ก้าวต่อไปของ ‘เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด’

ก้าวต่อไปของ ‘เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด’

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในอีกด้านหนึ่ง หมายความว่าเราไม่ควรเสียเด็กที่มีคุณภาพไปแม้แต่คนเดียว กับเงินลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้เดินหน้านโยบายนำร่องที่สำคัญโครงการหนึ่ง คือ ‘เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด’ ที่ผ่านมติเห็นชอบเมื่อเดือนมีนาคม 2558 ในการอนุมัติงบประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับเด็กที่เกิดระหว่าง 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559 ซึ่งอยู่ในครอบครัวยากจน รายละ 400 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยได้เริ่มต้นดำเนินงานตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

จากการคาดการณ์ว่าจะมีเด็กที่ได้รับสิทธิ์ประมาณ 128,000 คน และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินงานมาจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2559 กว่า 5 เดือน กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานมีผู้ลงทะเบียนแล้ว 64,579 คน หรือกว่า 50% ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด จังหวัดที่ลงทะเบียนสูง 3 อันดับแรก คือ ปัตตานี 3,016 คน รองลงมา บุรีรัมย์ 2,657 คน ศรีสะเกษ 2,549 คน โดยกำหนดให้ลงทะเบียนได้ถึง 31 มีนาคม 2559 นี้

โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดำเนินงานค่อนข้างมากในการประชาสัมพันธ์และดำเนินงานอย่างเข้มแข็งและฉับไว นอกเหนือจากการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในช่องทางหลัก เจ้าหน้าที่ของรัฐและอาสาสมัครจากหน่วยต่างๆ อาทิ อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) รวมถึง อบต. และผู้ใหญ่บ้าน ก็ยังใช้วิธีเดินเท้าเคาะประตูตามบ้าน เพื่อแจ้งสิทธิให้คุณแม่ผู้ด้อยโอกาส ได้ทราบอย่างค่อนข้างทั่วถึง โดย โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ได้กล่าวชมเชยประเทศไทยในเรื่องนี้ว่า

สิ่งที่น่าชื่นชมรัฐบาลไทยและน่าประทับใจของการดำเนินโครงการในเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา คือ มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน และการทำงานร่วมกันของหลายกระทรวง ที่สำคัญ การมีผู้ลงทะเบียนมากถึงร้อยละ 50 นับเป็นสถิติสูงและรวดเร็วมาก ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะพบว่า บางประเทศต้องใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี”

โธมัส ยังได้ย้ำโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพราะเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต อีกทั้งโครงการนี้ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกด้วย

ภายหลังการดำเนินโครงการมาระยะเวลาหนึ่ง ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำเรื่องการขยายหลักการขยายวงเงินและระยะเวลา จาก 12 เดือน เป็นจนถึงอายุ 3 ขวบ รวมทั้งเพิ่มเงินจาก 400 บาทเป็น 600 บาท เข้าสู่วาระการพิจารณาของ ครม. ในเร็วๆ นี้ โดยก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณามติในเรื่องนี้ หลายๆ ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นยูนิเซฟ สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รวมถึง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มีการติดตามผลของการทำงาน โดย ‘จุดประกาย’ ได้ร่วมลงพื้นที่กับยูนิเซฟ เพื่อลงไปสำรวจและพูดคุยกับผู้ได้รับสิทธิโดยตรง ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย

เสียงสะท้อนของคนได้รับสิทธิ์

เงิน 400 บาท อาจจะดูไม่มากมายสำหรับเราๆ แต่กับแม่และหลายครอบครัว ที่ขาดแคลนโอกาสหลายๆ อย่าง เงินจำนวนนี้มีค่ามากพอที่จะทำให้เขามีชีวิตดำเนินต่อไปได้

อภิญญา สัตตารัมย์ ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ วัย 28 ปี ซึ่งพิการแขนขาขวาอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ ข้างกายมี ‘น้องเพลง’ ลูกชายวัย 4 เดือน นอนอยู่ในเปล บนใบหน้าเล็กๆ ของเขา มีสายยางเส้นเล็กที่สอดลงไปในลำคอ ซึ่งอภิญญาอธิบายว่า หมอใส่เอาไว้สำหรับป้อนนม เนื่องจากเกิดสำลักน้ำคร่ำตอนแรกคลอด ทำให้ร่างกายอ่อนแอและไม่สามารถดูดนมเองได้ และจนถึงตอนนี้ก็ต้องคอยดูแลอาการกันวันต่อวัน “ถ้าวันไหนสายหลุด ก็ต้องพาเขาไปโรงพยาบาลเพื่อสอดสายใหม่ ถ้าเป็นตอนกลางวัน แฟนก็จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเองได้ แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืน ก็ต้องเหมารถไป แต่ละครั้งเสียค่าเดินทางไม่ต่ำกว่า 300 บาท“ แต่ครอบครัวของเธอมีรายได้ต่อเดือนเพียง 3-4 พันบาท ซึ่งมาจากสามีที่ทำงานรับจ้าง และหากวันไหน จะต้องไปโรงพยาบาล ก็ต้องลางานทั้งวันและเสียรายได้ในส่วนนั้นไป

อภิญญาเล่าต่อว่า เธอยังมีลูกสาวคนโตอีกคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.2 แต่เฉพาะค่าใช้จ่ายของลูกคนเล็ก ทั้งนมและค่ารักษาพยาบาล แต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท บางครั้งก็ต้องหยิบยืมหรือขอเบิกเงินทำงานล่วงหน้ามาใช้ก่อน ซึ่งเธอบอกว่า หากไม่ได้รับเงินอุดหนุนตรงนี้ ชีวิตคงจะแย่กว่านี้อีกเยอะ

เช่นเดียวกันกับครอบครัวของคุณยายสำรอง มาแสวง วัย 59 ปี อยู่ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งตอนนี้ต้องเลี้ยงดูหลานสาวฝาแฝด เนื่องจากแม่ของเด็กต้องไปทำงานที่ จ.ชลบุรี และพ่อของเด็กแยกทางกัน แม้จะได้เงินเดือนจากการทำงานในโรงงานไม่มากนัก เหลือส่งให้ทางบ้านที่บุรีรัมย์เพียงครั้งละ 1,000-2,000 บาท และไม่ได้ส่งทุกเดือน แต่คุณยายก็บอกว่า ก็ยังดีกว่าที่จะไม่มีรายได้เลย เพราะอยู่ที่นี่พอหมดหน้านาก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว

“ตอนนี้ ลำบากกันมาก เพราะทำนาก็ไม่ค่อยได้ผลผลิต ที่ทำกินก็น้อย รายได้ส่วนใหญ่มาจากเงินที่ตาทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ตัดผม หรือรับจ้างซ่อมจักรยาน และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับเบี้ยคนพิการของตา (คุณตาหูหนวก) ซึ่งรวมๆ แล้วก็แค่พันกว่าบาท เงินลูกสาวก็ไม่ได้ส่งทุกเดือน แต่ค่าใช้จ่ายหลานสองคน เฉพาะนมผง ก็ 3-4 พันบาทต่อเดือนแล้ว หลายครั้งต้องหยิบยืมเพื่อนบ้านมาดูแลหลาน แต่หลังจากได้รับเงินอุดหนุนสำหรับหลาน 2 คน รวมเดือนละ 800 บาท ก็ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง” คุณยายบอก

พรศักดิ์ หมื่นเจริญ นายก อบต. เมืองแก อ. สตึก เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยสะท้อนในฐานะคนทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่ “ ผมว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์มากจึงต้องขอขอบคุณรัฐบาล ที่มีโครงการดีๆ อย่างนี้ออกมา อย่างที่เราได้ลงพื้นที่กัน และเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ในชนบทยังมีความขาดแคลนและต้องการปัจจัยอย่างมาก แค่นมกล่องหนึ่ง ก็แพงพอสมควร อย่างน้อยเงินช่วยเหลือตรงนี้ก็ช่วยลดความลำบากลงไปได้บ้าง”

“แต่ระยะเวลาโครงการเงินแค่ 12 เดือนอาจจะสั้นไป หากสามารถขยายระยะเวลาออกไปอย่างน้อยจนถึง 3 ขวบก็น่าจะดี เพราะตอนนั้นเด็กก็จะเข้าศูนย์เด็กเล็กของภาครัฐที่จะช่วยลดภาระลงไปได้อีก หลายครอบครัวมีปัญหาที่ต่างกัน บางครั้งหย่าร้าง ขาดผู้นำครอบครัว รายได้ไม่พอเพียง หลายครอบครัว ปู่ย่าตายายต้องมารับภาระเลี้ยงหลานแทน เงินช่วยเหลือและการขยายระยะเวลาออกไป อาจจะช่วยให้พวกเขาได้ตั้งหลัก และมีเวลาที่จะหาช่องทางที่จะประคองครอบครัวต่อไปได้”

 

6 ปีแรกคือวัยทองของการพัฒนา

ดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ หนึ่งในองค์กรที่สนับสนุนและร่วมผลักดันโครงการฯ นี้ กล่าวว่า “ โครงการนี้เป็นการลงทุนด้านสังคมที่คุ้มค่าที่สุด มีงานวิจัยจากทั่วโลกที่แสดงให้เห็นว่า เด็กจะมีพัฒนาการด้านสมองสูงที่สุดในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 ปี ซึ่งหากพวกเขาได้รับการส่งเสริมและกระตุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเหมาะสม ก็จะเติบโตมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ”

นอกจากนั้น ยังมีผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง ศ. ดร. เจมส์ เจ เฮคแมน สนับสนุนอีกเสียงหนึ่งว่าการลงทุนพัฒนาเด็กโดยเฉพาะช่วงปฐมวัย จะให้ผลตอบแทนกลับคืนมาในอนาคตถึง 7-10 เท่า นับเป็นการลงทุนที่ให้ผลแก่สังคมที่ดีที่สุดในระยะยาว

“เมื่อเด็กได้รับเงินอุดหนุน จะก่อให้เกิดผลดี 3 ด้าน คือ 1. ด้านทรัพยากรมนุษย์ เด็กจะมีผลการเรียนดีขึ้น สำเร็จการศึกษามากขึ้น และเงินอุดหนุนเด็กครอบคลุมค่าใช้จ่ายเบื้องต้นคือค่าอาหาร จะทำให้เด็กมีภาวะโภชนาการที่ดี ลดการเกิดโรคต่างๆ จนถึงวัยชรา 2. ด้านเศรษฐกิจ เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะช่วยสร้างแรงงานคุณภาพให้เป็นผู้เสียภาษีที่มีศักยภาพ เม็ดเงินที่ไหลไปสู่มือของประชาชนจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งระดับชาติและท้องถิ่น อีกทั้งงบประมาณเพื่ออุดหนุนเด็ก เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้เพื่อผู้สูงอายุ จะมีแนวโน้มที่ลดลงในอนาคต เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 3. ด้านความสมานฉันท์ทางสังคม เงินอุดหนุนเด็กช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสของเด็กในการพัฒนาด้านต่างๆ และช่วยลดโอกาสในการที่พ่อหรือแม่จะละทิ้งลูกให้อยู่กับคนอื่น”

ดร. สมชัย เสริมว่า “ผมชื่นชมกับผลงานของรัฐบาลที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ผมก็อยากให้ภาครัฐพิจารณาเพิ่มจำนวนเงินช่วยเหลือและขยายเวลาการให้เงินไปจนถึง 6 ขวบ แต่ทางรัฐบาลก็บอกว่า จะพิจารณาถึง 3 ขวบก่อน เพราะหลังจากนั้นเด็กจะเข้าอนุบาล ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนผ่านระบบโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วย 100% เพราะหากดูกันจริงๆ เด็กไม่ได้เรียนฟรีทั้งหมด ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก”

“และอีกข้อหนึ่งคือ แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการมีการให้ทุกการศึกษาแก่เด็กยากจน แต่ก็ไม่ได้ลงมาจนถึงระดับอนุบาล ดังนั้น หากมีเด็กยากจนในวัย 4-6 ขวบ ก็จะไม่ได้เงินช่วยเหลือตรงนั้น ผมจึงยังยืนยันในความคิดเดิมที่ทำวิจัยร่วมกับยูนิเซฟมาว่า โครงการเงินอุดหนุนนี้ควรจะขยายไปจนถึง 6 ปีแต่ว่าในการขับเคลื่อนนั้นก็ต้องทำเป็นจังหวะ ตอนนี้จะพยายามให้ถึงขับเคลื่อนให้ถึง 3 ปีก่อน แล้วเมื่อผ่านเวลาไปช่วงหนึ่ง เมื่อมีผลการวิจัยออกมา ก็อาจจะมีจังหวัดที่จะขยับอีกสักรอบ

“ประเทศอื่นๆ ที่ทำโครงการนี้แล้วประสบผลสำเร็จชัดเจนมีไม่น้อย เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ประเทศที่ถือว่าเป็นต้นแบบของโครงการ คือ แอฟริกาใต้ ซึ่งทำมานานมากแล้วจะได้ผลค่อนข้างดี และเขายังได้ขยายอายุของเด็กไปจนถึง 18 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กจะได้รับการดูแลที่ดีและเติบโตมามีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งผลการประเมินและผลการวิจัยที่ออกมาก็พบว่าได้ผลดี ทั้งเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือและครอบครัว ก็สามารถสร้างทรัพยากรบุคคลที่ดีมีคุณภาพให้กับสังคมได้”

ดร.สมชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยากฝากให้ภาครัฐได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างเข้าใจและมองว่าการช่วยเหลือในเรื่องเด็กโดยเฉพาะเด็กที่อายุก่อน 6 ขวบเป็นการสร้างอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ที่จะมีคนแก่มากขึ้น มีเด็กน้อยลง ซึ่งจำเป็นมากที่จะต้องเป็นเด็กที่มีคุณภาพ เราไม่ควรเสี่ยงให้เด็กโตมาเป็นปัญหาหรือภาระสังคม เราไม่ควรเสียเด็กไปแม้แต่คนเดียว ซึ่งเราแบกรับภาระต่างๆ เหล่านี้ไม่ไหวแล้ว”

“ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล แต่รวมถึงสังคมโดยรวม ต้องให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเด็กตั้งแต่เริ่มต้น เราเสียเงินไปกับเรื่องอื่นๆ เยอะมาก เป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่เห็นผลชัดเจนเท่านี้ด้วยซ้ำ แต่โครงการนี้เป็นโครงการแค่ระดับพันล้าน หากเราได้สร้างอนาคตของประเทศ ได้ผลในระยะยาวที่คุ้มค่า ดังนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเสียดายเงิน”