ตึกสูงในกรุงเทพฯ มีรูปทรงแตกต่างกันออกไปและเกิดขึ้นรวดเร็วมากกว่าต้นไม้เสียด้วยซ้ำ
ผมยืนมองดูแล้วถึงกับอึ้งกับความแปลกตาของสถาปัตยกรรมในยุคนี้สมัยนี้ ทว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมเวลานี้กลับเป็นสถาปัตยกรรมโบราณยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่ตึกสูงเหล่านั้นไม่อาจเทียบคุณค่าและความสวยงามได้ นั่นคือ พระที่นั่งวิมานเมฆ
ด้วยกฎการเข้าชมภายในพระที่นั่งวิมานเมฆที่ไม่สามารถนำโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป และสัมภาระเข้าไปได้ ผมจึงต้องฝากทุกสิ่งไว้ในตู้ล็อคเกอร์ที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งมีตู้ให้เช่าในราคา 20 บาท ส่วนตู้ขนาดใหญ่ราคา 30 บาท ครั้งนี้จึงถือเป็นการเข้าชมที่เบาตัวมาก เพราะไม่ต้องมีข้าวของพะรุงพะรัง ส่วนในเรื่องของการแต่งกายนั้นต้องใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด สุภาพ และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชมภายในอาคาร
พระที่นั่งวิมานเมฆเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีต ได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบวิคทอเรียนตะวันตก องค์พระที่นั่งเป็นรูปตัวแอล(L) คือ สร้างเป็นรูปสองแฉกตั้งฉากกัน เป็นอาคาร 3 ชั้น เฉพาะส่วนที่ประทับเรียกว่า “แปดเหลี่ยม” มี 4 ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมด และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลายที่เรียกว่าขนมปังขิง ทรงกำกับการออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
การเดินชมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่มาบรรยายให้ฟังโดยละเอียดเกี่ยวกับพระที่นั่งวิมานเมฆ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่สวนและนาระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจรดคลองสามเสนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดสร้างเป็นอุทยานสถานแห่งนี้ว่า “สวนดุสิต” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระที่นั่งถาวรองค์แรก คือ พระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อพุทธศักราช 2443 โดยทรงให้รื้อย้ายพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์จากพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง มาปลูกสร้างขึ้นใหม่ และแปรพระราชฐานจากพระบรมมหาราชวังมาประทับเป็นการถาวรเป็นเวลา 5 ปี เมื่อการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานเสร็จสมบูรณ์ทรงย้ายไปประทับจวบจนเสด็จสวรรคต
ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เสด็จฯ มาประทับ และย้ายไปประทับที่พระตำหนักในสวนหงส์ เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต นับแต่นั้นมาพระที่นั่งวิมานเมฆก็ถูกปิดร้างและทรุดโทรมตามกาลเวลา
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะซ่อมแซมหลายครั้งและใช้เป็นเพียงสถานที่เก็บราชพัสดุของสำนักพระราชวังตลอดมาถึง 50 ปี จวบจนในรัชกาลปัจุบัน ซึ่งเป็นปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงขอพระบรมราชานุญาตซ่อมแซม เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประชาชนได้เข้าชมเพื่อเป็นประโยชน์
ภายในอาคารมีทั้งหมด 81 ห้อง แต่จัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม 31 ห้อง ผมเดินชมอย่างเพลิดเพลิน ได้สัมผัสสิ่งล้ำค่าด้วยสายตา บางห้องยังคงมีกลิ่นอายและบรรยากาศคล้ายในอดีต เช่น หมู่ห้องพระบรรทม ท้องพระโรง ห้องสรง และหมู่ห้องสีชมพู เป็นต้น ห้องต่างๆ จัดแสดงศิลปวัตถุแยกตามประเภท แบ่งออกเป็นชุดต่างๆ 5 สีด้วยกัน คือ สีฟ้า เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช ซึ่งแต่ละห้องมีความงดงามอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ขรึมขลังน่าชม
ภายในพระที่นั่งวิมานเมฆนั้นเต็มไปด้วยโบราณวัตถุมากมาย มีศิลปวัตุหลากหลายชิ้นที่มีความสำคัญและหาชมได้ยากเป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่น ชุดชากระเบื้องหุ้มเงิน จานกระเบื้องและถ้วยกาแฟลายทอง ตลับยานัตถุ์ หีบพระโอสถมวนทองคำ ฯลฯ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ผมเอ่ยถามอย่างสงสัย เจ้าหน้าที่ก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องซักไซ้มากนัก
ในส่วนห้องสีเขียว เป็นห้องเครื่องเงินจากประเทศจีน เก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมาก มีความพิเศษใช้เป็นเครื่องทดสอบการลอบวางยาพิษในสมัยก่อน จากนั้นก็เป็นห้องเครื่องเคลือบที่ประทับตรา จปร. และเป็นห้องโลหะ ห้องเขาสัตว์ที่มีสารพัดให้ได้ชมกัน
ผมก้าวขึ้นไปยังชั้นสองตามเจ้าหน้าที่อย่างช้าๆ จนถึงห้องทรงงานของรัชกาลที่ 5 และชั้นสามเป็นห้องบรรทมที่อยู่สูงสุด จากนั้นจึงเดินลงมาที่ห้องสีงาช้าง ซึ่งเป็นห้องท้องพระโรงที่มีความสวยสดงดงามที่สุด สามารถนั่งอธิษฐานและก้มกราบ 1 ครั้งแบบไม่แบมือ เพื่อเป็นการถวายพระพรรัชกาลที่ 5 โดยเป็นการนั่งกับพื้นเพื่อชมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สลับกับเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่อย่างเพลิดเพลิน
นอกจากนี้แล้วยังมีร่องรอยจารึกจากการทิ้งระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฝากรอยไว้บนเพดานและที่พื้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้ทำความเสียหายมากนัก เพียงแค่มีรอยไหม้เล็กน้อยให้เห็น ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก จากนั้นผมก็เดินลงมาชั้นล่างเพื่อชมห้องอัลบั้มภาพและห้องดนตรี
ด้านหลังของบริเวณนี้เป็นหมู่เรือนไทยกลางน้ำ เรียกว่า “เรือนต้น” ทรงใช้สำหรับให้เพื่อนต้นได้เข้าเฝ้า ซึ่งเพื่อนต้นนี้จะเป็นสหายที่เป็นราษฎรเพื่อพบปะพูดคุย นอกจากนี้แล้วยังทรงใช้คุยงานต่างๆ อีกด้วย บริเวณโดยรอบสงบร่มรื่น บรรยากาศดีและดูเป็นกันเองมาก ทว่า ไม่สามารถเข้าชมด้านในได้ ผมจึงยืนชมแต่เพียงด้านนอกเท่านั้น
สำหรับการเดินชมพระที่นั่งวิมานเมฆแม้จะใช้เวลาไม่นาน บางช่วงเจ้าหน้าที่อาจอธิบายเร็วไปบ้าง แต่ก็ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน เป็นอีกหนึ่งครั้งที่สร้างความประทับใจสำหรับผม
ส่วนใครที่อยากเข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆ ที่นี่เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30 – 16.30 น. และให้เข้าชมเป็นรอบๆ ทุกครึ่งชั่วโมง มีบรรยายทั้งทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2628 6300
ผมแนะนำว่า คนไทยควรหาเวลาเข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆดูสักครั้ง เพราะที่นี่มีทั้งสิ่งของที่หาดูยาก และเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น และความงดงามอย่างไทย ลองเข้าไปเดินชมเพลินๆ เชื่อว่าคุณจะได้ความรู้ที่จะทำให้ภาคภูมิใจในสถาปัตยกรรมและความเป็นไทยอย่างแน่นอน





