วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิถีกรีน ปี58

ลองดูบางเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องกรีนๆ ปีนี้


ก่อนจะถึงสิ้นปี เรื่องกรีนๆ ปีนี้ที่ต้องพูดถึง มีหลายเรื่องที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ บางเรื่องเป็นเรื่องการจัดการน้ำ บางเรื่องเป็นเรื่องอาหาร และหลายเรื่องรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้สื่อสารให้คนไทยเข้าใจ

หลายเรื่องไม่ได้เป็นปัญหาแค่ปีนี้ ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องไปถึงปีหน้า และไม่รู้ว่า กลไกการแก้ปัญหาของรัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแก้ปัญหาได้ไหม และมีการให้ข่าวสารแก่ประชาชนมากน้อยเพียงใด
ดังนั้นกรีนแห่งปี ขอสรุปข้อมูลบางส่วนให้อ่าน

............

1.ปีหน้าแล้งจริง
นี่เป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตความเป็นอยู่ การเกษตร
หากปีหน้าแล้งจริง รัฐเตรียมพร้อมหรือยัง

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการ ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์พยากรณ์เรื่องน้ำ ซึ่งพยายามใช้ข้อมูลรอบด้านในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกิดการคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด กล่าวไว้ว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปี2559 จะเริ่มมีปัญหาการใช้น้ำ ถ้าคนไทยไม่ประหยัดน้ำ อาจต้องสูบน้ำกร่อยเข้ามา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่อาจคาดการณ์ได้เต็มร้อย"

ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้เต็มร้อย เพราะธรรมชาติผันแปรได้ตลอด การพยากรณ์น้ำ ดร.เสรีเคยบอกไว้ว่า ปีหน้าแล้งแน่ ปัญหาเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ก็คือ การจัดการน้ำ

"โดยทั่วไปการใช้น้ำ จะมีการแบ่งเป็นปริมาณน้ำฝน 70 เปอร์เซ็นต์ และน้ำจากเขื่อน 30 เปอร์เซ็นต์ ปรากฎว่า เราต้องดึงน้ำมาใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ปัญหาก็เกิดขึ้น แต่กลายเป็นว่า ประชาชนไม่รู้จะฟังใคร ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก หน้าที่ของรัฐบาลคือ บริหารความเสี่ยง การประเมินเรื่องน้ำ สำคัญมาก อีกอย่างผมคิดว่า หลายหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดการน้ำ มีปัญหาเรื่องการให้ข้อมูล"

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การคาดการณ์ พยากรณ์น้ำ หรือการให้ข้อมูลไม่มีทางที่จะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่ดร.เสรี พยายามจะบอกก็คือ รัฐบาลต้องมีผู้เชี่ยวชาญบริหารความเสี่ยง แต่หน่วยงานรัฐบริหารความเสี่ยงไม่เป็น ซึ่งต่างจากหน่วยงานเอกชนสามารถบริหารจัดการตรงนี้ได้

"ถ้าฝนไม่ตกตามที่ประเมินไว้ อาจตกน้อยกว่า 10 20 หรือ 30 40 ...เปอร์เซ็นต์ แล้วจะดำเนินมาตรการอย่างไร ต้องคิดไปเลยว่า ถ้าฝนไม่ตกหรือฝนตก จะมีปริมาณน้ำเหลือให้ใช้อยู่แค่ไหน เพื่อให้คนในพื้นที่ท้ายน้ำได้รู้ว่า ถ้าฝนตก จะระบายน้ำเท่าไหร่ เพราะอาจมีบางพื้นที่น้ำท่วม"
นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หากปริมาณน้ำฝนไม่มากพอ ดร.เสรี เคยย้ำว่า ถ้ามีปริมาณน้อย จะแล้งไปถึงเดือนเมษายน 2559 ไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง

"หากเกษตรกรไม่ได้ทำนาปรังในปีหน้า รัฐจะสร้างอาชีพอื่นๆ ให้เกษตรกรหรือจะสนับสนุนให้ปลูกพืชกินน้ำน้อยยังไงในช่วงแล้ง รัฐต้องคิดแล้ว ผมห่วงสถานการณ์ปีหน้า ผมกังวลว่า ถ้าเกษตรกรไม่ได้ทำสามนาคือ นาปรังปีที่แล้ว นาปีปีนี้ และนาปรัง รวมๆ แล้วไม่ได้ทำนาปีกว่าๆ แล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนใช้"
ไม่ว่าสถานการณ์น้ำจะพลิกผันเพียงใด ดร.เสรี บอกว่า คนไทยต้องประหยัดน้ำแล้ว ไม่อย่างนั้นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้าจะเจอวิกฤติ เพราะปริมาณน้ำน้อย เจอทั้งปัญหาการจัดการและปัญหาธรรมชาติ

2.เรื่องเดิมๆ จีเอ็มโอ
กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 “พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. …...” ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีเสียงคัดค้านภาคประชาชนจำนวนมาก

กระทั่งต้นเดือนธันวาคม 2558 สภาเกษตรกรฯ รวมทั้ง 13 เครือข่าย ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน พ.ร.บ.จีเอ็มโอ เรียกร้องรัฐบาลชะลอการนำร่างฯ เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จนกว่าจะมีการปรับปรุงเนื้อหาอย่างละเอียด โดยหัวเรือหลักที่ออกมาค้านตลอดหลายสิบปีคือ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Biothai) เพื่อไม่ให้ผ่านพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยมองว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี

เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติเข้ามาผูกขาดการค้าในประเทศไทย และให้มีการทดลองพืชสัตว์จีเอ็มโออย่างเสรี ซึ่งหลายคนมองว่า อาหารจีเอ็มโอเป็นอันตราย

แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ไม่ไฟเขียว และโค้งสุดท้ายก่อนจะข้ามปีหน้า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็ออกมาให้ติดป้ายฉลากจีเอ็มโออย่างเป็นเรื่องเป็นราว
เนื่องจากอาหารและสินค้าที่มีในจีเอ็มโอมีมากขึ้น ไม่ว่าจะข้าวโพด ถั่วเหลือ มะละกอ มันฝรั่ง ฯลฯ และผลิตภัณฑ์หลายอย่างมีส่วนผสมของอาหารจีเอ็มโอ
ที่สำคัญคือ เรื่องราวของจีเอ็มโอ ยังเป็นมหากาพย์ ที่หาบทสรุปไม่ได้ชัดเจน ทางมูลนิธิดังกล่าว เสนอให้การติดฉลากจีเอ็มโอ ใช้สัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ใช่ติดฉลากเล็กๆ มองไม่เห็นและอ่านยาก

3. เปลี่ยนความคิดคนกินปลา
ปีนี้คนจับปลาในทะเลมาทำความรู้จักคนเมืองมากขึ้น และทำให้คนเมืองรู้จักแบรนด์ "คนจับปลา" รวมถึงมีการให้ความรู้เรื่องปลาทะเลที่ไม่ใส่ฟอร์มาลีนจะสังเกตอย่างไร และคนเมืองจะช่วยสนับสนุนชาวประมงอย่างไร

ที่ผ่านมา องค์การอ็อกแฟม แห่งประเทศไทย สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย และเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก ช่วยกันจัดงาน Fisher Folk in Bangkok 2015 ที่รูทการ์เดน (Root Garden) ทองหล่อ

“เพราะเราเป็นขั้นตอนแรกในการจับปลา วิธีการที่จะเก็บรักษาปลาให้มีคุณภาพที่ดี ต้องเริ่มจากคนจับปลาก่อน พอได้ปลามา ต้องรีบปลดปลา รีบดองน้ำแข็ง แล้วก็ส่งให้ที่ร้าน” จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ร้านคนจับปลา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าไว้

“ถ้าจะออกไปจับปลาทู เราต้องออกตั้งแต่ตี 2 ออกวิ่งหาเชื้อปลา พอตี 5 ต้องปล่อยอวนแล้ว ไม่ว่าจะเจอหรือไม่เจอปลา ปลาแพแรกจะสาวขึ้นมาประมาณ 6 โมง 6 โมงครึ่งเราจะปลดปลาตัวแรก ปลาแพแรกจะใช้เวลาชั่วโมงหนึ่ง จะเป็นปลาที่แทบไม่ตายเลย เราก็จะรีบเอาไปดองน้ำแข็ง”

การดองน้ำแข็งที่ว่า คือ การเทน้ำแข็งรองก้นถัง ใส่ปลาลงไป แล้วเทน้ำแข็งทับเป็นชั้นๆ ระหว่างนี้จะเทน้ำทะเลผสมไปด้วย จิรศักดิ์บอกว่า ถ้าใช้เฉพาะน้ำจืด ตัวปลาจะเปลี่ยนเป็นสีออกเหลืองๆ สลับชั้นน้ำแข็งกับปลาไปเรื่อยๆ ขั้นตอนจะมีเพียงเท่านี้ จากนั้นก็ต้องรีบเอาเรือกลับเข้าฝั่ง นำมาคัดขนาดที่ร้านคนจับปลา แล้วซีลด้วยสุญญากาศเพื่อคงคุณภาพ

สำหรับสารฟอร์มัลดีไฮด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฟอร์มาลิน (formalin) ถือเป็นสารปนเปื้อนอันตรายที่ถูกห้ามไม่ให้ใช้กับอาหาร จิรศักดิ์ให้ข้อมูลว่า จะมีการใช้สารดังกล่าวในช่วงการคัดแยกขนาด

“พอไปถึงพ่อค้าคนกลาง ตอนคัดเลือกไซส์ เวลาปลาขึ้นมาเป็น 1,000 - 2,000 กิโลกรัม ต้องใช้เวลาชั่งน้ำหนักปลานาน เพราะเรือแต่ละลำขนปลาได้ประมาณ 200-300 กิโลกรัม ก็ต้องรอกัน ระหว่างรอ ปลาก็จะถูกคัดเลือกจากเรือแต่ละลำ มันทำให้ปลาไม่สด เลยต้องไปกระตุ้นในเรื่องของสารเคมีในขั้นตอนการดอง”

ถ้าจะแยกแยะความต่างระหว่างปลาจับตามธรรมชาติกับปลาเลี้ยง มีข้อสังเกตง่ายๆ ที่จะช่วยให้การเลือกซื้อปลา
อย่างแรกที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ ปลาน้ำเค็มส่วนใหญ่เป็นปลาจับ ยกเว้นกลุ่มปลาสองน้ำ ที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดก็ได้ น้ำกร่อยก็ได้ อย่างปลากะพง และปลาทับทิม
อีกข้อที่ไม่ควรลืมก็คือ ไม่ควรตัดตอนลูกปลาก่อนที่มันจะโตเต็มวัย โดยเฉพาะลูกปลาทู และปลาฉิ้งฉ้าง ที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารอุดมแคลเซียม นิยมซื้อเป็นของฝาก แต่ละถุงบรรจุลูกปลา 1,000 ตัวต่อกิโลกรัม

“ถ้าเราปล่อยให้เขาไปขยายพันธุ์ ปลาทูเราจะมีกินไม่ขาดเลย แต่ถ้าวันนี้เรายังกินลูกปลาทูอยู่ ก็เหมือนกับเราฆ่าเด็ก ปลาไม่ได้ไปขยายพันธุ์ มันก็หมด ที่ประจวบฯ ช่วงปิดอ่าว เราจะเจ็บปวดมากที่สุด คือเขาปิดตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม พอวันที่ 16 พฤษภาคม เราจะเห็นปลาทูขึ้นที่ท่า วันหนึ่งเป็นแสนกิโลกรัมเลย” จิรศักดิ์กล่าว