“วันคุ้มครองโลก” 22 เมษายน ผ่านไปพร้อมกับอีเวนท์และแคมเปญต่างๆ ที่เหมือนกับการทำพิธีเซ่นไหว้ไล่ผีเสริมสิริมงคลประจำปี
แต่ลางร้ายและหายนะก็ยังตามมาติดๆ มันร้ายแรงเสียจนสังคมไทยต้องละความสนใจจากข่าวฉาวดารา วาทกรรมการเมือง หันมาบ่นแฉแชร์กระหน่ำเรื่องโลกร้อน และสภาพเขาหัวโล้น ป่าต้นน้ำที่ถูกทำลาย..
เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 65 ปีที่อากาศเมืองไทยร้อนจัดถึงขั้นวิปริต อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ร้อนแล้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงกลางพฤษภาคม โดยระหว่างนั้นก็เกิดภาวะอากาศแปรปรวน พายุฤดูร้อน ลูกเห็บในหลายพื้นที่ และถ้าจะมองให้กว้างไกลออกไปอีก องค์การนาซาระบุว่า นี่เป็นเดือนเมษายนที่โลกร้อนที่สุดตั้งแต่มีการจดสถิติบันทึกอุณหภูมิมา
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแถลงว่า สถิติการใช้ไฟฟ้าพุ่งพรวดกว่าทุกปีเพราะการใช้เครื่องปรับอากาศ กระทรวงสาธาณสุขแถลงว่า มีคนตายเพราะโรคลมแดดหรือ heat stroke ถึง 40 กว่าราย และให้ระวังโรคระบาดที่มากับอากาศร้อน แล้วยังเกิดไฟป่าลุกลามหลายจุด โดยเฉพาะที่ดอยสุเทพใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ ในขณะที่แม่น้ำสำคัญทางภาคเหนือเช่น แม่ปิง แม่ยม แห้งขอดถึงพื้นล่างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สาเหตุหลักของความร้อนแล้งไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ต้องประหลาดใจ ทั้งอัตราเร่งของภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์เอล นีโญ่ที่ตามมา คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศเรา และการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ แต่เราก็ควรตกใจจริงจังเสียที เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หลายประเทศตื่นตัวกันมานานแล้วกับข้อเท็จจริงที่ว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจุดอันตรายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แล้ว ทั้งในแง่ของภัยแล้ง วิกฤตทางอาหาร การแพร่ระบาดและกลายพันธุ์ของเชื้อโรค
นอกจากภัยแล้ง เรายังต้องเจอกับภาวะน้ำท่วมรุนแรงฉับพลัน เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมื่อฝนเทลงมา แม่น้ำคูคลองก็หลากล้นระบายไม่ทัน (สำหรับบ้านเรา มันยังเกี่ยวข้องกับการโค่นป่าทำไร่ข้าวโพด จนไม่เหลือป่าไว้อุ้มซับน้ำด้วย) องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร เพิ่งออกประกาศเตือนว่า ในปี ค.ศ.2060 ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคน จะอาศัยอยู่ในเมืองที่เสี่ยงต่อการประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกรุงเทพฯ ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงมากที่สุดเป็นอันดับ 7
ถึงที่สุดแล้ว นี่คือชะตากรรมของโลกที่เราทุกคนต้องเผชิญและร่วมรับผิดชอบ แต่หลายปีที่ผ่านมา เรามองเห็นแค่ปัญหาในบ้านและปัญหาเฉพาะส่วน จะกล่าวโทษหรือแก้ไขอะไรก็ว่ากันเป็นรายกรณี เหมือนมองเห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า ไม่ค่อยมีใครรับรู้หรือพูดถึงปัญหามหภาคอย่างเป็นระบบ แม้จะมีคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ หรือข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เร่งดำเนินการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และพยายามจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปเป็นการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และลงทุนในโครงการเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือชุมชนให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุ และน้ำท่วม
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกแตก แต่”ทำเฉย”กับเรื่องนี้มาตลอด ราวกับจะรอดพ้นวิกฤตธรรมชาติด้วยการหลบร้อนเข้าห้องแอร์ หรือหนีน้ำท่วมด้วยการสร้างคอนโดให้สูงขึ้นอีก เรายังมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเมกกะโปรเจคท์ต่างๆ มากมายในนามของการ ”พัฒนา” เรายังไร้มาตรการจำกัดความฟุ่มเฟือยของสังคมบริโภคนิยมที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น และอ่อนด้อยด้านการศึกษาสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
+++
เผอิญในช่วงพีคของฤดูร้อนนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสหลบร้อนไป”หนีเที่ยว”ประจำปีกับครอบครัว เราเลือกนิวซีแลนด์เพราะเป็นฤดูใบไม้ร่วงอากาศกำลังเย็นสบาย และไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุจลาจลก่อการร้าย ก่อนเดินทางอ่านเจอข้อมูลมากมายเกี่ยวกับความเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศนี้ ซึ่งก็คือการห้ามนำผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ สารเคมี น้ำผึ้ง หรือสิ่งแปลกปลอมทางชีวภาพใดๆ เข้าประเทศ โดยมีบทลงโทษหนักมาก..
ทีแรกก็คุยกันขำๆ ว่า ประเทศที่เลี้ยงวัวและมีจำนวนแกะมากกว่าประชากรนี่แหละก่อปัญหาโลกร้อนดีนัก (นักวิทยาศาสตร์เคยระบุว่า “ตดวัว” คือตัวแพร่ก็าซมีเทนและอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก) แต่เมื่อได้ไปท่องแดนกีวีสิบวันก็เริ่มมองเห็นว่า แม้เศรษฐกิจพื้นฐานยังต้องอาศัยวิถีเดิมของการเลี้ยงปศุสัตว์ แต่ประเทศนี้ก็มีมาตรการจริงจังในการรักษาสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่เรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น การไม่แจกถุงพลาสติกในร้านชำ การเก็บแยกขยะรีไซเคิลอย่างเป็นระเบียบ ไปจนถึงการเก็บภาษีพิเศษตามระยะทางสำหรับรถเช่าที่ใช้น้ำมันดีเซล ข้อบังคับให้จัดการกับขยะน้ำเสียตามจุดบริการที่กำหนดเท่านั้น และยังอบรมเข้มงวดกับนักท่องเที่ยว ห้ามมือบอนกับต้นไม้หรือหินในถ้ำ... พูดอีกทีก็คือ ใช้กฏระเบียบบังคับควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ จนกลายเป็นข้อพึงปฏิบัติด้วยสำนึกร่วมกัน ใครไม่ทำตามก็จะถูกตำหนิตักเตือนทันที
แต่ทริปนี้เน้นเที่ยว จึงไม่มีเวลาไปสำรวจเจาะลึกเรื่องพลังงานทดแทน หรือแผนงานอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้แต่สัมผัสกับ”มาตรการ”ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพียงแค่นี้ก็เริ่มซึมซับถึงการบำรุงรักษาสีเขียวสดชื่นของท้องทุ่งชนบทและป่าเขาลำเนาไพร น้ำใสแจ๋วในทะเลสาบ อากาศโปร่งโล่งจนมองเห็นดาวพราวเต็มฟ้า และบ้านเมืองที่สวยงามสะอาดปราศจากกองขยะหรือป้ายรกๆ แล้วได้คิดว่า ถึงแม้อัตราเร่งของการพัฒนาและภาวะโลกร้อนดูจะสายเกินหยุดยั้ง แต่ในช่วงชีวิตนี้ เรายังมีเวลาพอที่จะทำบ้านเมืองให้น่าอยู่ รับผิดชอบต่อเรือนเราและเรือนโลกในทุกวิถีทาง ช่วยกันสร้างช่วยกันซ่อมด้วยพลังและสำนึกทั้งหมดที่มี แม้จะหวังพึ่งรัฐได้ยาก แต่ก็ยังดีกว่าตายไปเปล่าๆ ท่ามกลางความแล้งร้อน ขยะมลภาวะ และเสียงบ่นประนามกล่าวโทษผู้อื่นโดยไม่ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองเลย
ที่ Redwoods Treewalk ใกล้เมืองโรโตรัว เราได้ไปเดินบนสะพานแขวนเชื่อมโยงระหว่างต้นไม้ใหญ่ ระยะทางรวม 500 เมตร เพื่อศึกษาธรรมชาติและชมแมกไม้จากมุมสูง ตื่นตากับความใหญ่โตงดงามของอาณาจักรพืช แล้วยังประทับใจกับเบื้องหลังความเป็นมาของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้..
เมื่อประมาณร้อยปีก่อน นิวซีแลนด์ทดลองนำต้นสนยักษ์พันธุ์ Redwoods จากแคลิฟอร์เนียมาปลูกป่า แต่ความชื้นในอากาศสูงมาก จนทำให้เนื้อไม้อ่อนนุ่มไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อันใด แล้วมีนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นวิศวกรมาเห็นความงามของป่าสนยักษ์ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีคนเข้าไปเหยียบย่ำทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการ เขาจึงออกแบบสะพานแขวนที่ใช้วิธีมัดเชือกโยงกับลำต้นกิ่งก้านโดยไม่มีการตอกตะปูแม้แต่ตัวเดียว เพื่อให้คนขึ้นไปเดินชมป่าสน(ส่วนที่มีเฟิร์นยักษ์และพืชคลุมดินขึ้นปะปนอยู่) และหลังจากรัฐบาลรับข้อเสนอนี้ไปดำเนินการจัดสร้าง หนุ่มวิศวกรต่างชาติก็กลายมาเป็นหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าสน มาบรรยายให้ความรู้แก่เราอย่างภาคภูมิใจในวันนี้
เราพูดเล่นขำๆ กับเขาว่า อยากเชิญมาดูงานที่เขาหัวโล้นเมืองไทย เผื่อจะช่วยออกแบบฟื้นฟูอะไรได้บ้าง หนุ่มวิศวกรคนรักษ์ป่าตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล “ได้เลย.. ถ้าสิ่งที่ผมคิดจะได้รับการอนุญาตให้ทำจริงๆ ผมเชื่อว่ามีคนอยากร่วมด้วยช่วยกันมากมาย แต่สำหรับบางประเทศ เราจะติดขัดตรงอำนาจรัฐนี่สิ”





