อีกด้านของความเชื่อ และแรงศรัทธาที่สามารถตีมูลค่าเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
หมายเหตุ : โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และทดศรัทธาเอาไว้ในใจก่อน เพราะบางเรื่องราวอาจขัดต่อความรู้สึกในฐานะพุทธศาสนิกชนอยู่พอสมควร
ความแวววาวของกลิตเตอร์เอฟเฟคต์คงไม่ได้ทำให้ภาพ "วัตถุมงคล" ที่ถูกอัพขึ้นโซเชียลมีเดียดูน่ารักขึ้น แต่น่าจะช่วยกระตุ้นยอดไลค์ และคอมเมนต์ถึงผลบุญในการจัดสร้างที่เจ้าของเพจนำมาแบ่งปันให้ทั่วถึงกัน
"สาธุๆๆค่ะ" สำทับท้ายประโยคบอกอย่างนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเทพยาดา หรือเกจิอาจารย์ การจัดสร้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือวัตถุมงคลทำนองนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวงจร "ธุรกิจสร้างพระ" พุทธพาณิชย์อีกรูปแบบที่แตกแขนงออกมาจากเม็ดเงินกว่า 40,000 ล้านบาทในตลาดพระเครื่องตามรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยเมื่อปี 2550 ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งโลกออนไลน์ และสังคมออฟไลน์
"ตลอดปี" ใครบางคนไขข้อข้องใจถึงความถี่ในการจัดสร้าง
นอกจาก วัด หรือ ศาสนสถาน ก็ยังมี หน่วยงานราชการ ตลอดจนบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่จัดสร้างขึ้นมาเนื่องในโอกาสพิเศษอื่นๆ ด้วย
"ถ้าลองสังเกต เราจะเห็นการจัดสร้างตลอดเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเทพจากจีน พระ หรือรูปลอยต่างๆ ซึ่งพวกนี้ก็จะมีพิธีพุทธาภิเษกเฉพาะของแต่ละที่" เจ้าของคำตอบคนเดิมขยายความเพิ่ม ซึ่งในปริมาณความถี่นี้ยังไม่ได้นับการผลิตเพื่อแจกจ่ายต่างหากอีก
แต่ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน รูปแบบก็มักขึ้นต้นด้วย "ศรัทธา" แต่จบลงตรง "มูลค่า" เสมอ
0000000000000000
ให้ทดความศักดิ์สิทธิ์ หรือศรัทธาเอาไว้ในใจก่อน
"เงินก่อนเลย" แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เมื่อถูกถามถึงความน่าสนใจ
ด้วยมูลค่าของชิ้นงานมีราคาค่อนข้างสูง ถึงการสั่งทำในบางครั้งจะมีจำนวนไม่มาก แต่ด้วยความเฉพาะเจาะจง ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นไปโดยปริยาย
"อย่างเนื้อโลหะ ถ้าไม่ใช่ทองเหลือง เป็นโลหะพิเศษที่ต้องผสม จำพวก 3 กษัตริย์ แล้วมีไม่กี่ชิ้นเท่านั้นในประเทศ หรือมีการตอกเลขรหัสพวกนี้ มูลค่าก็จะยิ่งถูกบวกขึ้นไปอีก"
50 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่เห็นได้ปกติ ขึ้นอยู่กับว่า จะบิด (Bid) ราคาได้มาเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการสร้างมูลค่าให้กับชิ้นงานที่มีอยู่ในมือ และชิงไหวชิงพริบกันบนโต๊ะเจรจา เท่านี้ ฉากตรงหน้าก็ไม่ต่างจากภาพยนตร์หักเหลี่ยมเฉือนคมสักเรื่อง
เหมือนที่ตัวเธอเคยโดนเมื่อคราวมานั่งโต๊ะเสนอราคาครั้งแรก
ด้วยต้นทุนทางบ้านที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องประดับมา ผนวกกับเครือข่ายโรงหล่อของญาติ เมื่อเห็นช่องทางแม่ค้าสาวหน้าใหม่จึงไม่รอช้าที่จะกระโจนเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้บ้าง
"ช่วงที่เข้าไปทีแรกนึกว่ามีแค่คนเดียว เพราะว่า วันนั้นจะไปเสนอราคา คือ เราไม่รู้หรอกว่า พระเป็นยังไง เราเคยแต่เสนอราคาอย่างอื่น อย่างเสื้อ อะไรพวกนี้ ก็จะมีแค่เราคนเดียวไปยื่น แต่เวทีนี้เข้าไปแล้วมันไม่ได้มีแค่เรา"
ถึงจะรู้ว่า ต้องเอาตัวอย่างชิ้นงานเข้าไปให้ดู แต่ยังมีใครก็ไม่รู้อีก 6-7 คนในห้องประชุมนั้นกลายเป็น "กระดูกชิ้นโต" ในบทเรียนแรกของธุรกิจสายนี้
"มันยากตรงที่เราเป็นเด็ก แต่ที่อยู่ตรงนั้นคืออาวุโสหมดเลย" เธอพูดถึงบรรดา "พ่อค้า" ในห้องประชุมวันนั้น
มั่นใจว่า งานตัวเองดีที่สุด แต่การหยิบใบเสนอราคาขึ้นมาดูแล้วขีดฆ่าทิ้งโดยไม่พูดอะไรสักคำ เป็นอะไรที่ค่อนข้างเกินจะรับอยู่พอสมควร
"เ ี้ยมาก... แม่ - ง ยังไม่ทันดูเลย ขีดฆ่าแล้ว" เจ้าตัวหลุดสบถ
ถึงจะโกรธ แต่เมื่อสงครามยังไม่จบก็อย่าเพิ่งคิดนับศพทหาร!
หลังถูกเชิญออกจากห้องประชุม เธอจึงเดินไปขอใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำใบเสนอราคาใหม่ และขอกลับเข้าไปนั่งโต๊ะเสนอราคาอีกรอบ ด้วยความมั่นใจว่า วัสดุที่เอามาวางมีดีพอที่จะแข่งกับคนอื่นๆ ได้ และยังมีเนื้อวัสดุผสมที่เป็นของเฉพาะโรงงานด้วย
"ก็กาแค่ใบราคาแต่ยังไม่ทันดูของเราเลยน่ะ พอเข้าไป เขาก็นั่งงงกันหมด ทำไมยังกล้าเข้ามาอีก" แน่นอน ความรู้สึกตอนนั้น ทั้งแค้นทั้งขำ
ไม่รู้ว่าดีลจบหรือยัง แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องยืนยันขอคุยต่อ
"บอกเขาไปเลย หนูไม่รู้ว่า พี่ดีลมาราคาแค่ไหนนะ แต่หนูอยากเสนอให้ งานดีนะ สวยด้วย ดูก่อนดิ" เธอย้อนประโยคสนทนา
แต้มต่อที่ฝีมือ และวัสดุ ทำให้สุดท้ายก็ไปจบตรงการต่อรองราคาได้อีกครั้ง
"ถ้าพี่อยากได้งานไม่เหมือนใครก็ต้องสั่งหนูเท่านั้น พี่ 'เอา' เท่าไหร่ เดี๋ยวหนูเขียนให้" จบดีลตรงนั้น เป็นแบบฝึกหัดที่ทำให้เธอเรียนรู้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า เสนอราคาครั้งต่อไปจะเอาตัวรอดบนโต๊ะเจรจาอย่างไร
0000000000000000
กว่าจะเข้าที่เข้าทางจนถึงวันนี้ เธอยอมรับแบบไม่ต้องกลัวเสียฟอร์มว่า ที่ได้ก็มาก ที่หลุดก็เยอะ ทั้งพระผง ลอยองค์ งานทองเหลือง ระดับปลายหลักพันถึงเฉียดหลักแสน เดินสายอยู่ในย่านเมืองหลวง และพื้นที่รอบนอก
ทุกครั้งที่เข้าห้องประชุมของที่จะขาดจากมือของคนเสนอราคาไม่ได้ก็คือ ตัวอย่างชิ้นงาน อย่างน้อย ลอยองค์ขนาดหน้าตัก 1 นิ้วครึ่ง - 2 นิ้ว พระผงแบบต่างๆ พระเครื่องงานละเอียด หรืองานสกรีนสำหรับผ้ายันต์ ครอบแก้ว เนื้อพิเศษ หรือเท่าที่บรรดาของที่ปรากฏอยู่ในตู้โชว์วัตถุมงคลของวัดจะมี ต้องยกขึ้นมาประชันกันบนโต๊ะแบบชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร
"ถึงไม่ได้ทำเองก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราสามารถเอางานสวยๆ แบบนี้มาได้นะ"
ที่มาร่วมเสนองานส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้ผลิตหน้าเดิมๆ คุ้นเคยกันอยู่แล้ว 5-6 คน และบางครั้งก็นำไปสู่การติดต่องานกันต่อไป
ความคุ้นเคยที่เธอบอก นอกจากการเจอหน้าของผู้คนในวงการแล้ว ยังรวมถึงปริมาณงานที่ทางวัดจะทำการผลิตวัตถุมงคลขึ้นมาด้วย
"วัดทั่วไปจะทำทั้งปี ไม่มีเทศกาล ยกเว้นแต่จะมีพิธีพุทธาภิเษกก็จะอีกเรื่องหนึ่ง ประเภทนั้นเขาจะสั่งเฉพาะ"
เฉลี่ยแต่ละปีพระผงจะมีกระบวนการผลิตหลากหลายรุ่นตามแต่วัตถุประสงค์ของการจัดทำ อาทิ ยอดนิยม มหานิยม เมตตามหานิยม เป็นต้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษก
"แค่งานบุญกฐิน ยกช่อฟ้า เสมา พระประจำวัน สร้างศาลาการเปรียญ หอฉัน สารพัดจะสร้าง ก็ทำแจก"
แม่ค้าสาวคนเดิมชวนคิดต่อถึงกระบวนการผลิตพระผงสำหรับแจก ต้นทุนจริงๆ ตกองค์ละไม่ถึงบาท แต่เวลาอยู่บนโต๊ะประมูลอยู่ที่ 2-3 บาท ซึ่งปริมาณการสั่งทำในแต่ละครั้งจะเป็นหลักแสนองค์ เท่ากับว่าส่วนต่างจากต้นทุนกับมูลค่าประเมินนั้นหมายถึงกำไรเต็มๆ
"คิดง่ายๆ องค์นึง 50 สตางค์ เคาะราคาได้มาที่ 3 บาท แสนองค์ บวกเท่าไหร่ล่ะ รอบนึงนี่จะเฉียดล้านแล้ว"
ต้องไม่ลืมว่า ตัววัตถุมงคลจากวัดนั้นไม่ได้มีแค่พระผงอย่างเดียว นั่นเท่ากับว่า มูลค่าของเม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่ผ่านกระบวนการสร้างวัตถุมงคลนั้นเข้าขั้น "มหาศาล" พอสมควร ที่สำคัญยังเกี่ยวข้องกับคนหลายคนในกระบวนการผลิตด้วย
"เงินเข้ากับเจ้าอาวาส แต่เวลาเงินออกจะต้องผ่านคณะกรรมการ" เป็นส่วนหนึ่งของความเกี่ยวข้องที่เธอหมายถึง
บ่อยครั้งที่รับงานจากเจ้าอาวาส แต่คณะกรรมการวัดไม่รู้เรื่อง เงินก็ไม่ออก ต้องเดือดร้อนคนรับงานต้องย้อนกลับไปตามถึงตัวเจ้าอาวาสให้มาเดินเรื่องกับกรรมการอีกทอด และบ่อยครั้งที่วัดไม่ค่อยได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ให้เป็นทางการเลย
"ถือปืน ไม่จ่ายเงิน ...มี"
เรื่องนี้เธอเจอกับตัว ตอนไปตามเก็บเงินกับวัดแห่งหนึ่งหลังเสร็จงาน
"ยกมือถวายเลย อนุโมทนา ไม่เป็นไรค่ะ" เงินสูญ ความสัมพันธ์ก็จบกันไปด้วย
ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ถ้าเลือกได้เธอมักติดต่อกับทางบริษัท หรือห้างร้านมากกว่าจะเป็นวัด เพราะกระบวนการทำงานชัดเจน และสบายใจกว่า ถึงอย่างนั้นหักลบกลบหนี้กันแล้ว รอบที่ว่าได้น้อยๆ ก็ยังมีกำไรเป็นเลข 7 หลักอยู่ดี
แต่สาระสำคัญที่สุด...
"พี่จะเอาเท่าไหร่ว่ามา" ประโยคนี้ประโยคเดียวจริงๆ
0000000000000000
จนถึงวันนี้ ในวงการก็ยอมรับว่าเธอเป็นตัวแม่คนหนึ่งเหมือนกัน ภาพสะท้อนที่ออกมาจากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีอยู่ตรงนี้ ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับตัวเองก็คือ เบื้องหลังของความศรัทธาก็คือการตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด
"บางทีมันไม่ได้ตีจากผู้ผลิตหรอก แต่มันอยู่กับพวกใครมากกว่า แล้วก็แข่งกัน ส่วนใหญ่ภายในวัดจะเป็นอย่างนั้น" สีหน้าเธอยืนยันจริงจัง
ต้องระวังตัวเยอะไหม
"ก็พอสมควร" เพราะบ่อยครั้งระหว่างการบิดราคาแข่งกันบนโต๊ะเสนอราคาอาจจะไปกระทบกับความร้สึกของผู้เสนอราคารายอื่นบ้าง แต่ยังดีที่ด้วยลักษณะของคนในวงการจะเป็นเฉพาะทาง ดังนั้นก็ต้องมีคนรู้จักที่จะเป็นที่พึ่งพิงได้อยู่เหมือนกัน
"ระวังก็ส่วนหนึ่ง แต่การผูกมิตรมันก็ต้องมี" ไม่อย่างนั้นอาจต้องว่ากันด้วยลูกตะกั่วแทน
ในวงการจึงมีกติกาที่พึงปฏิบัติร่วมกัน คือ ต้องรู้จักแบ่งปันกันด้วย
"ทุกคนจะเป็นอย่างนี้หมด อะไรเด่น คนนั้นก็จะได้ไปทั้งหมด อย่างของเราถ้าได้ลอยองค์ ก็จะได้ฐานรอง หรือครอบแก้วด้วย ถ้าเป็นพระผงก็จะได้ทำกรอบ หรือเหน็บด้วย แต่ถ้าเป็นของประเภท ผ้ายันต์ สายสิญจน์ ด้ายคล้อง ถ้าเป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากพระก็ควรจะเป็นคนอื่นได้ด้วย แต่ก็จะมีแข่งกันพอเป็นพิธี"
พอๆ กับการไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างวัด บ่อยครั้งที่ผู้ผลิตก็โดนทางวัด "ดัดหลัง" เสียเอง
โดยปกติทางวัดก็จะมีมวลสารที่ต้องส่งให้ทางผู้ผลิตอยู่แล้วเวลาจ้างงาน ก็จะกั๊กมวลสารส่วนที่เหลือเอาไว้ผลิตเลียนแบบพิมพ์ที่สั่งทำขึ้นมาอีกทอด ด้วยการสั่งทำจำนวนหนึ่ง แล้วนำบล็อกพระที่ผู้ผลิตจะต้องคืนให้ทางวัดเพื่อเป็นการการันตีว่าจะไม่มีการผลิตเพิ่ม หลังจากนั้นวัดก็จะนำพิมพ์ หรือบล็อกพระที่ได้กลับมา "ปั๊ม" เองต่อ
"เขาก็ไม่อยากเสียเงินไง" เหตุผลง่ายๆ ของการ "หักเหลี่ยม-เฉือนคม" กันในวงการ
หากให้หันกลับไปมองด้วยสายตาของพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง เธอยอมรับกับตัวเองว่า ถึงวันนี้แทบจะแยกกันไม่ออกแล้ว อย่างเวลาทำบุญ พระที่มากับซองบุญ คำถามที่มักเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ก็คือ เนื้ออะไร ทำจากที่ไหน เหมือนจะดูโรคจิต แต่มันเป็นความจริงที่เธอกำลังเผชิญอยู่
"คล้ายๆ จะไม่มีความเชื่อ หรือความศรัทธาเหลืออยู่กับพระองค์นี้แล้วน่ะ แค่ทำแจก ใส่กรอบให้สวย แต่เงินที่ได้ไป เขาเอาไปบูรณะจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเขาทำแจกแล้วทำขนาดนี้ เงินที่ได้มาจากตรงนี้ ไม่ได้ไปถึงที่เขาบูรณะหรอก มันต้องจ่ายไอ้พวกนี้ก่อน มันได้จริงหรือเปล่า แล้วทำไมต้องทำวะ ก็จะพาลนึกไปว่า กรรมการวัดต้องเป็นคนสั่งทำแน่"
ก่อนจะไปจบตรงที่
"กูไปบ้างดีกว่า"
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศรัทธาในพระศาสนาจะสิ้นสูญ เพียงแต่เธอจะยินดีกับการไปเช่าพระมาโดยตรงมากกว่าด้วยความรู้สึกว่าอย่างน้อยพระในมือที่บูชามายังพอผ่านพิธีมาอยู่บ้าง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วต้นทางอาจมาจากที่เดียวกันก็ได้
"ถ้าของดี พิธีดี เกจิครบนะ ต่อให้ฟ้ามืดขนาดไหนตอนสวดฟ้าก็เปิด อันนั้นจะเป็นของที่ศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ"
พอๆ กับขั้นตอนการผลิตหลังจากได้รับมวลสารมาแล้ว ต่อให้บนโต๊ะเจรจาจะเขี้ยวลากดินแค่ไหน แต่เมื่อถึงกระบวนการผลิต กระแสศรัทธาในฐานะผู้สร้างวัตถุมงคลก็เต็มที่ไม่แพ้กัน ที่โรงงานของเธอจะมีแท่นบูชาสำหรับนำมวลสารมาประกอบพิธีก่อนจะเริ่มทำการผลิต 1 วัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่โรงหล่อจะมีลำดับพิธีทำนองนี้ไม่ต่างกัน
ไม่ต่างกับเส้นแบ่งระหว่าง ศรัทธา และมูลค่าในสิ่งที่ตัวเองเดินอยู่บนทางสายนี้
"เรื่องของราคาพุทธคุณก็คงจะทราบอยู่ว่าเราก็ต้องบิดเพื่อกำไร แต่ที่ระลึกอยู่เสมอคือ ถ้าคิดไม่ดี เราว่าไม่เจริญ นั่นคือความศรัทธาที่เรามี"





