เรื่องเล่าจาก ‘คนหลังเขื่อน’ ที่แม้จะอยู่ริมน้ำพอง ทว่าได้แต่นั่งมองสายน้ำไหลผ่านตาปริบๆ และปล่อยให้พืชผักเหี่ยวเฉา แปลงปลูกโล่งเตียน
แม้จะมีเสียงหัวเราะแต่แววตากลับไม่ฉายแววความสุขแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะที่ได้ยินเป็นขันขื่น เสมือนยอมก้มหน้ารับชะตากรรมของ คำพัน จันทะสี เกษตรกรวัย 67 ปี ชาวบ้านหนองแต้หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่กำลังนั่งมองปลักน้ำที่หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยบริเวณกลางบ่อเลี้ยงปลา จากที่เคยเป็นบ่อขนาดใหญ่ กว้าง 10 เมตร ยาว 40 เมตร ลึกเกือบ 3 เมตร มีน้ำอยู่เต็ม แต่ตอนนี้น้ำที่เหลือขุ่นข้นและสูงกว่าตาตุ่มเพียงเล็กน้อย
บ่อปลานี้ ลุงคำพันได้ลงเงินไปสองหมื่นบาทซื้อลูกปลามาปล่อยลงบ่อเมื่อก่อนหน้าหนาวปีกลาย แต่ราวเดือนตุลาคม เขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งอยู่เหนือหมู่บ้านขึ้นไปก็หยุดปล่อยน้ำ แม้ชาวบ้านจะพยายามทำเรื่องขอไปทุกหน่วยงานแต่ก็ไม่ได้น้ำมาสักหยด
เมื่อน้ำในบ่อลดลงจนแห้ง ปลาในบ่อส่วนหนึ่งจึงต้องระบายออก บ้างก็ถูกจับขึ้นแจกจ่ายขายไปในราคาถูกๆ ส่วนปลักที่ยังพอเหลือน้ำซึ่งอาศัยน้ำบาดาลขนาดเล็กก็พอจะใช้เลี้ยงชีวิตปลาที่เหลืออยู่ ทั้งปลานิล ปลากราย ปลายี่สก ปลาช่อน แต่ก็ไม่รู้จะรอดไปได้อีกสักกี่วัน โดยเฉพาะช่วงนี้ ตอนกลางวันแดดจ้าแผดเผา จึงต้องทำเพิงโดยใช้ก้านมะพร้าวมาบังแดดเพื่อป้องกันน้ำร้อนจัด
ลุงคำพันเล่าอีกว่า ตั้งแต่เกิดมาปีนี้สาหัสที่สุด ไม่เคยเจอปัญหาแล้งหนักขนาดนี้ และไม่ใช่แค่บ่อปลาที่เจอปัญหา เพราะแม้แต่แปลงพืชผักสวนครัวที่อยู่ใกล้ๆ กันก็หมดสภาพไปด้วย
“นาปรังงดมาได้สองปีแล้ว เพราะเข้าใจสภาพน้ำฝนก็ไม่มี น้ำก็มีจำกัด ก็ปรับมาปลูกพืชน้ำน้อยเพื่อเสริมรายได้ ปลูกแตงโม แตงไทย ข้าวโพด แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ทั้งแตงโม และแตงไทยแคระแกร็น แปลงผักตาลปัตรฤาษี (ผักก้านจอง) ที่เคยสร้างรายได้วันละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท ก็แห้งสนิท พริกที่เพาะไว้ก็ยังคงอยู่ในหลุมถาด ไม่รู้จะลงดินทำไมในเมื่อไม่มีน้ำรด มะม่วง มะพร้าว ออกผลก็เหลืองหมด มะนาวก็ออกน้อย เก็บขายได้บ้างแบ่งปันกันบ้างพอได้กินแต่ไม่เหลือพอขาย” ลุงคำพันระบาย และอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงการที่เขื่อนไม่ปล่อยน้ำมาเลย เพราะสำหรับเขา ขอแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้นก็จะพอประทังชีวิตได้
“ตื่นขึ้นมาในแต่ละวันต้องมานั่งดูความแห้งเลี้ยง ความเหี่ยวเฉา และรอให้ปลาตายไปทีละน้อย ทีละน้อย ทั้งที่บ้านเราอยู่ริมฝั่งแม่น้ำพองแท้ๆ”
ทั้งๆ ที่อยู่ติดน้ำ แต่ลุงคำพัน รวมถึงชาวบ้านละแวกนี้ ต่างก็ได้แต่นั่งมองน้ำไหลผ่านไปตาปริบๆ เพราะน้ำที่เคยได้ใช้ก็ต้องงดเพราะมีคำสั่งของทางการต้องมีน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เพื่อโรงงานอุตสาหกรรม และเพื่อการผลิตน้ำประปาให้กับคนในเมือง
น้ำไหล แต่นาแล้ง
"ชาวบ้านหนองแต้รู้สึกหดหู่ เศร้าใจที่สุด ได้แต่นั่งมองน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้าน เห็นระดับน้ำไม่ได้แตกต่างจากปีที่แล้ว ทั้งที่พื้นที่อื่นที่อยู่ไม่ห่างออกไปจากตำบลบ้านดง และยังอยู่เหนือเขื่อนชลประทานหนองหวายมีการสูบน้ำผ่านระบบไฟฟ้าจากเครื่องสูบน้ำป้อนให้กับชาวบ้าน.. ทำไมเขาทำได้ ?
น้ำพองตอนนี้ไม่ได้เลี้ยงชีวิตคนลำน้ำพองแล้ว ทั้งที่ชีวิตคนมีค่าเท่ากัน ส่วนการรักษาระบบนิเวศนั้นเข้าใจเพราะระบบนิเวศของลำน้ำพองไม่แตกต่างกับระบบนิเวศชีวิตของคนริมฝั่งน้ำพอง อยากให้ทางการใส่ใจให้ความสำคัญชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้ายเขื่อนบ้าง"ไพบูลย์ บุญลา วัย 62 ปี ชาวบ้านหนองแต้หมู่ 6 สะท้อนความคิด พร้อมๆ กับมองการไหลไปของลำน้ำพองที่อยู่ข้างบ้านเขาอย่างหดหู่ใจ
ขณะที่ เลี่ยน ศรีจันทร์ ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับเครื่องสูบน้ำแต่มีที่ปลูกพืชผักและที่ทำนาปรังตามเส้นทางคลองน้ำเพื่อการเกษตร ก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน แม่เลี่ยนระบายความเศร้าใจที่ต้องตื่นมามองเห็นว่ามีน้ำพองไหลเอื่อยที่หน้าบ้าน แต่ไม่สามารถใช้ได้
“ไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งที่เห็นเครื่องสูบน้ำ เห็นน้ำในลำน้ำพอง แต่ไม่เดินเครื่องสูบน้ำให้กับชาวบ้าน รู้ว่า ถัดไปจากตำบลบ้านดงมีอีกหลายตำบลที่มีการสูบน้ำให้กับชาวบ้านได้ประกอบอาชีพ” นางเปรยอย่างท้อแท้ใจ
ตลอดระยะทางของคลองส่งน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับทำการเกษตร กินความยาวประมาณสามกิโลเมตรเศษ จากบ้านหนองแต้ไปจนถึงบ้านขุนด่าน สามารถป้อนน้ำให้กับการเกษตรได้กว่าสามพันไร่ สร้างรายได้ให้กับเกษตรในช่วงฤดูแล้งโดยเฉพาะปลูกข้าวนาปรัง และยังมีแปลงพืชผักเก็บขายมีรายได้ทุกวันเฉลี่ยสามถึงห้าร้อยบาท บางคนทำหลายอย่างก็ได้มากกว่าวันละหนึ่งพันบาท แต่วันนี้รายได้ที่เคยได้กลับหดหาย นาปรังงดไปแล้วสองปี และยังมาซ้ำเติมพืชผักขาดน้ำผลผลิตเสียหาย
เมื่อความแล้งคุกคามอย่างหนัก ชาวบ้านทำได้แค่นั่งนับวันรอว่า เมื่อไหร่จะมีน้ำ ขณะที่รายจ่ายก็มีทุกวัน รายได้ไม่มีเข้ามา หนำซ้ำยังติดลบจาก “หนี้” ที่ลงทุนไป อย่างตัวลุงคำพันเอง แล้งรอบนี้ลุงบอกว่า หมดทุนไปฟรีๆ ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นบาทเลยเดียว
"ก่อนหน้าได้ขายวัวที่เลี้ยงไว้ 6 ตัวไปจนหมด อยากดูแลก็ทำไม่ได้ เพราะแม้แต่น้ำยังไม่มีให้วัวกิน หญ้าก็ไม่มีให้กิน จะต้องไปเกี่ยวหญ้าก็ต้องไปไกลๆ อายุก็มากแล้วทำไม่ไหว และไม่อยากเห็นวัวต้องมาผอมโซจนป่วยหรือตายไป จึงจำเป็นต้องขายจนหมด”ลุงคำพันบอกทิ้งท้ายอย่างหดหู่
อดทน เพราะจนใจ
“ไม่รู้ว่าจะลำบากอีกนานแค่ไหน เพราะรายได้จากนาปรังปีละสองสามแสนถือว่าเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว และนำไปชำระหนี้ธ.ก.ส.ปี ปีละเกือบเจ็ดหมื่นบาท ปีที่แล้วยังพอถูไถได้แต่ปีนี้ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย เดือนหน้าก็ต้องจ่ายแล้ว” ลุงไพบูลย์เปรย
และไม่วายตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาของผู้บริหารบ้านเมือง เพราะก่อนหน้านี้ได้รวมตัวกันทำหนังสือขอให้สูบน้ำมาให้เพื่อกักเก็บในบ่อ โดยขอแค่เดือนละสองครั้งเท่านั้น แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบสนอง เพราะทางผู้ดูแลหรืออบต.บอกว่ามีคำสั่ง “ห้ามสูบน้ำโดยเด็ดขาด”
“บางคนถามว่า ทำไมไม่สูบน้ำใช้เอง ทำไมต้องรอเครื่องสูบน้ำของอบต.ด้วย ชาวบ้านบอกว่า นอกจากไม่มีเงินทุนแล้ว ยังเห็นว่าคนที่ทำแบบนั้นเป็นการเอาเปรียบคนอื่น เพียงแต่ให้ทุกคนมีกติการ่วมกัน” ลุงไพบูลย์ ตอบคำถามที่อาจคาใจใครบางคน
เช่นกันกับ ส.ต.อ.สมัย สายอ่อนตา สมาชิกอบต.บ้านดง ซึ่งเป็นผู้บริหารที่จะต้องแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน บอกว่า พยายามผลักดัน พยายามเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้าน เข้าใจว่าผู้บริหารเกรงกลัวว่าบิลค่าไฟที่เปิดเครื่องสูบน้ำจะแสดงถึงการฝ่าฝืนแต่ชาวบ้านเดือดร้อนจนถึงขนาดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งแล้วที่จะต้องตัดสินใจ และให้ทางจังหวัดอนุญาตที่จะให้มีการเปิดเครื่องสูบน้ำให้กับชาวบ้าน ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ไม่มากจนเกินไป
ปีที่ผ่านมาระดับน้ำในลำน้ำพองก็อยู่ในระดับนี้ เมื่อถึงระดับน้ำลดลงชาวบ้านได้ลงแรงกันขยับเครื่องสูบถึงสองครั้ง และสูบน้ำให้กับชาวบ้านได้ แต่ปีนี้ก็ยังไม่ได้ทั้งที่ชาวบ้านที่นี่เสียสละทั้งที่อยู่อาศัยที่ต้องขยับจากแม่น้ำพองลงมา ประกอบอาชีพการเกษตรการประมงเป็นหลัก แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับไม่ได้รับการดูแล
“ชีวิตของคนที่นี่ก็ต้องมีระบบนิเวศที่ดีเช่นเดียวกัน ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้ทำอาชีพทำสิ่งที่คุ้นเคย ก็หมายถึงระบบนิเวศชีวิตก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ความหดหู่ของชาวบ้านทำให้ความมีชีวิตชีวาหายไป จากทุกเช้าต่างก็กระตือรือร้นที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ ออกไปดูแลพืชผัก ได้พบปะกันพูดคุยกันชื่มชมผลผลิต และเก็บรายได้วันละเล็กละน้อย แต่ตอนนี้วิถีนี้ได้ถูกหักถอนลง ต่างก็ตื่นขึ้นมาดูความเศร้าหมอง ไม่มีแรงกระตุ้น อย่างนี้ชีวิตของคนลำน้ำพองโดยเฉพาะบ้านหนองแต้ ที่เคยอุดมสมบูรณ์ได้เปลี่ยนไป ความมีชีวิตชีวาของคนในหมู่บ้านแทบจะไม่มีให้เห็น ชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องของน้ำ เรื่องของผลผลิต เรื่องของความทุกข์ใจ ทั้งที่น้ำพองไหลอยู่หน้าบ้านแท้ๆ แต่เอามาใช้ไม่ได้เลย” สิบตำรวจเอกสมัย บอก
ในขณะที่ นิติธร ชาญวิรัตน์ ปลัด อบต.บ้านดง เป็นอีกคนที่แสดงเจตนาถึงความพยายามที่จะผลักดันให้ชาวบ้านได้น้ำใช้ ให้มีการเปิดเครื่องสูบน้ำ แต่การใช้น้ำในแม่น้ำพองโดยการสูบด้วยเครื่องสูบต้องเป็นไปตามกติกาตามกฎหมายหรือได้รับการอนุมัติจากทางจังหวัด แต่เมื่อมีคำสั่ง “ไม่ให้มีการสูบน้ำตลอดทั้งลำน้ำพอง” ทาง อบต.บ้านดง จึงต้องทำตามกติกา เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่พร้อมกันนี้ ก็ได้ทำเรื่องส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ที่ชาวบ้านได้ยื่นมาไปยังอำเภอและจังหวัดตามขั้นตอน โดยทาง อบต. ก็พร้อมที่จะเป็นผู้ไปชี้แจงถึงความจำเป็นและเดือดร้อนของชาวบ้าน
กระนั้นก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านมากนัก เพราะภาพพืชผักเหี่ยวเฉา แปลงปลูกโล่งเตียน ยังคงตอกย้ำอยู่เบื้องหน้า แม้การยื่นหนังสือครั้งนี้จะได้น้ำมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ตลอดไปหรือไม่ ถ้าได้มาแล้วลงมือปลูกพืชผักใหม่ หากมีคำสั่งให้งดอีก ก็ยิ่งต้องสูญเสียอีกเท่าตัว
ดีที่สุดที่ชาวบ้านริมน้ำพองทำได้ จึงเป็นการอดทน เฝ้ารอ อย่างยอมรับในชะตากรรม!





