วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทิเบตพลัดถิ่น อีกมุมของเนปาล

หลายคนมุ่งหน้าไปเนปาล เพราะอยากร่วมทำบุญสักการะวัดพุทธร่วมกับทัวร์จิตวิญญาณ

หลายคนมุ่งหน้าไปเนปาล เพราะต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ หลายคนมุ่งหน้าไปเนปาล เพราะเส้นทางเทรกกิ้งท่ามกลางธรรมชาติที่ดึงดูด แต่คงมีไม่กี่คนที่จะมุ่งหน้าไปโดยมีจุดประสงค์อยู่ที่การเยือนค่ายของชาวทิเบต เพื่อนบ้านผู้พลัดถิ่นของชาวเนปาล


หลังจากการรุกรานทิเบตของจีน และประกาศให้ทิเบตเป็นเขตปกครองพิเศษเมื่อปีคริสตศักราช 1958 ชาวทิเบตก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไปคนละทิศคนละทาง บ้างมุ่งหน้าสู่อินเดีย ตามองค์ดาไลลามะ ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของพวกเขา แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกัน ที่ข้ามหุบเขาน้อยใหญ่ เข้ามาตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ในเนปาล ประเทศเพื่อนบ้านของพวกเขา และสืบทอดทายาทต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว


ในความโชคร้ายที่การมาเยือนเนปาลหนนี้ ไม่ได้ไปเห็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เช่นเดียวกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าวปราศจากลมพัดในตอนกลางวัน แต่ปกคลุมแน่นไปด้วยหมอก และเม็ดฝนบางในตอนเช้า ที่ไม่เป็นใจให้ได้ภาพวิวทิวทัศน์สวยๆ กลับมา แต่ก็มีความโชคดีที่มีโอกาสได้พบกับพวกเขา ชาวทิเบตพลัดถิ่นแห่งเนปาล ที่กาลเวลาไม่ได้ทำให้พวกเขาลืมเลือนถึงรากเหง้าของตัวเองแม้แต่น้อย


ณ เมืองโภครา เมืองในหุบเขาหิมาลัย ทางตอนเหนือของทิเบต ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเส้นทางธรรมชาติ ทั้งน้ำตก และแมกไม้ รวมถึงเมืองเก่าที่อาคารอายุหลายร้อยปี และยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งที่นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นหนทางของผู้ที่ต้องการจะนำธงขึ้นไปปักบนยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยเช่นกัน


เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเสียหายในด้านกายภาพแก่เมืองนี้มากนัก หากมันกลับส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองนี้ เมื่อบรรดานักท่องเที่ยว และนักไต่เขา ต่างหยุดการเดินทางมาเพราะกลัวเหตุแผ่นดินไหว จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง จนบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการท่องเที่ยวของโภคราบอกว่า การท่องเที่ยวของเมืองซบเซาลงไปถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว


นอกจากเหล่าชาวเนปาลแล้ว ในอีกมุมหนึ่งของเมืองโภครา ก็มีเหยื่อทางอ้อมของแผ่นดินไหวเช่นกัน นั่นคือบรรดาชาวทิเบต ที่อาศัยอยู่ในค่ายชาวทิเบตพลัดถิ่นทั้ง 5 ค่ายในเมืองนี้ ผมมีโอกาสได้ไปเยือน ค่ายทาร์จีลิง ที่นับว่าเป็นค่ายใหญ่ที่สุดจากบรรดาทั้งหมด มีประชากรรวมกว่า 500 คน คนที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่นั้นเกิดในทิเบต แล้วจึงย้ายมาที่นี่ แต่ก็ล้มหายตายกันไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันคนที่อยู่ในค่ายทาร์จีลิงส่วนใหญ่ คือชาวทิเบตที่เกิด และเติบโตในเนปาล แต่เมื่อได้สอบถามผู้อาวุโสว่าเดินทางมาที่นี่อย่างไร เขาก็ชี้ไปทางเทือกเขาไกลลิบด้านซ้ายมือแล้วบอกว่า “เดินข้ามเขาลูกนั้นมา”


ชาวทิเบตพลัดถิ่นส่วนใหญ่ในค่ายทาร์จีลิงแห่งนี้ เลี้ยงชีพด้วยการใช้งานฝีมือ ที่สืบทอดมาจากคนรุ่นก่อน ร้อยเรียงกันเป็นทั้งพรมล้ำค่าราคาสูง ไปจนถึง เครื่องราง เครื่องประดับ ขายแก่นักท่องเที่ยว แต่แน่นอนสินค้าทั้งหมดของพวกเขา อย่าว่าแต่จะมีคนซื้อ เพราะแค่จะหาคนมาหยิบดูยังแทบจะไม่มี เมื่อนักท่องเที่ยวที่ปรากฏตัวในแต่ละวัน มีจำนวนน้อยจนนับหัวได้


อย่างไรเสีย ถ้ามองข้ามด้านรายได้ไป ชุมชนชาวทิเบตแห่งนี้ นับว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งเลยทีเดียว สมาชิกของค่ายแห่งนี้มีอิสระในการสื่อสารมากกว่าคนในเมืองเสียอีก เมื่อพวกเขา ไล่ตั้งแต่ลูกเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถพูดกันได้คนละอย่างน้อย 3 ภาษา คือเนปาลี ทิเบต และอังกฤษ แถมไม่ได้พูดแค่งูๆ ปลาๆ แต่เขากลับใช้ทุกภาษาได้ไม่ต่างจากภาษาแม่ โดยมีมาตรฐานการศึกษาในโรงเรียนประถมของชุมชนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง


เด็กๆ ที่นี่จะใช้ภาษาแม่ของพวกเขาในคาบเรียนวิชาภาษาทิเบต และใช้ภาษาเนปาล ภาษาของประเทศที่พวกเขาเรียกว่าบ้านหลังที่ 2 ในคาบเรียนวิชาภาษาเนปาลเท่านั้น ส่วนวิชาที่เหลือไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือกระทั่งพละศึกษานั้น เรียนกันเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ส่วนโรงเรียนระดับชั้นมัธยมก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากค่าย ซึ่งเมื่อเด็กๆ จบการศึกษาจากทั้ง 2 โรงเรียนนี้แล้ว ก็จะสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปเช่นเดียวกับวัยรุ่นชาวเนปาล


ชาวทิเบตนับถือศาสนาพุทธ ผิดกับชาวเนปาลที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู องค์ประกอบในชุมชนของชาวทิเบตในเนปาล จึงไม่ต่างจากบ้านเรานัก คือจะต้องมีบ้าน วัด และโรงเรียน ซึ่งแน่นอนว่าที่แคมป์ทาร์จีลิงแห่งนี้ ก็มีวัดตั้งอยู่ในชุมชนเช่นกัน ช่วงชีวิตของชาวทิเบตที่นี่ จึงยังถูกคงเอาไว้ตามวัฒนธรรม ที่มีการบวชเรียนเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินมาตุภูมิแล้วก็ตาม ดูเหมือนว่าศาสนาพุทธ จะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญยิ่งต่อชาวทิเบตพลัดถิ่นกลุ่มนี้ สังเกตได้จากเมื่อพวกเขารู้ว่ามีชาวไทย ที่เป็นคนพุทธเหมือนกันมาเยือนในชุมชน ก็พากันออกมาต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี


อีกหนึ่งน้ำใจที่ได้รับ คือการเปิดบ้านอนุญาตให้เข้าไปนั่งจิบชาทิเบต โดยคุณเทนซิน แม่ค้าขายเครื่องประดับในค่าย ชาทิเบตรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แหกทุกขนบของชาที่เคยได้ชิมด้วยรสเค็มของเนยและเกลือ แม้จะไม่คุ้นชินนัก แต่จิบไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีเหมือนกัน คุณเทนซินเล่าให้ฟังว่าเธอเพิ่งสูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอต้องเลี้ยงดูนีมาร์ และลาโม ลูกสาวทั้ง 2 คน ที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง


เมื่อถามว่ารายได้จากการขายเครื่องประดับทำมือของเธอ เพียงพอต่อการส่งเสียลูกๆ ของเธอหรือ เธอก็กล่าวปฏิเสธว่าไม่พออย่างแน่นอน ส่วนทางออกนั้น ก็คือการหยิบยืมกู้เงินมาหมุนเวียนไปก่อน ส่วนความช่วยเหลือที่เธอต้องการจากผู้มาเยือนอย่างเรานั้น เธอตอบว่ารายได้ในตอนนี้ คงไม่เพียงพอจะซื้อเสื้อกันหนาวให้ตัวเธอเองและลูกๆ จึงขอแค่ส่งเสื้อกันหนาวที่ไม่ใช้แล้วมาให้บ้างก็พอแล้ว


เพื่อให้หน้าหนาวในปีนี้ของพวกเธอ ได้อบอุ่นขึ้น โดยยังมีเงินเหลือในกระเป๋าสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ บ้าง