การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ ยังมีบางพฤติกรรมที่ถ่ายทอดถึงกันได้
แม้วิทยาศาสตร์จะตอบโจทย์ให้มนุษย์ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางเรื่องต้องถอดรหัสมากกว่านั้น โดยการเชื่อมโยงกับชีวิต สังคม วัฒนธรรมและศาสนา อย่างเรื่องพันธุกรรม ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดยีนดีและยีนด้อยจากพ่อแม่สู่ลูก ยังมียีนโน้มนำส่งต่อไปถึงรุ่นลูก หลานและเหลน อาทิ การติดบุหรี่ ติดพนัน ติดเหล้า ฯลฯ
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
เรื่องนี้ กุมารแพทย์ที่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาอย่างแตกฉาน คุณหมอสุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มีคำอธิบายเรื่อง อกุศลโครโมโซม และโยงไปถึงเรื่อง"ต้นทุนชีวิต แนวคิดเชิงบวก"
"คำว่าต้นทุนชีวิต เป็นคำที่หมอพูด และให้นิยาม เพื่อใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนในการทำงาน แต่มีนักวิจัยบางคน ก็อปปี้คำนิยามของหมอไปใช้ แล้วห้อยชื่อตัวเอง เหมือนเขาเป็นผู้นิยาม และคนที่อ่านเจอก็อ้างอิงจากคนๆ นี้ ซึ่งหมอเห็นแล้ว กำลังจะตามให้แก้ไข เพราะการก็อปปี้งานวิชาการโดยไม่อ้างอิง ไม่รู้ว่าใช้จิตสำนึกส่วนไหนทำ "
ก่อนอื่นให้คุณหมออธิบายคำว่า อกุศลโครโมโซม สักนิด ?
ตอนไปร่วมวงสนทนากับท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถาน ท่านพูดคำว่า กุศลเซลล์ คือ เซลล์ใฝ่ดี ทำให้เกิดพลังบวก เกิดสติ หมอก็เลยอธิบายคำว่า อกุศลโครโมโซม ปัจจุบันการถ่ายทอดพันธุกรรมที่เราเรียกว่า เอพิเจเนติก (epigenetics-การเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกของยีนที่เกิดจากกระบวนการอื่น นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงลำดับดีเอ็นเอ ) ซึ่งเรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับ ยกตัวอย่าง ผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วสูบบุหรี่ สารนิโคติไม่ได้ทำร้ายแค่แม่ ยังผ่านจากรกไปสู่เด็ก แม้เด็กที่ออกมา จะไม่ติดบุหรี่รุ่นนี้ แต่เด็กคนนั้นมียีนโน้มนำในการสูบบุหรี่ พอเขามีลูกก็จะมีแนวโน้มของความเสี่ยงที่ลูกจะติดบุหรี่ แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคน เพียงแต่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ยกตัวอย่างคนที่มียีนโน้มนำของการเป็นเบาหวาน แค่กินหวานนิดเดียว ก็มีโอกาสเป็นเบาหวาน ส่วนอีกคนไม่มียีนโน้มนำเบาหวาน กินหวานเยอะเลย แต่ก็ไม่เป็นเบาหวาน เพราะมียีนโน้มนำเป็นจุดอ่อน และตรงนี้แหละที่หมอพูดถึงอกุศลโครโมโซม
เป็นยีนไม่ดีที่อาจสืบทอดถึงรุ่นหลานและเหลิน ?
ติดเกมกับเสพติดเกม ไม่เหมือนกัน เสพติดเกมคือจมปลักกับเกม วันไหนไม่เล่นเกิดอาการลงแดง เด็กที่เสพติดเกมจะมีพฤติกรรมการเล่นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ พฤติกรรมลักษณะนี้อาจถ่ายทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ อาจไปฝังในโครโมโซมรุ่นลูก แล้วออกอาการในรุ่นหลาน
เหมือนเวลาที่คนเราปะทุอารมณ์ จะมีสารเคมีหลั่งออกมา เวลาสบายใจก็มีสารเอ็นดอร์ฟิน เวลาเราทุกข์ใจ ก็มีสารคอร์ติซอลหรืออะดรีนาลีน ถ้าทุกวันคุณมีแต่สารที่ทำให้ทุกข์ใจ เซลล์ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีลูกหลาน สารพวกนี้ก็ส่งต่อถึงพวกเขา ทำให้เกิดภาวะปะทุอารมณ์ หรือทำไมบางชนเผ่าถ่ายทอดความรุนแรงถึงกันอย่างต่อเนื่อง
จะแก้ไขอกุศลโครโมโซมอย่างไร
ต้องแก้ตั้งแต่เด็ก เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อาหารการกินและการเรียนรู้ที่ดี ให้มีสติปัญญาที่ดี หากถามว่า ถ้าเข้าโครงการจิตประภัสสร ลูกออกมาจะไม่เป็นออทิสติกหรือปัญญาอ่อนใช่ไหม เรื่องนี้หมอไม่มั่นใจ แต่ถ้าในรุ่นลูกของลูก ยีนโน้มนำจะเปลี่ยนไปทางที่ดีไหม หมอคิดว่า เป็นไปได้ เพราะโครโมโซมที่ได้รับการดูแลอย่างดี แม้มันจะไม่เปลี่ยนในรุ่นนั้น ก็อาจจะเปลี่ยนในรุ่นหลาน รุ่นเหลนได้ แต่หมอขอย้ำว่า แค่จิตประภัสสรอย่างเดียวไม่พอ เวลาเด็กคนหนึ่งอยู่ในท้องแม่ ปัจจัยจากแม่มีอิทธิพลต่อเขาทั้งหมด ถ้าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี ให้ความรักความอบอุ่น ให้การเรียนรู้ชีวิต ทั้งสุขและทุกข์ มีทุกข์ก็จัดการได้ นั่นแหละถึงจะเปลี่ยนได้
การเลี้ยงลูกด้วยวิถีพุทธ จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มากน้อยเพียงใด
ช่วยได้อยู่แล้ว หมอเคยสรุปหลักการไว้ว่า ต้องมีธรรมเหล่านี้คือ 1.ธรรมชาติ มนุษย์ต้องเรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ 2.ธรรมะ 3.คุณธรรม 4 วัฒนธรรม แม้อาจจะไม่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาโดยตรง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต เพราะวิถีแห่งธรรมในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องพิธีกรรม เป็นแค่เปลือก ไม่สามารถนำหลักธรรมมากล่อมเกลาจิตใจสู่วิถีการปฎิบัติ ถ้าไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็ไม่เกิด
หมอเองนับถือฮินดู แต่เข้าไปเรียนรู้ทุกศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาไหน วิถีแห่งธรรม คือ การนำหลักธรรมมาสู่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ในพุทธศาสนา พิธีกรรมซ่อนไว้ด้วยนัยยะแห่งธรรม ในอดีตเด็กๆ ไปวัดฟังเทศน์ไม่รู้เรื่องแต่ซึมซับวิถีชีวิตจากความเคยชิน
เหมือนผมเห็นคุณแม่ไหว้พระเช้าเย็น วันเทศกาลแม่บำเพ็ญตบะ กินแต่ผลไม้และน้ำ ถามว่าแม่ผมบังคับให้ทำแบบนั้นไหม ไม่เลยครับ แต่ว่าจูงใจ ซึมซับโดยไม่ต้องสอน คือแม่ทำให้ดู แต่ปัจจุบันหมอไม่เห็นในวิถีพุทธ เพราะวันสำคัญทางศาสนา คนไปเวียนเทียนถือดอกไม้ธูปเทียนอยู่ในมือ แต่ส่วนใหญ่คุยกัน หรือไม่ก็เซลฟี่ ถ้าอย่างนั้นจะซึมซับอะไร คนจะนึกถึงวัดก็ตอนมีทุกข์ มีสุขก็ไม่ค่อยไป หมอคิดว่า การนำหลักธรรมมาสู่วิถีการปฏิบัติยังน้อยไป ทั้งๆ ที่คนเราสามารถชอปปิ้งบุญได้ทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าวัด
ชอปปิ้งบุญในความหมายของหมอเป็นอย่างไร ?
คนเราทำบุญได้ทุกวัน แต่ก็ทำบาปได้ไม่เว้นแต่ละวัน คำว่าชอปปิ้งบุญในความหมายหมอคือ ถ้าคนเรารู้จักดูแลกัน ให้อภัย ใช้หลักธรรม ใช้สติแทนการใช้อารมณ์ รู้จักการให้โอกาสคน ก็ได้บุญแล้ว หมอเองมีโอกาสชอปปิ้งบุญเยอะมาก ถ้ารักษาคนไข้หาย ก็เหมือนทำบุญ หรือคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ก็ชอปปิ้งบุญได้ ถ้าเขาพูดด้วยปิยวาจา บริการดีๆ ทำให้คนอื่นมีความสุข ก็ได้บุญละ เราก็แปลงวิถีแห่งธรรมมาอยู่ในบ้านได้ทุกวัน ทุกๆ เช้าหมอไหว้พระเหมือนที่แม่ทำ ถ้าเราปฏิบัติ ลูกก็เห็น บางเรื่องไม่มีเหตุผลที่ต้องอธิบาย หมอคิดว่า หลักธรรมแนวพุทธค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผล ผูกโยงกับวัฏจักรของชีวิต
การเลี้ยงลูกแบบวิถีพุทธ สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างไร
ตามหลักจิตวิทยา คนเรามีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ตั้งแต่ในท้องแม่ และจะมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอีกส่วนไม่ถูกพัฒนา เพราะคนมี อิด (Id) สัญชาตญาณดิบ แต่ปฎิบัติออกมาเป็นอีโก้ (Ego ) เมื่อมีบรรทัดฐานของสังคม และเราไม่อยากทำตาม ก็เกิดการสู้รบระหว่างสมองส่วนอยากได้อยากมี สุดท้ายปรากฎออกมาตรงกลางคือ อีโก้ นี่คือจิตวิทยาพัฒนาการ ทำให้คนรู้จักตัวเอง ส่วนศาสนาเป็นเครื่องมือทำให้คนพ้นทุกข์
แต่คนมากมาย ก็ไม่เข้าใจหลักคำสอนในศาสนา?
ถ้าจิตวิทยาบอกให้รู้ว่า มนุษย์คิดหรือแสดงออกและถูกพัฒนามาได้อย่างไร หลักศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราลดความอยากได้ อยากมี ก็คือคุณธรรม จริยธรรม เพื่อจัดการกับสมองส่วนหยาบของมนุษย์ ให้มีสติมีเหตุผลดับทุกข์ได้ หลักธรรมทางศาสนาคือ กระบวนการในการดับกิเลส เพื่อทำให้เกิดสมองส่วนบวก และผมก็ดัดแปลงมาเป็นจิตวิทยาพัฒนาการ ยกตัวอย่าง เด็กคนหนึ่งถ้าอยากได้อยากมี ก็หยิบเลย แต่สมองส่วนดีบอกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้เป็นบาป เขาก็ใช้กลไกทางจิตบอกตัวเอง โดยหักห้ามใจตัวเอง บอกกับตัวเองว่า มันไม่ดี ไม่เห็นสวยเลย วิธีการแบบนี้คือจิตวิทยาพัฒนาการ แต่วิธีการที่สมองส่วนดีและไม่ดีทะเลาะกัน แล้วที่สุดสมองส่วนดีชนะ นี่คือ หลักธรรม
ทำไมใช้คำว่า จิตวิทยาพัฒนาการ
ในที่นี่หมอหมายถึงเด็ก ไม่ได้พูดถึงผู้ใหญ่ กว่าเด็กจะรู้ตัวว่านี่คือฉัน นั่นคือแม่ ต้องมากกว่า6 เดือน น้อยกว่านั้นไม่รู้อะไร ใครอุ้มก็หัวเราะหมด ประสบการณ์ที่ผ่านมา จากที่หมอรักษาคนไข้เด็กและวัยรุ่นในคลีนิค เกินครึ่งต้องรักษาผู้ใหญ่ก่อน จำได้ว่า หมอมีโอกาสทำงานขับเคลื่อนกับเด็กๆ และวัยรุ่นเยอะมาก
................
"แรงบันดาลใจของผม"
ผมเกิดในเมืองไทย ตอนที่พ่อป่วยเป็นมะเร็ง หมอที่รักษาพ่อผมนั่งอยู่ในห้องแอร์ และไม่อธิบายอาการป่วยของพ่อให้ฟัง ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็อยากดูแล แต่หมอไม่ได้บอกวิธีดูแล ผมไม่รู้ว่าเมื่อฉายรังสีแล้วภูมิต้านทานจะลดลง แค่เป็นไข้หวัดก็ต้องไปหาหมอ ผมจึงตั้งใจว่า ถ้าผมเป็นหมอ ผมจะไม่เป็นหมอแบบนั้น
จำได้ว่า ตอนพาแม่ไปนั่งเล่นที่สวนลุมฯ ผมมองเห็นคณะแพทย์ฯ จุฬาฯ เห็นคนใส่เสื้อกาวน์เดินไปมา รู้สึกเลยว่า อยากเป็นหมอ นี่คือแรงบันดาลใจของผม
ตอนเด็กๆ ครอบครัวเรายากจน ระหว่างเรียนหนังสือ ผมก็ต้องทำงานกลางคืน เช็คสินค้าที่สะพานปลา ได้นอนไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ตะบี้ตะบันอ่านหนังสือ ผมเป็นเด็กเตรียมอุดมคนเดียวที่อาจารย์อนุญาติให้ไปเรียนสายได้ ตอนนั้นอาจารย์ประจำชั้นมศ. 5 บอกว่า ห่วงเดวคนเดียว ไม่รู้จะสอบติดมหาวิทยาลัยหรือเปล่า แต่ผมสอบติดแพทย์ฯ จุฬา อันดับหนึ่งของห้อง (รุ่นนั้นสามติดแพทย์สามคน)
แม้ผมจะมาจากครอบครัวยากจน แต่ครอบครัวเราอบอุ่น พ่อแม่ไม่เคยเลี้ยงลูกด้วยความทารุณ ไม่เคยลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น เรามีเวรปัดกวาดถูบ้าน คุณแม่อยู่กับหลักธรรม เช้า สาย บ่าย เย็น ผมเห็นแม่ไหว้พระ ผมซึมซับกลายเป็นทุนชีวิตให้เรา แม่ปลูกจิตสำนึกโดยการทำให้ดู เวลาแม่ทำกับข้าวเสร็จ จะนำอาหารชิ้นที่งามที่สุดถวายพระ ชิ้นถัดมาเอาไปให้เพื่อนบ้าน แล้วแม่ให้ถามเพื่อนบ้านว่า อร่อยไหม กว่าแม่จะกินข้าว ก็ต่อเมื่อทุกคนกินข้าวหมดแล้ว"
อีกเรื่องที่ผมอยากเล่าให้ฟัง...
ในกิจกรรมหนึ่งที่ผมทำ มีเด็กคนหนึ่งเป็นประธานเด็กและเยาวชน เข้ามาหาผมแล้วบอกว่า
“จำหนูได้ไหม หมอเคยทำคลอดหนู”
ตอนทำคลอด เด็กคนนี้เกือบจะเสียชีวิต แต่หมอสู้ไม่ถอย พยายามช่วยเขา และวันนั้น เด็กที่หมอสู้ไม่ถอย มายืนอยู่ตรงหน้าหมอ
เธอบอกผมว่า "หนูก็จะสู้ไม่ถอย"
หมอก็ถามว่า "จำเรื่องนี้ได้อย่างไร"
เธอบอกว่า แม่เล่าให้ฟัง และทุกครั้งที่หมอออกทีวี แม่จะบอกเสมอว่า
"หมอคนนี้...ช่วยชีวิตหนู"





