วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มิชชั่นใหม่ #สายตรวจต้นไม้

ประเด็นร้อนใจของชาวกรุงเกี่ยวกับการตัดต้นโพธิ์ที่ตลาดโบ๊เบ๊เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการคนรักต้นไม้ได้ไม่น้อย และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเมืองมารวมพลังกันในนาม “เครือข่ายต้นไม้ในเมือง”


ในฐานะผู้ปลุกปั่นให้เกิดความสัมพันธ์ “สีเขียว” ช่อผกา วิริยานนท์ ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจเรื่องต้นไม้ จนกระทั่งความร้อนมาเยือน จึงเริ่มหันไปมองสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว และพบว่า ต้นไม้ในเมืองไม่ได้เติบโตขึ้นเลย


“กรุงเทพฯ อายุ 200 กว่าปี แต่ต้นไม้ของเราเหมือนบอนไซ มีบางต้นเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เติบโต แต่เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก กรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก เราเลยคุยกับเพื่อนๆ ว่า ปัญหาต้นไม้ในเมืองคืออะไร ก็ปรึกษากันว่าน่าจะเป็นปัญหาจากการจัดการของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”


เมื่อตลกผลึกได้ “เครือข่ายต้นไม้ในเมือง” จึงเกิดขึ้น พร้อมๆ กับการเปิดตัวสมาชิกเครือข่ายเกือบ 60 องค์กรทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ณ ห้องสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


“เราจะ connect the dot จะเชื่อมจุดเล็กๆ ในแนวระนาบเข้าหากัน จับมือเดินไปด้วยกัน เราเห็นทางแก้นั่นคือ การบูรณาการของภาครัฐ ถ้าภาครัฐเปิดใจ และนำกระบวนการบูรณาการมาใช้เหมือนที่เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกใช้ ดิฉันว่าเมษายนปีหน้า กรุงเทพฯ จะร้อนน้อยกว่านี้”


ด้าน ดร.วิภากร ธรรมวิมล นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงการจัดการต้นไม้อย่างถูกวิธีมาโดยตลอด ทว่า ไม่เคยมีรูปธรรมเกิดขึ้นจริง


“เราจะฝากความหวังไว้แค่ภาครัฐไม่ได้เพราะต้นไม้มีอยู่ทุกที่ เราเลยต้องขอความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน ประชาชน ที่มีต้นไม้อยู่ในความครอบครอง รวมถึงต้นไม้สาธารณะ แน่นอนว่า การจัดการต้นไม้อย่างถูกต้องโดยไม่มีองค์ความรู้เป็นเรื่องยาก มีใจอย่างเดียวไม่พอ เราจำเป็นต้องมีคนที่มีความรู้ และวันนี้เรามีหมอต้นไม้มาแล้ว เรายินดีจะช่วยในเชิงวิชาชีพเพื่อให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ”


นับเป็นเรื่องดีที่เกิดการรวมพลังแบบนี้ในเมืองใหญ่ แต่ถ้าไม่มีกิจกรรมต่อไป ความเปลี่ยนแปลงที่อยากให้เกิดขึ้นก็อาจจะไม่มีอยู่จริง และนั่นก็เป็นที่มาของโครงการ “สายตรวจต้นไม้” โดยเชิญชวนคนรักต้นไม้ทุกคนช่วยกันทำหน้าที่สอดส่อง ดูแล และตรวจตราต้นไม้ในชุมชนของตัวเองว่ามีปัญหาอะไร ทั้งการตัดแต่งกิ่งที่ผิดสภาพ ปัญหาการตัดยอด การเทคอนกรีตชิดลำต้น ฯลฯ จากนั้นถ่ายภาพแล้วแชร์ลงในโลกโซเชียล พร้อมกับติดแฮชแท็ก (#) สายตรวจต้นไม้ เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางออนไลน์ และเกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป


“เหมือนเรานั่งอยู่แล้วมีคนมาบีบคอ เป็นธรรมดาที่เราจะหายใจไม่ออก ต้นไม้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าที่ไหนเราจะเห็นสภาพนี้ตลอด ต้นไม้ถูกรัดแบบนี้ ซึ่งจำเป็นที่เราจะต้องพยายามรักษาสภาพต้นไม้ให้หายป่วย ให้เขาดีขึ้น” อรยา สูตะบุตร ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Big Trees กล่าว


เช่นเดียวกับ ผศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่บอกว่า ในอดีตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีความร่มรื่นมาก แต่การปรับปรุงภูมิทัศน์เมื่อราว 10 ปีก่อน ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


“สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือการตัดต้นไม้ทำไมแย่ขนาดนี้ คือตัดยอด เหมือนตัดผม จนผมได้เอาสัญญาจ้างบริษัทตัดมาดู ต้องตัดแบบนั้นเพราะกิ่งจะล้ำมาในถนน ยอดจะระสายไฟ เมื่อเจอต้นเหตุก็มาดูและบอกว่า ไม่ต้องทำตาม TOR แล้ว เราจะจัดการเอง


"ต้นแรกที่ทำคือต้นโพธิ์ที่ลานโพธิ์ เราพบว่ามันมีปัญหาเยอะ ทั้งเชื้อรา ทั้งอะไร เราก็ทำมาจนดีขึ้น และทำแบบนี้มาแล้ว 20 ต้น และจะทำให้ทั่วมหาวิทยาลัย เราต้องทำให้เป็นมหาวิทยาลัยในสวน คนที่เข้ามาที่นี่จะต้องร่มเย็น” อาจารย์ปริญญายืนยันอย่างมุ่งมั่น


ที่สุดแล้วไม่ว่า #สายตรวจต้นไม้ จะได้รับความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน แต่เพียงแค่นี้ก็พอจะทำให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ร่วมกันแล้วว่า วิธีเดียวที่จะทำให้กรุงเทพฯ รอดจากปัญหาโลกร้อนได้ นั่นก็คือ การรักษาต้นไม้ใหญ่และรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ให้ได้มากที่สุด