สู้ตาย! หัวใจสีรุ้ง

สู้ตาย! หัวใจสีรุ้ง

แม้ได้รับยกเว้นไม่ต้องถือปืนไปรบ แต่การต้อง ‘สู้’ เพื่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ใครว่า เป็นเรื่องง่ายๆ ถึงไม่ต้องเสี่ยงกับกระสุนปืนที่ไหน

อาจไม่ได้โอเวอร์จนเกินไป หากจะเปรียบเทียบการต่อสู้เพื่อเรียกร้อง ‘สิทธิ’ และ ‘ความเท่าเทียม’ ของเหล่ากะเทยไทยตลอดจนบุคคลข้ามเพศทั้งหลายว่า ไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่สนามรบ เพียงแต่แทนที่จะรบกับศัตรูผู้คุกคาม สงครามครั้งนี้กลับมีเป้าหมายที่การลบล้าง ‘อคติ’ ในใจคน

และแม้ที่ผ่านมา เราจะได้เห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นของสังคมที่มีใจเปิดกว้าง ขณะเดียวกัน หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนจำนวนไม่น้อยก็ได้ทลายกรอบกำแพงกั้นเพื่อความเท่าเทียมกันของบุคคล แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ที่ยืน” ของบุคคลเหล่านี้ ก็ยังไม่เท่าเทียมกันกับบุคคลอื่นอย่างแท้จริง!

สำคัญที่เริ่ม ก้าว

คุณเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้บ้างไหม ?

..ตัดนิ้วชี้เพื่อให้เหนี่ยวไกปืนไม่ได้, เอานมข้นหวานหยอดหูเพื่อให้เป็นหูน้ำหนวก, ฉีดน้ำเกลือเข้าอกเพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ฯลฯ แม้จะดูสิ้นคิดไปนิด แต่อาจเชื่อได้ว่า มีบุคคลที่ใช้วิธีการข้างต้นกับตัวเองจริง เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงให้ไม่ต้องเข้าเกณฑ์ของการเป็น “ทหาร”

“เรื่องราวเหล่านี้ที่เขียนลงคู่มือ เป็นการเตือนบุคคลข้ามเพศว่า อย่าทำแบบนี้ เพราะเคยได้ยินเคสแบบนี้มา แต่ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด” เจษฎา แต้สมบัติ หรือ โน้ต ผู้อำนวยการบริหาร โครงการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เอ่ยถึงเรื่องราวที่ปรากฏเป็นคำเตือนบนคู่มือ เมื่อดิฉันต้องเกณฑ์ทหาร ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยหวังจะสร้างการตระหนักรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนให้กับกะเทย ตลอดจนบุคคลข้ามเพศอื่นๆ เมื่อถึงคราวต้องไปเข้ารับการเกณฑ์ทหาร

ก่อนจะเล่าย้อนไปว่า ในอดีตเมื่อ 6 - 7 ปีที่ผ่านมา ปัญหากะเทยที่ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปีแล้วปีเล่าที่เหล่าบุคคลข้ามเพศต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารพร้อมๆ กับรับสภาพการถูกดูหมิ่น เหยียดหยามด้วยทั้งคำแซว การพูดจาแทะโลม ใช้ให้คอยบริการเสิร์ฟน้ำ นวด หรือรุนแรงกว่านั้น คือ การขอดูหน้าอกในที่สาธารณะ ขอดูอวัยวะเพศที่แปลงแล้ว จนถึงการข่มขู่ขอมีเพศสัมพันธ์ เพียงเพื่อสนองความสนุกของบุคคลบางกลุ่ม และถือเป็นปัญหาที่บุคคลข้ามเพศต้องพบเจอมาตลอด

แต่นั่นก็ยังไม่สาหัสเท่าการประทับตรา โรคจิตถาวร ลงในใบ “สด.43” หนังสือราชการที่เป็นเครื่องยืนยันว่า บุคคลได้ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วเรียบร้อย ซึ่งแม้พวกเขาจะได้รับการยกเว้น แต่เหตุผลที่ระบุลงในเอกสารชิ้นดังกล่าวกลับใช้คำว่า “โรคจิตถาวร” ที่นอกจากจะกระทบจิตใจเจ้าตัวอย่างแรงแล้ว ตราประทับนี้ยังเป็นเหมือนรอยด่างในชีวิตที่อาจส่งผลไปยังเรื่องอื่นๆ อาทิ การสมัครงาน เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ จะนั่งก้มหน้ารับสภาพต่อไปเรื่อยๆ ก็คงไม่เข้าท่า สามารถ มีเจริญ หรือ น้ำหวาน จึงเป็น “ผู้กล้า” ที่ลุกขึ้นมาฟ้องกระทรวงกลาโหมต่อศาลปกครองในกรณีการตีตราข้างต้นว่า ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2549

หลังการเรียกร้อง และต่อสู้ที่ยาวนานกินเวลากว่า 6 ปี ปัจจุบันการเริ่มต้นเล็กๆ ของน้ำหวานได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ต่อคนข้ามเพศในรุ่นต่อมาให้ไม่ต้องทนรับกับคำว่า โรคจิตถาวรอีกต่อไป โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงคำที่ระบุการยกเว้นในใบ สด.43 จากคำว่า “โรคจิตถาวร” เป็น “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” โดยเริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่ครั้งแรกในการเกณฑ์ทหารในเดือนเมษายน พ.ศ.2555

 

นับหนึ่ง ต้องมีสอง

คำว่า “โรคจิตถาวร” ในกฎกระทรวงฉบับที่ 74 ของ พรบ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ไม่ได้ให้คำนิยามไว้ แต่หากแปลตามความหมายของคำว่าโรคจิตถาวรตามความเข้าใจของคนทั่วไปที่นิยามไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 จะหมายถึงโรคทางจิตที่มีความผิดปกติของความรู้สึก ความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรมอย่างแรงถึงขนาดคุมสติไม่อยู่ เช่น มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน วิกลจริต และถ้าตีความตามศัพท์เฉพาะในทางวิชาการของกรมสุขภาพจิต จะหมายถึง โรคที่มีความผิดปกติทางด้านจิตใจและอารมณ์ หรือคนทั่วไปมักเรียกว่าคนบ้า คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ลงวันที่ วันที่ 13 กันยายน 2554 จึงสรุปว่า การที่ผูองคดีมีเพศกําเนิดเปนชายแตมีเตานมแบบสตรีและมีบุคลิกลักษณะเปนหญิง ยังมิใชอาการที่แสดงออกถึงความผิดปกติทางความคิด อารมณหรือพฤติกรรมอยางแรงถึงขนาดคุมสติไมอยู เชน มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน หรือวิกลจริต

“จริงๆ ไม่ได้ทำแค่เพื่อตัวเอง แต่เราทำเพื่อเพื่อนพี่น้องเราด้วย บางคนเค้าได้ใบสด.43 ที่เขียนระบุคำว่า โรคจิตถาวรลงไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ จะไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับ ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหามาก นอกจากเรื่องการสมัครงานแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาจากคำว่า โรคจิตถาวรอีก เช่น ด้านจิตใจ และเรื่องทางกฎหมายต่างๆ พอเจอคำว่าโรคจิตถาวรเข้าไปทางกฎหมายระบุก็จะคิดว่าเราจะเป็นโรคจิตจริงๆ” น้ำหวานเล่าถึงชัยชนะหลังการต่อสู้

รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานโครงการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้อธิบายให้ฟังว่า ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 ได้กำหนดไว้ให้ชายไทยทุกคนเมื่ออายุถึงเกณฑ์ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งตรงนี้สร้างปัญหาทางด้านจิตใจให้กับกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า กะเทยเนื่องจากร่างกายแม้จะเป็นชายแต่จิตใจนั้นเป็นหญิง เพราะพื้นที่การเกณฑ์ทหารนั้นเป็นพื้นที่ของผู้ชายจริงๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเข้ากระบวนการเกณฑ์ทหารนั้น คือ การที่ใบสด.43 ระบุให้บุคคลข้ามเพศที่ได้รับการยกเว้นว่า มีปัญหาทางจิตโดยใช้คำว่า “โรคจิตถาวร” ซึ่งเป็นการกำหนดชีวิตของคนกลุ่มนี้ไปโดยปริยาย

จากข้อมูลสองปีที่แล้วที่ทางพี่ๆ ทหารช่วยเก็บ คนที่ถูกระบุว่า มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดมีประมาณ 900 กว่าคนในแต่ละปี นั่นแปลว่า หนึ่งเจเนอเรชั่นมีคนที่ถูกระบุ 900 กว่าคนที่เข้าสู่ระบบราชการที่เป็นสาวประเภทสอง นี่ยังไม่นับรุ่นอื่นที่ยังไม่เข้าถึงหรือรุ่นอื่นที่ไม่ได้ใช้คำนี้ในการระบุ

อย่างไรก็ตาม.. แค่หลุดออกจากการจัดให้เป็น ‘โรคจิตถาวร’ คงยังไม่พอ เพราะในเมื่อกฎหมายระบุชัดว่า พวกเขาต้องมาแสดงตัวเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหารเฉกเช่นชายไทยทุกคน การเข้าร่วมเกณฑ์ทหารอย่าง “มีศักดิ์ศรี” จึงถือเป็นภารกิจที่เหล่านักสู้หัวใจสีรุ้งต้องยึดถือไว้ให้มั่น!

“มีการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือไปแล้ว มีการดูแลน้องๆ กะเทยที่จะต้องเข้ารับเกณฑ์ มีการปฏิบัติที่ดีมากขึ้น ดูแลดีขึ้น ให้เกียรติมากขึ้น แต่กองเชียร์ (ผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์) ก็ยังมีส่วนละเมิดอยู่ เวลาสาวประเภทสองเข้าไปรับการเกณฑ์ทหาร จะมองว่า เป็นตัวตลก กลายเป็นรอดูว่า ปีนี้จะสวยแค่ไหน พี่ๆ สื่อเองก็เอาตรงนี้ไปนำเสนอ ซึ่งมันยิ่งเป็นการผลิตภาพซ้ำ ทำให้มีอคติมากขึ้นในสังคม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายที่เราจะเปลี่ยนแปลงต่อไป” รณภูมิ เอ่ยถึงสิ่งที่ได้พบระหว่างการลงสังเกตการณ์ตามสถานที่เกณฑ์ทหารต่างๆ

เพราะทางฝั่งทหารเองก็ได้มีการปรับตัวพอสมควรโดยเฉพาะภายหลังจากการปรับใช้หลักเกณฑ์ใหม่ โดย พันเอก ไตรจักร์ นาคะไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เผยถึงขั้นตอนใหม่ว่า เมื่อมีบุคคลข้ามเพศเข้ามารับการเกณฑ์ทหาร ทางหน่วยงานฯ จะกำหนดเป็น บุคคลประเภทที่ 2 โดยใช้ลักษณะระบุว่า เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการสั่งการให้นโยบายไปยังหน่วยเกณฑ์ทั่วประเทศว่า ในวันเกณฑ์ฯ ถ้ามีบุคคลซึ่งมีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิดมา ก็ขอให้ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นเสมือนสุภาพสตรี

กำหนดไว้เลยว่า จะต้องมีเก้าอี้ให้นั่ง ต้องไม่มีการใช้คำพูดไม่เหมาะสม แม้กระทั่งการตรวจร่างกายก็ต้องตรวจในห้องลับเท่านั้น และมีสามท่านเท่านั้นที่มีสิทธิขอตรวจ ( ประธานกรรมการคัดเลือก, แพทย์ประจำหน่วยคัดเลือก และกรรมการสัสดีจังหวัด) ส่วนใครที่เคยได้รับคำระบุใน สด.43 ด้วยคำว่า โรคจิตถาวร ก็สามารถนำมาขอเปลี่ยนได้ พ.อ. ไตรจักร์ กล่าว

แม้ตอนนี้ปัญหาในเรื่องของการเกณฑ์ทหารได้รับการแก้ไขไปอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว แต่ปัจจุบันสังคมยังไม่ให้การยอมรับกลุ่มบุคคลที่ถูกเรียกว่า “บุคคลที่มีสภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” เท่าที่ควร นี่จึงเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นและชัยชนะที่สำคัญในการทำให้สังคมตระหนักว่าบุคคลข้ามเพศมีสิทธิความเป็นมนุษย์เท่ากับเพศอื่นๆ ทำให้โลกเห็นว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่สองเพศเท่านั้น

“ตอนนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังจะเป็นเจ้าภาพหลักในการช่วยผลักดันกฎหมายการรับรองเพศสภาพ และทางเรากำลังผลักดันแก้ไขเอกสารคำนำหน้านามเช่นการเพิ่มคำว่าคุณ การเปลี่ยนคำนำหน้าของบุคคลข้ามเพศ และเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน” รณภูมิร่ายยาวถึงภารกิจที่รออยู่

เพราะยังมีงานรอตรงหน้าอีกมาก ระหว่างศึกแห่ง ศักดิ์ศรีเพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศของพวกเขา

 

###

เมื่อดิฉันต้องเกณฑ์ทหาร

เมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ขอให้ทำตามขั้นตอนของการเกณฑ์ทหารทั่วไปที่ต้องขึ้นทะเบียนทหารกองเกิน ณ ที่ว่าการอำเภอของภูมิลำเนา จนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ให้ไปที่เดิมอีกครั้งเพื่อรับหมายเรียกไว้

ขั้นตอนสำคัญ คือ ก่อนจะถึงวันเกณฑ์ทหารประมาณ 3 สัปดาห์ (ปกติจะเกณฑ์ทหารช่วงวันที่ 1-12 เมษายน ของทุกปี) ต้องไปขอหนังสือรับรองผลตรวจสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อยืนยันความเป็น “กะเทยตัวจริง” ซึ่งขอได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่มีแผนกจิตเวช

อย่าลืมแจ้งวันที่ต้องใช้หนังสือหรือวันเกณฑ์ทหารให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย จะได้ไม่พลาด

ในวันจริง ให้พกเอกสารไปอย่างมั่นใจ ใส่ชุดให้ทะมัดทะแมง (ไม่แต่งหญิง) เมื่อถึงเวลาตรวจร่างกาย สามารถร้องเรียนได้ทันทีหากพื้นที่ตรวจร่างกายไม่มิดชิด, ถูกใช้ให้เสิร์ฟน้ำ นวด เต้นสร้างความบันเทิง หรือถูกสั่งให้ถอดเสื้อ ก็สามารถปฏิเสธได้ ให้จำไว้ว่า มีเพียงคณะกรรมการคัดเลือกที่มีอำนาจ 3 คนเท่านั้น คือ ประธานกรรมการคัดเลือก แพทย์ประจำหน่วยคัดเลือก และกรรมการสัสดีจังหวัด ที่จะมีสิทธิตรวจร่างกาย หรือสั่งให้ถอดเสื้อ ซึ่งต้องทำในที่มิดชิดเท่านั้น

เมื่อเช็คเอกสารแล้วว่า เอกสารแสดง “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” ถูกต้อง ก็จะพ้นจากการเกณฑ์ทหาร แต่หากจับพลัดจับผลูต้องไปจับใบดำใบแดง แล้วเกิดได้ใบแดง ให้รีบนำเอกสารไปยื่นอุทรณ์ต่อคณะกรรมการคัดเลือกทันที ห้ามกลับบ้านก่อนเด็ดขาด!!

ข้อปฏิบัติสำหรับ พี่ๆ ทหาร ในวันเกณฑ์ทหาร ให้หลีกเลี่ยงการซุบซิบนินทา การสอบถามเรื่องราวที่มากเกินไป เช่น แปลงเพศหรือยัง ไม่ใช้คำเรียกว่า “นาย” แต่ให้ใช้คำว่า “คุณ” แทน ไม่ใช้ให้ทำอะไรที่เรียกเสียงฮา แล้วเวลาตรวจร่างกาย อย่ารวมกันมาตรวจหลายคน แอบจับก้น หรือขอดูหน้าอก โดยเด็ดขาด

แล้วอย่าลืมด้วยว่า “การเป็นกะเทยไม่ได้ขึ้นกับการแสดงออกภายนอกแต่ขึ้นอยู่กับจิตใจภายใน”

ที่มา : คู่มือเมื่อดิฉันต้องเกณฑ์ทหาร โดยเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย