บ้านทุ่งบำบัด ที่บ้านไร่กองขิง

บ้านทุ่งบำบัด ที่บ้านไร่กองขิง

เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่คนแก่ที่จะต้องร้องโอดโอยปวดนู่นเมื่อยนี่เพียงวัยเดียว หนุ่มๆ สาวๆ ชาวออฟฟิศอย่างเราก็โอดโอยได้เช่นเดียวกัน

ไหนจะปวดหลังปวดไหล่จากการใช้คอมพิวเตอร์ ไหนจะหอบโน้ตบุ๊คกับเอกสารกองโต ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรค “ออฟฟิศซินโดรม” (Office Syndrome) ได้ไม่ยาก จะรอให้เป็นหนักถึงขั้นต้องผ่าตัดฉีดยาทำไม ในเมื่อเรามีภูมิปัญญาไทยแบบบ้านๆ เรื่องปวดเรื่องเมื่อยหายได้ง่ายนิดเดียว ลองไปโดนเหยียบ(นวด) รับรองตัวเบาเหมือนลอยได้


ขยำโดยผู้ชำนาญการ


หลายคนอาจเคยได้ยินกิติศััพท์วิชาการนวดมาบ้างแล้วกับชุมชนบ้านไร่กองขิง ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ถ้าไม่มาลองเองคงไม่รู้เลยว่า การนวดการเฟ้นจริงๆ มันหนักแน่นขนาดไหน บรรดาแม่ๆ ที่ดูบอบบางกลับลงมือเน้นอย่างหนักหน่วงลงบนหัวไหล่ในอิริยาบถที่สบายๆ เหมือนไม่ได้ใช่แรงมากอะไร เสียงดังก๊อบแก๊บมีให้ได้ยินเป็นช่วงที่ต้นแขนถูกยกขึ้นยกลง บางมุมอาจมีเสียงโอดโอยถึงความเจ็บปวดแต่หลังนวดเสร็จถึงกับทำหน้างุนงงว่า ไอ้ที่บ่นปวดหัวไหล่เมื่อกี้มันหายไปไหน? เป็นอันว่าคนถูกนวดก็พอใจกับอาการหายปวดไหล่ คนนวดก็ยิ้มอย่างพอใจที่คนไข้หายดี


หากใครเส้นตึงระยะสุดท้ายต้องเจอปรมาจารย์ ไม่มีคำว่าบีบน้อยๆ ขยำเบาๆ ก่อนจะลงมือนวดแต่ละครั้งต้องรอไหว้ครูเสียก่อน ของมีครูต้องบูชา เพียงแค่มีดอกไม้ธูปเทียนลงขันโตก บริกรรมคาถา นึกถึงครูบาอาจารย์ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จพิธี ซึ่งพ่อหมอชั้นครูแต่ละท่านนั้นต้องปฏิบัติตามกฎของการเป็นหมอนวด รักษาศีล ปฏิบัติดีละเว้นความชั่ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกุศโลบายอันชาญฉลาดของคนสมัยก่อน ให้รู้จักนอบน้อมครูบาอาจารย์ เคารพวิชาชีพของตัวเองและตั้งตนเป็นคนดีของสังคม


หลังจากทำพิธีขนาดย่อมเสร็จแล้วแล้วก็ถึงเวลานอนบนเขียง(เตียงนวด) ที่บ้านไร่กองขิงมีการรักษาอาการปวดเมื่อยหลายแขนง ถ้าบีบนวดธรรมดาแล้วยังรู้สึกตึงอยู่ ก็เปลี่ยนมานอนให้หมอตอกเส้นย้ำจุดกันอีกที ซึ่งการตอกเส้นนั้นเป็นการใช้ไม้สองชิ้น ลักษณะคล้ายกรับ(เครื่องดนตรีไทยประกอบจังหวะ)แต่สั้นกว่าและแบนกว่า ชิ้นหนึ่งวางลงบนเส้นและใช้อีกชิ้นหนึ่งเป็นตัวตอก ไล่ไปตามเส้น หากใครปวดๆ อยากไปลองทำที่บ้านเองบอกเลยว่าไม่ได้ เพราะนอกจากจะต้องมีครูแล้ว ของพวกนี้ยังต้องมีการเรียนเพิ่มเติมทางสายวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบเส้นประสาทที่สำคัญๆ อีกด้วย ซึ่งพ่อหมอก็ผ่านการอบรมได้มาหลายต่อหลายใบประกาศแล้ว การันตีได้ว่ารู้ลึกรู้จริงเรื่องนวด โดยการตอกเส้นนั้นจะช่วยลดอาการปวดและจะตอกบริเวณกล้ามเนื้อไม่ใช่ที่กระดูก โดนเส้นเน้นๆ เส้นไม่คลายก็ให้มันรู้ไป


มีดแฮก ย่ำขาง


อีกหนึ่งศาสตร์ก็คือการใช้ “มีดแฮก” หรือมีดแหกในภาษาเหนือ ซึ่งมีความหมายว่ามีดหมอนั้นเอง หลายคนอาจคิดเตลิดไปถึงมีดอีโต้ลงยันต์จะมาใช้อะไรกับศาสตร์การนวด หยุดความคิดไว้ตรงนั้นแล้วมาเรียนรู้ใหม่พร้อมๆ กัน


มีดแฮกหรือมีดหมอที่เกี่ยวกับการนวดบำบัดนั้น ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการรักษาให้หายปวดในทันทีทันใด แต่เป็นเรื่องของความเชื่อขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีและสิ่งชั่วร้ายที่ทำให้เราปวดเมื่อย ซึ่งมีดแฮกเหล่านี้ทำมาจากงาช้าง เขี้ยวเสือไฟเขี้ยวหมูป่า เขากวางหรือแม้กระทั่งไม้ที่ถูกฟ้าผ่า ล้วนเป็นเป็นเรื่องของความเชื่อและความขลัง หรือถ้าไม่มีมีดแฮกก็ใช้ใบไม้แทนได้ แล้วแต่ตำรา ในส่วนของการรักษานั้นจะใช้แฮกชุบน้ำไพร ขูดหรือลูบแฮกไปตามตัว ส่วนใหญ่เป็นช่วงแขนและหัวไหล่ ชุบแล้วลูบวนไปบนร่างกายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงปลายนิ้ว หลังจากนวดเสร็จอาจจะไม่รู้สึกหายปวดอะไร แต่ที่รู้สึกแน่ๆ คือกลิ่นหอมของน้ำไพรยังคงติดผิวแถมรู้สึกนุ่มชุ่มชื่นเหมือนทาโลชั่นอย่างไรอย่างนั้น


ไฮไลท์เด็ดสุด คนโดนนวดต้องใจถึงพอควร เพราะนวดไปไฟลุกไปนั่นก็คือ "การย่ำขาง" เป็นการบำบัดรักษาแบบล้านนาอย่างหนึ่งโดยใช้เท้าเหยียบแบบผ่านๆ ไปบนเหล็กขาง โลหะผสมพลวงหล่อเป็นใบขาง ในภาษาภาคกลางจะเรียกว่า “ผาลไถ” เป็นหนึ่งในส่วนของอุปกรณ์ไถนายุคบุกเบิก นำขางหรือผาลวางบนถ่านไฟ ผู้นวดต้องมีคาถาอาคมและเทคนิค (ตามความเชื่อ) ไหว้ครูให้เรียบร้อยก่อนจะจุ่มเท้าลงในน้ำไพรหรือน้ำมันงา ทาบเท้าลงกับขางที่เผาร้อนๆ แล้วจึงไปนาบหรือลูบตามร่างกายคนไข้ ซึ่งสรรพคุณของการย่ำขางจะทำให้หายปวดหายเมื่อย เพราะความร้อนที่ได้จากการย่ำขางจะทำให้เลือดไหลเวียนดี รู้สึกสบาย อีกทั้งยังได้กลิ่นอโรม่าของไพรหอมฟุ้งไปทั่วลานนวด


อาหารบำบัด


นวดกันจนหายเคล็ดไปแล้ว ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ (พ่อหมอก็หิวแล้วเช่นกัน) จึงเอาเป็นว่ากิจกรรมฤาษีดัดตนก็ขอพักไว้เท่านี้ก่อน พากันมาล้างไม้ล้างมือจ้วงข้าวเหนียวซดน้ำแกง ซึ่งอาหารถิ่นที่นี่ไม่ธรรมดาพอๆ กับการนวดบำบัด


นอกจากความอร่อยที่ไม่ธรรมดา แหล่งวัตถุดิบที่นำมาปรุงก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะเป็นผักริมรั้วที่ปลูกหลังบ้าน เด็ดกันสดๆ ปรุงแล้วเสิร์ฟกันร้อนๆ หอมกรุ่นจากเตา ซึ่งพืชผักส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาลที่หาได้ภายในชุมชน สด อร่อย ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง รับรองว่าโภชนาการครบถ้วน สุขภาพแข็งแรง แถมน้ำดื่มดับกระหายยังมีให้เลือกทั้ง กระเจี๊ยบ ใบเตย เก๊กฮวย บรรจุมาในโถเครื่องปั้นดินเผาน่ารักๆ เก็บความเย็นได้เป็นอย่างดี ริมดื่มเมื่อไหร่ก็ชื่นใจเมื่อนั้น


ถ้าใครอยากมาฝังตัวอยู่ในหมู่บ้าน พักผ่อนทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับชาวบ้าน ปลอมตัวเป็นลูกหลานบ้านไร่กองขิง ที่นี่ก็มีโฮมสเตย์เล็กๆ ให้ได้มาพักผ่อนกัน รองรับได้มากสุด 50 คน มาลองปลูกผักใช้ชีวิตแบบชาวบ้านๆ เรียนรู้วิถีชีวิต เรียนรู้วัฒนธรรม หรือจะปั่นจักรยานเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวรอบชุมชน เดินทางก็ง่ายอยู่ห่างจากสนามบินเชียงใหม่ 15 กิโลเมตร จะนั่งรถสองแถวแดงหรือนั่งแท็กซี่มาก็เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น


เบื่อแล้วเมืองกรุง หนีไปพักใจ ที่บ้านไร่กองขิง