนึ่งเขาเกิดหัวใจวายอย่างฉับพลันแต่ก็กลับรอดชีวิตมาได้ สภาพร่างกายของเขาจึงหมิ่นเหม่อยู่ระหว่างสถานะว่าทำงานช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ หรือควรพักรักษาตัวให้หายก่อนกลับเข้าทำงานตามคำวินิจฉัยของแพทย์ ภาวะอันหมิ่นเหม่นี้เองที่ทำให้ Daniel Blake ไม่ได้รับสวัสดิการผู้ไม่สามารถหางานตามกฎหมาย แถมระบบการร้องขอยื่นอุทธรณ์ก็จะต้องกระทำแบบ online ซึ่ง Daniel Blake ก็ไม่เคยมีทักษะประสบการณ์เลย
พลเมืองที่จ่ายภาษีครบทุกบาททุกสตางค์ อย่าง Daniel Blake จึงกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในเวลาที่ต้องการมากที่สุด เคราะห์ดีที่โชคชะตาพาให้เขาได้พบกับ Katie คุณแม่ single mom ลูกสองที่ต้องร้องขอสวัสดิการจากรัฐเช่นกัน ทั้งคู่จึงได้จับมือช่วยเหลือกันและกันฝ่าฝันจนรัฐเห็นถึงช่องโหว่ในระบบสวัสดิการของตน
ความโดดเด่นของ I, Daniel Blake คือบทหนังที่อ้างอิงมาจากการสัมภาษณ์ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับสวัสดิการเหล่านี้จริง ๆ จนทราบว่ามีปัญหาอะไรในบริการเหล่านี้บ้าง ทุก ๆ สถานการณ์จึงล้วนเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นหรือเคยเกิดขึ้น กลายเป็นปมประเด็นที่ชวนให้หงุดหงิดโมโหถึงความไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายของระบบ นอกจากนี้ หนังยังได้การแสดงที่สมจริงเป็นธรรรมชาติของทั้ง Dave Johns ในบทนำและ Hayley Squires ในบท Katie ที่ชวนให้เชื่อในความยากลำบากปากกัดตีนถีบของพวกเขาได้จริง ๆ ชนิดที่ไม่น่าเป็นไปได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาล้ำหน้าชาติอื่น ๆ อย่างสหราชอาณาจักร
หนังมีฉากกระชากอารมณ์ ชวนให้สะเทือนใจมากมายหลายฉากจนหลาย ๆ คนอาจต้องเสียน้ำตาให้ โดยไม่ลืมที่จะสดุดีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวละครที่จะไม่ยอมค้อมหัวให้ใครหากพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด นับเป็นหนังแนวมนุษยนิยมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนดูในวงกว้าง สร้างความประทับใจด้วยการเล่าเรื่องราวชีวิตที่สมจริงโดยไม่ต้องอิงเทคนิคแพรวพราวในเชิงหนังเลย







