วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สำโรง’ บ้านนี้ ‘ขี้คุย’

เปิดสภา ‘ขี้คุย’ ของชาวบ้านสำโรง เมื่อการพูดคุยสามารถทลายปัญหาเรื้อรังในชุมชนได้อย่างน่าทึ่ง

สำหรับหมู่บ้านขนาดกลางที่มีจำนวนครัวเรือน 214 หลังคาเรือนอย่าง “บ้านสำโรง” ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ในอดีตเมื่อช่วง 3 ปีก่อน ที่นี่จัดว่า เป็นหมู่บ้านที่มีปัญหาเข้าขั้นวิกฤติหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาสารเคมีจากการทำเกษตรในหมู่บ้าน และปัญหาหนี้สิน

แต่ด้วยกระบวนการ “พูดคุย” สามารถนำทุกเรื่องมาสู่ทางออกให้หมู่บ้านผ่านวิกฤติไปได้

เผชิญวิกฤติ ‘สารเคมี’

อย่างไรก็ตามกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวบ้านต้องปรับตัวหลายอย่าง โดยเฉพาะวัฒนธรรมการนำข้อมูลมาพูดคุยซึ่งในอดีตไม่เคยมี

ผู้ใหญ่อึ่ง-พีรวัศ คิดกล้า ผู้นำรุ่นใหม่ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของชาวบ้านที่นี่ เล่าว่า ปัจจุบันที่บ้านสำโรงมีคนปลูกผักสวนครัวขาย 67 ครัวเรือน ดังจะเห็นได้จากจำนวนผักในตลาดสดเมืองสุรินทร์ ซึ่งประมาณร้อยละ 50 เป็นผักจากบ้านสำโรง และในช่วงก่อนหน้านี้ ทุกครัวเรือนใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า อีกทั้งยังมีฮอร์โมน และสารเร่งต่างๆ และในช่วง 5 ปีก่อนมีคนเสียชีวิตจากสารเคมีอย่างน้อย 3 ราย นี่จึงเป็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้เดิมทีจัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤติเกี่ยวกับพิษภัยของสารเคมี

“เมื่อก่อนเห็นพ่อแม่เป็นหนี้และต้องคอยหลบหน้าเจ้าหนี้ จึงต้องทำงานเกษตรช่วยพ่อแม่ใช้หนี้ จนสามารถปลดหนี้ได้ด้วยระยะเวลาแค่ 3 ปี แต่ช่วงนั้นก็เป็นการทำเกษตรที่ใช้สารเคมีจนร่างกายผอมโซ เพราะยิ่งใช้ แมลงวัชพืชต่างๆ ก็ยิ่งดื้อยา ต้องได้เร่งสารเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนคิดว่าร่างกายไม่ไหวและต้นทุนการผลิตก็สูง” สุทัศน์ ยอดพรหม หนึ่งในผู้ที่เคยได้รับผลจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมีเล่าให้ฟัง

ที่ผ่านมา บางคนในหมู่บ้านอาจรวยจากการปลูกผักขายในตลาด แต่สุขภาพกลับแสนย่ำแย่ ไม่เพียงเท่านั้น ยังขยายไปสู่ปัญหาอื่นๆ อาทิ หลายครอบครัวเลิกรากันเพราะปัญหาติดเหล้า เยาวชนในหมู่บ้านหลายคนเป็นเด็กแว้นและติดยาเสพติด อีกทั้งปัญหาผัวเมียทะเลาะวิวาทก็นับเป็นปัญหาคลาสสิกที่ชุมชนเผชิญ

เพราะเดิมที ทุกคนคิดว่า “เงิน” สามารถนำพาชีวิตให้มีความสุขได้ แต่เมื่อสุดท้ายเงินกลับเป็นต้นตอของปัญหา เพราะจัดการเงินไม่เป็น มองไม่เห็นว่า เงินต้นทางได้ใช้จ่ายหรือลงทุนอะไรไปบ้างในช่วงการผลิต ทำไปทำมา จึงกลายเป็นหนี้แบบงูกินหางเพราะใช้วิธี “กู้เงินมาปลดหนี้”

“พวกเราคุยกันเยอะมาก คุยว่าทำยังไงประเด็นสารเคมีในหมู่บ้านจะลดลง เพราะการเติมความรู้มันไม่ใช่แค่การอบรมหรือการดูงานในพื้นที่ต้นแบบ แต่สิ่งสำคัญเราต้องกลับมามองในชุมชนเราเอง ซึ่งก็มองเห็นว่า การที่เราเปิดใจคุยกันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพอพูดคุยกันแล้วก็เกิดแนวคิด และบางปัญหาพอถูกคุยกันบ่อยๆ ก็เกิดการอยากแก้ปัญหา ฉะนั้นการคุยไม่ใช่แค่นำเสนอปัญหา แต่เป็นการเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาคุยกันให้เกิดการจัดการข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและนำไปสู่การวางแผนการทำงานร่วมกัน” ผู้ใหญ่บ้านบ้านอึ่งเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของการคุยอันเป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญในหมู่บ้าน

“ที่นี่เราจะคุยกัน มีอะไรก็คุยกัน คุยกันทุกเรื่องที่เป็นปัญหา แม้แต่เรื่องในมุ้งเราก็คุยกัน” ผู้ใหญ่อึ่งสำทับ

 

ขับเคลื่อนสภาชุมชน

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาแค่ 3 ปี พวกเขาแก้ปัญหาที่เรียกได้ว่า แทบจะครอบคลุมทุกปัญหาที่ไม่เฉพาะเรื่องสารเคมี แต่รวมถึงปัญหาอื่นๆ ในหมู่บ้าน โดยถึงจะยังแก้ไม่เสร็จทั้งหมด แต่ก็นับว่าก้าวหน้าแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

อุดม อุ่นจิต อีกหนึ่งในคณะทำงาน และเป็นแกนนำหมู่บ้าน เล่าถึงจุดเริ่มในการค้นวิธีการแก้ปัญหาในหมู่บ้านว่า เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2555 เมื่อทีมผู้นำได้ข้อมูลการประชาสัมพันธ์โครงการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมศึกษาแนวคิดรวมถึงรูปแบบโครงการ และเห็นว่า เป็นเรื่องที่สนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มเพื่อก่อตัวที่เรียกว่า “สภาผู้นำชุมชน” โดยชุมชนจะต้องเลือกประเด็นอย่างน้อย 1 เรื่องที่ชุมชนเห็นว่า เป็นปัญหาสำคัญ และอยากแก้ไข

ชาวบ้านสำโรงจึงเลือกปัญหาเรื่องสารเคมีในหมู่บ้านมาเป็นประเด็นเริ่มต้นในการทำงาน และเกิดคณะทำงานหมู่บ้านในนาม “สภาผู้นำชุมชนน่าอยู่บ้านสำโรง”

การทำงานของสภาเริ่มต้นด้วยการประสานสร้างทีมงานในหมู่บ้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ กรรมการหมู่บ้านที่ทุกคนยินยอมพร้อมใจ 15 คน ตัวแทน และประธานกลุ่มทุกกลุ่ม ได้แก่ อสม. 10 คน ตัวแทนกลุ่มสตรี 2 คน ตัวแทนเยาวชน 2 คน ตัวแทนชมรมผู้สูงอายุ 4 คน ตัวแทนกองทุนหมู่บ้าน 2 คน ตัวแทนกลุ่มสตรีออมทรัพย์ 2 คน ตัวแทนกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง 2 คน ตัวแทนกลุ่มปลูกผัก 4 คน ประธานคุ้ม 6 คน

นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เช่น ปราชญ์ จิตอาสาโดยไม่จำกัดอายุ เพศ หรือฝ่ายที่ขัดแย้งโดยผ่านการสมัครและประชาคมอีก 4 คน ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาชิกเพื่อทำงานในสภาจำนวน 53 คน โดยมีหน่วยงานภาคีในหมู่บ้าน ได้แก่ ครู เจ้าหน้าที่รพสต. เจ้าหน้าที่ อบต. และเจ้าอาวาสวัด เป็นที่ปรึกษาในการทำงานของสภา

นอกจากสมาชิกจะเข้ามาทำงานในสภาแล้ว ยังต้องลงไปทำหน้าที่ของตนเองในกลุ่มย่อยต่างๆ เช่น ตัวแทนคุ้ม ตัวแทนผู้สูงอายุ ตัวแทนเยาวชน กลุ่มผู้ปลูกผักที่ทุกกลุ่มจะต้องทำกิจกรรม และประชุมในกลุ่มของตน และทุกๆ คนจะต้องมาเจอกันเดือนละหนึ่งครั้งพร้อมข้อมูลปัญหาที่แต่ละกลุ่มย่อยคุยกันไว้ โดยนัดหมายที่เวลา 19.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ตกลงร่วมกัน

พอแต่ละกลุ่มได้ข้อมูลปัญหา และความต้องการแล้ว ก็นำเรื่องของแต่ละกลุ่มมาคุยกันในสภาเพื่อค้นหารูปแบบในการพัฒนาหมู่บ้าน ผู้ใหญ่อึ่งบอกว่า ปีแรกสภาบ้านสำโรงคุยกันถึง 14 ครั้ง และปีที่ 2 คุยกัน 16 ครั้ง ยังไม่รวมการคุยกลุ่มย่อยอีกนับไม่ถ้วน

ยิ่งคุย ก็ยิ่งพบว่า ปัญหาในหมู่บ้านมีมากกว่าที่คิด!

และหลายเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกัน เช่น ปัญหาเยาวชนเรียนไม่จบ ปัญหาทิ้งขยะเกลื่อนกลาดกองหน้าบ้านหรือข้างถนน บ้างมองว่า เป็นเรื่องปกติเนื่องจากเห็นจนชิน หรือบางปัญหาเคยแก้แล้วไม่สำเร็จก็ไม่มีใครอยากทำ เช่น ปัญหาดื่มเหล้า ซึ่งบ้านสำโรงดื่มเหล้าเป็นอันดับ 5 ของตำบล ปีหนึ่งๆ เสียเงินประมาณ 1,100,000 บาท

“การแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้ครั้งเดียว วิธีการจึงเริ่มจากปัญหาที่ใกล้ตัว โดยเริ่มจากสารเคมีที่ทุกคนเห็นว่ามันมีผลกระทบต่อร่างกาย และส่งกลิ่นเหม็นในหมู่บ้าน โดยการเปลี่ยนความเชื่อจากเดิมที่เชื่อว่า การใช้สารเคมีช่วยเพิ่มผลผลิต ก็เติมความเชื่อใหม่เข้ามาทั้งการอบรม ดูงาน และที่สำคัญคือการคุยกัน จนในที่สุดก็สามารถดึงศักยภาพในชุมชนออกมา และเริ่มมีการเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดสารเคมี” ผู้ใหญ่อึ่ง เล่าถึงกระบวนการทำงานในช่วงที่ผ่านมาให้ฟัง

 

‘สัญญาใจ’ คลายปัญหา

จากจุดเริ่มต้นของการตั้งสภาเพราะต้องการแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีในหมู่บ้าน แต่ด้วยการมีสภาที่เข้มแข็ง และทุกคนเห็นประโยชน์ร่วมกัน ทำให้วันนี้สภาผู้นำชุมชนทำงานได้เกินเป้าหมาย และขยายไปสู่การพัฒนาหมู่บ้านที่ครบวงจร

ที่สำคัญพวกเขาได้ร่วมกันสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า แบบติดตาม และประเมิน “ครัวเรือนน่าอยู่” โดยแบ่งทีมติดตามคุ้มต่างๆ ทั้ง 6 คุ้ม คุ้มละ 8-10 คน ให้มีการออกตรวจประเมินครัวเรือนน่าอยู่ทุก 2 เดือน ตามเกณฑ์ที่สภาได้ร่างประชุมประชาคมรับรอง และนำผลมาสรุปในที่ประชุมมาสะท้อนผลสู่ประชาคมหมู่บ้านและเสียงตามสาย นำสู่ผล และข้อเสนอแนะไปวางแผน พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น

นำมาซึ่ง “สัญญาใจ” 5 ข้อที่ทุกครัวเรือนต้องทำร่วมกัน นั่นคือ หนึ่ง ให้ทุกครัวเรือนปลูกผักปลอดสารเคมีครบ 5 ชนิด สอง ครัวเรือนมีการคัดแยกขยะและสะอาดมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สาม ครัวเรือนปลอดเหล้าไม่มีเหตุทะเลาะวิวาทให้ครัวเรือนอื่นรำคาญ สี่ ให้แต่ละบ้านหาวิธีการเพื่อไม่มีลูกน้ำยุงลาย และ ห้า ให้ทุกครัวเรือนส่งตัวแทนร่วมประชุมประจำเดือนและกิจกรรมหมู่บ้านในโอกาสต่างๆ

สัญญาใจทั้ง 5 ข้อเป็นหนึ่งในเกณฑ์การให้คะแนนในกิจกรรมการประกวดครัวเรือนน่าอยู่ของหมู่บ้านที่มีการประเมินให้คะแนนในทุกๆ ปี

กว่าจะทำได้อย่างนี้ ชุมชนต้องผ่านร้อนผ่านหนาว และทุกคนต้องทำงานหนัก เพราะบประมาณในโครงการไม่ได้มีมาก แต่กลับมีความคืบหน้าอย่างเกินคาดด้วยระยะเวลาแค่ 3 ปี ถ้าคิดเป็นเงิน ก็เรียกว่าเกินล้าน หรืออาจคิดมูลค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับความสุขที่ชุมชนได้รับ

"ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะตั้งสภาได้!" พ่อสุทัศน์เล่าย้อนความหลังถึงเมื่อสามปีก่อน

“วันแรกที่ประชุม ผมก็ไป ผมนั่งข้างหลัง ผู้ใหญ่ถามว่าใครเดือดร้อนอะไร ใครมีปัญหาอะไร ใครอยากให้หมู่บ้านเราเป็นแบบไหน ต่างคนต่างก็ยกมือ ชาวบ้านก็เถียงกัน วุ่นวายไปหมด ผมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ไหม เราต้องพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล เราต้องตั้งกฎก่อน ใครจะพูดอะไรก็ต้องให้เกียรติ ไม่ใช่มีแต่แซวกัน เพราะบางคนก็เมา ผู้ใหญ่บ้านก็เลยเสนอว่าเราต้องตั้งกฎของเราในสภา ทุกคนก็เห็นด้วย” พ่อสุทัศน์เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศวันแรกของการมีสภา อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นสภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรงที่เข้มแข็ง และฝ่าอุปสรรคในการทำงานร่วมกันมาจนถึงวันนี้

แล้วก็นำมาสู่หนึ่งในสี่กฎเหล็กของการประชุมที่ว่า สมาชิกทุกคนต้องมาร่วมประชุมทุกเดือน, ต้องไม่ดื่ม หรือเมาสุรามาประชุม, ต้องใส่เสื้อสภาผู้นำมาประชุมทุกครั้ง และต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกคนโดยการยกมือก่อนลุกขึ้นพูดและห้ามโห่หรือติเตียนในระหว่างการพูด

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านสำโรง ซึ่งหลายคนอาจมองว่า นี่คือหมู่บ้านประชาธิปไตยตัวอย่าง หรือจะว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไหนก็สุดแล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ นี่คือแนวทางที่ทุกคนในหมู่บ้านช่วยกันออกแบบขึ้นโดยเกิดจากความต้องการแก้ปัญหาปากท้อง และความประสงค์ของทุกคน

ที่สำคัญไม่ได้มีการเรียกร้องให้ชาวบ้านต้องเสียสละหรือทำงานเพื่อส่วนรวมอะไรมากมาย เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ในบ้านของตนให้ดีจนกลายเป็นวิถี และเกิดวัฒนธรรมใหม่ๆ ซึ่งเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

อาทิ การบริโภคผักปลอดสาร การจัดการขยะ การป้องกันยุงลาย เยาวชนรวมกลุ่มทำกิจกรรมช่วยหมู่บ้าน รวมถึงคนที่เคยเลิกเหล้าตอนนี้ก็หันมาเลี้ยงกบเกิดเป็นกลุ่มอาชีพเลิกเหล้าเลี้ยงกบ นอกจากจะไม่สิ้นเปลือง หมดเงินเพราะเหล้าแล้ว ยังมีรายได้เสริมอีกด้วย

วันนี้ ถ้าเราเดินตามบ้านแต่ละหลัง เราก็จะเห็นบ้านเรือนที่สะอาด ฝาโอ่งปิดสนิท มีพืชสมุนไพร และผักปลอดสารตามพื้นที่ว่างรอบๆ บ้าน และการคัดแยกขยะเพื่อเตรียมขาย นี่คือสิ่งที่ทุกคนทำเป็นปกติ อันเกิดจากกติกาสัญญาใจ 5 ข้อ ซึ่งเมื่อทุกคนพร้อมใจกันทำ ถ้าบ้านไหนไม่ทำก็จะดูแปลกแยก พอทุกบ้านทำเหมือนกัน ในที่สุดก็จะกลายเป็นชุมชนน่าอยู่

การเปลี่ยนแปลงของบ้านสำโรงไม่ใช่เกิดจากความต้องการของใครคนหนึ่ง หรือแค่ทำตามโครงการที่พอหมดโครงการทุกอย่างก็จบ หากแต่เกิดจากความต้องการของชาวบ้านจริงๆ ที่สำคัญการมีเวทีให้ทุกคนได้พูดคุย และเปิดโอกาสให้คุยได้ทุกเรื่องแล้วยอมรับฟังความเห็นของทุกคน แม้จะไม่ถูกใจคนพูด หรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นไหน ต่างก็ต้องฟังให้จบ และไม่ถกเถียงสู่เป้าหมายแพ้ชนะ

ด้วยวัฒนธรรมชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดระบบการทำงานในชุมชน จะด้วยสาเหตุใดก็ตามทั้งระดับการศึกษา ประสบการณ์ มุมมอง ทัศนคติ หรือ อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่บ้านสำโรงก็สามารถเดินข้ามสิ่งเหล่านั้นมาได้ต้องถือว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สำคัญเหนือสิ่งใด ความสำเร็จที่เกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าเกิดจากการ “ขี้คุย” ทว่าไม่ใช่การคุยโม้อย่างที่ใครๆ เข้าใจ แต่เป็นการคุยเพื่อหาแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านของพวกเขาในรูปแบบที่ทุกคนพอใจร่วมกัน