ความงามกลางทะเลทรายแห่ง Yazd

ความงามกลางทะเลทรายแห่ง Yazd

ตั้งแต่เด็กแล้วที่ตั้งคำถามมาตลอดว่า

ในทะเลทรายมีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้างนอกจากการขี่อูฐ เพราะชาวไทยอย่างเราๆ คงคุ้นเคยกับทะเลน้ำสีฟ้าที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน มากกว่าทะเลทรายสีน้ำตาล ที่การจะหาสิ่งมีชีวิตนอกจากตัวเองให้เจอ บนพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา กลับไม่ใช่เรื่องง่าย


ผมเดินทางมาถึงเมืองยาซด์ (Yazd) ตอนตีห้ากว่าๆ ด้วยรถไนท์บัส ด้วยความง่วงที่รุมเร้า จากการนอนไม่เต็มอิ่ม เพราะรถที่เขย่าตลอดทั้งคืน จึงโบกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โฮสเทลอย่างเร็ว เพื่อนอนต่ออีกซักงีบ


และก็เป็นอีกครั้งที่ต้องประทับใจกับที่พัก เพราะราคาถูกแสนถูก แต่สภาพห้องกลับเหมือนโรงแรม ที่แม้จะไม่ได้หรูหราเหมือนโรงแรม 5 ดาว แต่คุณภาพก็ล้ำไปไกลกว่าราคาที่จ่ายจริงมากทีเดียว นอนได้อีกราว 3 ชั่วโมง ก็ตื่นมาอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวออกไปตะลุยทะเลทรายกว้างใหญ่ ในภาคกลางของอิหร่าน


แน่นอนว่าสไตล์ข้ามาคนเดียวแบบเรา จะไปทะเลทรายด้วยตัวเองคงไม่ง่าย เกิดเดินหลงทิศหลงทางขึ้นมา เดี๋ยวจะพาลเสียชีวิตเอาเปล่าๆ เลยติดต่อกับทัวร์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ในแพ็คเกจรถโฟร์วีล พร้อมคนขับที่เป็นไกด์ไปในตัว ทำหน้าที่นำทาง พร้อมกับทำแคมปิ้งค้างคืนกลางทะเลทรายหนึ่งคืน
บ่ายโมงครึ่งคือเวลาที่นัดกับไกด์ ที่มาตรงเวลาเป๊ะๆ


ฟาร์ชาร์ด คือชื่อของไกด์หนุ่มคนที่ว่า เขาตัวผอมสูง ใส่แว่น ฟันเหยิน พูดจาเสียงดัง งงๆ มึนๆ และดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ จนแอบคิดนิดนึงว่า ไปกับหมอนี่จะรอดชีวิตกลางทะเลทรายจริงไหม เอาเถอะนะ จ่ายตังค์ไปแล้วนี่...


เราใช้เวลาไม่นานนักในการขับรถออกจากตัวเมืองยาซด์ ก็มาถึงเขตของทะเลทราย ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา คืบก็ทะเลทราย ศอกก็ทะเลทราย มองไปทางไหนก็ไม่มีอะไรเลย เหมือนลอยคออยู่กลางทะเลเป๊ะ


ผมอ่านจากหนังสือนำเที่ยวเตรียมตัวมาก่อนแล้ว ว่าทริปทะเลทรายแบบนี้ คนขับรถมักจะโชว์ดริฟท์รถไปมา เพื่อให้เราหวาดเสียวเล่นๆ เช่นเดียวกับเจ้าไกด์หนุ่มคนนี้ ที่เหวี่ยงรถซ้ายทีขวาที แล้วก็หันมายักคิ้วใส่ผม แล้วแอบยิ้มมุมปากด้วยความภูมิใจ... จนผมงงว่าต้องการอะไร (ฮา)


ถ้าเราไปทะเลน้ำ ก็คงเล่นน้ำ แต่นี่มาทะเลทราย ถ้าจะให้ลงไปเล่นทราย ก็น่าจะทำได้ แต่หลังจากนั้นคงรู้สึกคันพิกลเพราะทรายที่เข้าตัว ไม่มีที่ให้อาบน้ำเสียด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมทำได้ คือการถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ


ณ จุดนี้เจอข้อดีและข้อเสีย


ข้อดีคือ ผมเหมาทริปนี้มาคนเดียว จะให้จอดรถถ่ายรูปตรงไหน อยู่นานเท่าไหร่ ก็สามารถทำได้หมด และทะเลทรายก็เป็นภูมิทัศน์สวยงาม ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และคงจะไม่ได้เห็นบ่อยนัก


ข้อเสียคือ ไม่มีแบบในการถ่ายรูป ไม่มีสิ่งมีชีวิต นานๆ ทีจะเจอต้นตะบองเพชร หรือพิสตาชิโอสักต้น แต่ถ่ายแต่ต้นไม้ก็เบื่อ และ เจ้าฟาร์ชาร์ด มนุษย์เพียงคนเดียวที่ผมหาเจอในตอนนี้ และตลอดทั้งวันทั้งคืนไปจนถึงบ่ายของวันพรุ่งนี้ เป็นนายแบบที่ห่วยระเบิด ด้วยการโพสต์ท่าแบบเด็กแว้นบ้านเราทุกครั้งที่ผมหันกล้องไปทางเขา


เมื่อขับรถวนเวียนดูได้สักพัก ก็เริ่มใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดิน ผมเลยขอปักหลักอยู่มุมใดมุมหนึ่ง เพื่อรอถ่ายพระอาทิตย์ลับเนินทรายดีกว่า


ระหว่างการรอคอย ก็เดินสำรวจไปเรื่อย พลางก็ต้องคอยหันดูทิศทางเป็นระยะ เพราะถ้าหลงกันแล้วจะยุ่ง จะเดินตามรอยเท้าของตัวเองกลับทางเดิม มันก็ถูกลมพัดหายภายในเวลาไม่กี่อึดใจ


น่าเสียดายที่ผมเดินทางไปในฤดูที่ฟ้าไม่เปิดเท่าไหร่นัก ภาพดวงอาทิตย์สีส้ม เผาท้องฟ้า ตกลงเหนือเนินทรายที่ผมจินตนาการเอาไว้ จึงไม่เผยออกมาให้เห็น แต่ระหว่างการเดินเล่นไปมาบนกองทรายน้อยใหญ่นับสิบ ก็ตระหนักได้ว่า การเดินทางไกลออกมาถึงดินแดนที่ไม่คุ้นแบบนี้ ทำให้เราได้ยินเสียงลมพัด จนรู้สึกว่าใกล้ชิดกับลมมากขึ้น


เมื่อใกล้ค่ำเต็มที ผมจึงเดินกลับไปหาฟาร์ชาร์ดเพื่อไปยังที่ค้างคืน เราขับรถออกมาอีกไม่ไกล เขาก็จอดเอาดื้อๆ และลงไปทยอยเอาเสบียงอาหารเย็นลงจากรถ จนผมถามว่าจอดทำไม


“ถึงแล้ว” เขาตอบ


ภาพตรงหน้าคือทะเลทรายเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีรูเป็นโพลงขนาด 1 คนลอด ลงไปในพื้นหินที่คลุมด้วยทะเลทราย ครับ ถูกแล้ว รูนั่นแหละ ที่นอนของเราคืนนี้...


ผมแอบช็อคนิดหน่อย เพราะนึกว่าเราคงจะกางเต็นท์กัน แต่ฟาร์ชาร์ดบอกว่าอากาศข้างนอกนี้หนาวเกินกว่าจะนอนในเต็นท์ ในรูสบายกว่าเยอะ อืม ก็มีเหตุผล

ผมถามต่อไปว่า แล้วไหนห้องน้ำ คำตอบก็ไม่เหนือที่คาดไว้เท่าไหร่ คือ ทุกที่เป็นห้องน้ำ...


เราช่วยกันก่อไฟขึ้นมาสำหรับผิง และทำอาหาร ฟาร์ชาร์ดพกของสดมาด้วย เมนูในเย็นนี้คือไก่ย่าง ผมมีแอบติดขนมปังเผื่อมาด้วย เลยได้เอามากินด้วยกัน มาดตอนฟาร์ชาร์ดย่างไก่ ไม่ต่างจากตัวละครของคุณอาฉลอง ภักดีวิจิตรนัก


หลังอาหารเย็น ก็นั่งจิบชากัน ฟ้ามืดไปแล้ว แต่พอแหงนมองกลับพบว่า มีดวงดาวเยอะอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จิบชาไป ดูดาวไป ก็พอเพลินอยู่ได้ แม้จะไม่มีแอลกอฮอล์


ฟาร์ชาร์ดถามผมด้วยคำถามเบสิค ที่ได้ยินมาแล้วแปดล้านรอบ ว่า คิดยังไงกับประเทศอิหร่าน แต่ทุกครั้งผมได้เพียงเป็นผู้ตอบเท่านั้น วันนี้มีเวลาเหลือเฟือ เลยลองถามกลับบ้างว่า “แล้วคุณคิดยังไงกับประเทศตัวเอง” และได้คำตอบที่น่าสนใจดังนี้:


“ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมเคยคิดมาตลอดว่าผมเกลียดประเทศตัวเอง ทำไมถึงไม่มีอิสระเหมือนประเทศอื่น ทำไมค่าเงินเราต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน ผมเคยอยากจะไปให้พ้นจากประเทศนี้ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว ตั้งแต่ผมได้มาทำงานเป็นคนนำเที่ยว ได้เจอคนจากหลายประเทศทั่วโลก ทุกคนชอบอิหร่าน ทุกคนบอกว่าประเทศของผมเป็นประเทศที่สวยงาม นั่นทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติ ทุกวันนี้ผมมีความสุข เรามีทะเลทรายที่ไว้แคมป์ปิ้งได้ เรามีบ้าน มีน้ำ มีอาหาร ครอบครัวของผมออกจากบ้านตอนเช้า และกลับเข้าบ้านตอนเย็นอย่างปลอดภัย ผมคิดว่าผมพอใจ อิหร่านไม่ใช่ประเทศที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้แย่ อิหร่านเป็นประเทศที่โอเคในความคิดของผม”


ผมเห็นด้วยกับฟาร์ชาร์ด อิหร่านเป็นประเทศที่ดีประเทศหนึ่ง แม้โลกภายนอกจะมองอย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับผืนทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของดินแดนเปอร์เซีย ที่แม้จะแห้งแล้ง แต่ยังมีต้นพิสตาชิโองอกงามเสมอ