ปั่นสามแผ่นดิน ‘ฟิน’ ยกที่หนึ่ง

ปั่นสามแผ่นดิน ‘ฟิน’ ยกที่หนึ่ง

ปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่นักปั่นจักรยานตื่นตัวมากที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง

เพราะอุณหภูมิเย็นจับใจ มีสายลมพัดผ่านยามจักรยานทะยานไปข้างหน้า หรือแม้แต่ท้องฟ้าที่ใสกว่าปกติในฤดูนี้คือสิ่งล่อตาล่อใจนักปั่นได้ดีนักแล
และพอพูดถึงฤดูหนาว คนมักจะนึกถึงเมืองเหนือ จังหวัดในภูมิภาคดังกล่าวนี้จึงเนื้อหอมเป็นพิเศษ...ใช่แล้ว...เราจะขึ้นเหนือด้วยกัน พร้อมกับเจ้าเสือภูเขาคันเดิม


ประจวบเหมาะกับที่สายการบินนกแอร์จัดกิจกรรม 'ปั่นสามแผ่นดิน ไทย-เมียนมาร์-ลาว' ที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเหนือสุดแดนสยามนี้จึงถูกจัดเป็นที่หมายปลายทางอย่างเหมาะเหม็ง เพราะ หนึ่ง สายการบินนี้มีบริการโหลดจักรยานได้ฟรี 1 คัน ต่อผู้โดยสาร 1 คน โดยทำตามเงื่อนไข เช่น ต้องปล่อยลมยาง, นำจักรยานใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็ขนจักรยานคันโปรดไปปั่นเที่ยวกันแบบอีโค่ๆ ได้เลย


หลังจากจักรยานถูกลำเลียงจากกรุงเทพสู่เชียงราย ถ้าจู่ๆ จะปั่นเล่นในตัวเมืองเชียงรายคงไร้สีสันแปลกใหม่ ไหนๆ ก็มาถึงเมืองชายแดนติดกับประเทศเมียนมา ลองปั่นข้ามแดนไปเมืองท่าขี้เหล็กสักหน่อยน่าจะดี


สำหรับนักปั่นที่จะข้ามแดนไปท่าขี้เหล็ก ต้องทำเอกสารผ่านแดนที่ที่ทำการอำเภอ โดยใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน แล้วจะได้เอกสารผ่านแดนนำไปยื่นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ถ้าไม่มีประวัติเสียๆ หายๆ ก็จะได้รับอนุญาตให้ผ่านแดนไป โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องทำเอกสารเกี่ยวกับจักรยาน เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะไม่มีทะเบียน ปั่นเข้าไปได้เลย


แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าอะไรๆ จะง่ายดายไปเสียหมด เพราะทันทีที่ข้ามไปยังแผ่นดินเมียนมา จากที่เคยปั่นจักรยานชิดซ้ายในบ้านเรา ต้องเปลี่ยนเป็นชิดขวาตามกฎหมายบ้านเขา ถ้าปรับตัวได้ก็ลุยกันเลย


ด้วยค่าที่ชาวเมียนมาส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ และนับเป็นพุทธที่เคร่งครัดมากทีเดียว ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในเมียนมาร์ราว 80 เปอร์เซ็นต์คือ 'วัด' ดังนั้นสถานที่ที่แรกที่ปั่นไปคงเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจาก วัดระแข่ง วัดดังแห่งเมืองท่าขี้เหล็ก ที่นี่เป็นวัดมอญผสมเมียนมา เดิมทีเป็นวัดของชาวไทยใหญ่ ทำให้ศิลปกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของวัดนี้คือไม้ฉลุสวยงาม และหลังคาอุโบสถซ้อนกัน 7 ชั้นบ้าง 9 ชั้นบ้าง ตามประเพณีของชาวไทยใหญ่


ภายหลังเปลี่ยนพระประธานเป็นพระหน้าใส เป็นองค์จำลองจากองค์ที่ประดิษฐานที่มัณฑะเลย์ ที่เรียกว่าพระหน้าใสเพราะพระพักต์เป็นสีทองอร่าม เนื่องจากทำจากทองคำแท้ แต่สำหรับองค์จำลองนี้ทำจากทองคำเปลวมาปิด


หลังจากนั้นก็ปั่นต่อไปอีกนิดหน่อย แต่ที่ทำให้รู้สึกไม่นิดก็เพราะเส้นทางนี้ค่อนข้างชัน หากจะปั่นบ้าง เข็นบ้าง ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะอย่างไรก็ไปถึง ‘เจดีย์ชเวดากอง’ เหมือนกัน...


ใช่แล้วครับ คุณอ่านไม่ผิด ที่นี่มีเจดีย์ชเวดากองแม้จะไม่ใช่ที่ย่างกุ้ง


ด้วยเหตุที่ชาวเมียนมาส่วนมากยังมีฐานะค่อนข้างยากจน แต่ตามความเชื่อของพวกเขา การได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญๆ ของแผ่นดินนับเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้สักครั้งในชีวิต เมื่ออุปสงค์อุปทานไม่ไปด้วยกัน ทางลัดจึงบังเกิด


เหมือนกับพระหน้าใสจำลอง เพราะเจดีย์ชเวดากองก็เป็นแบบจำลองเช่นกัน แต่ชาวเมียนมาในท่าขี้เหล็กก็เคารพศรัทธาเชื่อกันว่าเจดีย์องค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้องค์จริง เราจึงได้เห็นชาวเมียนมาและนักท่องเที่ยวเข้ามาสักการะองค์เจดีย์จำลองที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวเขาล้อมรอบ เป็นบรรยากาศที่ดีไม่น้อยเลย


หลังจากสักการะไปพร้อมๆ กับพักให้หายเหนื่อยจากเนินชันเมื่อสักครู่ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราปั่นต่อไปยังบริเวณตลาดท่าล้อเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าที่เขาว่าราคาถูก แต่ไม่ทันจะได้ข้ามไปเดินตลาด ก็ต้องจอดจักรยานเพื่อชื่นชมอนุสาวรีย์อันเข้มขลัง โดยไม่รู้ว่าอนุสาวรีย์นี้คือใคร?


หลังจากด้อมๆ มองๆ อยู่พักใหญ่ อ่านป้ายบ้าง ถามคนบ้าง จึงได้รู้ว่านี่คืออนุสาวรีย์ของพระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์ตองอู ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในตองอูเพราะพระปรีชาสามารถด้านการรบและการปกครอง


นี่ไม่ได้เขียนอวยกษัตริย์ชาติอื่น หรือจะฟื้นฝอยหาตะเข็บในประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติแต่อย่างใด แต่ที่แน่กว่าแช่แป้งก็คือในหัวเมืองใหญ่ของเมียนมามีอนุสาวรีย์พระเจ้าบุเรงนองอยู่ทุกเมือง แม้จะไม่ได้มีให้คนกราบไหว้หรือทำพิธีบูชาอย่างบ้านเรา แต่นี่คือเครื่องเตือนใจให้ลูกหลานเมียนมาร์ได้ระลึกถึงคุณงามความดีที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำไว้


คราวนี้ไม่ต้องปั่น แค่จอดจักรยานแล้วเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็จะเจอตลาดท่าล้อ แหล่งค้าขายสินค้าราคาถูก ส่วนมากเป็นสินค้าจากประเทศจีน แต่ถ้าเป็นคนเลือกมาก (หรือเรื่องมากก็ได้) บอกเลยว่าอาจไม่เหมาะกับที่นี่ อย่างผมว่าเรื่องไม่มากเท่าไร (แต่ก็มากอยู่) ยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาแม้แต่ชิ้นเดียว


เมื่อไม่ได้ของจากฝั่งเมียนมาจะรอช้าอยู่ไย จากการทำเอกสารผ่านแดนมาท่าขี้เหล็กนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านไปไหนมาไหนได้ทุกที่ เพราะเอกสารนี้จะอนุญาตให้ลั้นลาได้แค่ในเมืองท่าขี้เหล็กเท่านั้น เมื่อข้ามไปเขตอื่นไม่ได้ก็กลับมาแดนเราดีกว่า


จากด่านแม่สายเราปั่นกันยาวๆ โดยมีที่หมายคือเชียงแสน ด้วยระยะทางเพียง 30 กว่ากิโลเมตร แต่ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เส้นทางธรรมดา แม้ชื่อจะคุ้นหูว่าพหลโยธิน แต่สองข้างทางก็มีวิวงดงามสบายตาไม่แพ้ถนนสายอื่นเลย ลองคิดดูสิครับว่า ทางเรียบๆ อากาศเย็นสบาย มองไปข้างทางเห็นทุ่งนาบ้าง ทิวเขาบ้าง บ้านเรือนหลังเล็กๆ น่ารักๆ บ้าง จะปั่นจักรยานได้ 'ฟิน' แค่ไหน...


แต่ในที่สุดความฟิเนเล่ก็สิ้นสุดลง เพราะก่อนจะถึงจุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ ราว 400 เมตร คือทางชันระดับ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ จากสายตาที่มองวิวข้างทางกลายเป็นจับจ้องที่พื้นถนนที่ตอนนี้ผ่านไปอย่างช้าๆ ช้าเหลือเกิน


แต่เส้นทางที่จักรยานพาไป ไม่เคยมีอะไรที่ดีตลอดหรือเลวร้ายเสมอไป เพราะนรก 400 เมตรเมื่อกี้ ตอนนี้กลับตาลปัตรเป็นความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงพ้นเนินนั้นมาก็จะพบกับจุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อของสามประเทศ ไทย-เมียนมาร์-ลาว วิวแม่โขงยามเย็นสวยไม่หยอกเลยผมจอดจักรยานแล้วยืนนิ่งมองสายน้ำและแผ่นดินของสามประเทศอยู่อย่างนั้น นิ่งและนาน จนกระทั่งนึกขึ้นได้...


เอ๊ะ! ปั่นสามแผ่นดิน นี่เพิ่งได้ปั่นไปแค่สองแผ่นดิน ขาดไปอีกหนึ่ง คงไม่ว่าอะไรหากจะบอกว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” นะครับพี่น้อง...!