รอให้ Stroke ก็สายเสียแล้ว

คุณรู้เรื่องหลอดเลือดสมองดีแค่ไหน หลายคนป่วย โดยไม่มีสัญญาณเตือน แล้วจะลดความเสี่ยงอย่างไร...
แม้จะรู้ว่า การเป็นหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงเพียงใด แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตระหนักรู้ที่จะป้องกันโรค ทั้งๆ ที่สามารถป้องกันได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลอดเลือดตีบ ตัน แตก เพราะถ้าป่วยด้วยโรคนี้แล้ว ก็ยากที่จะเยียวยา อาจกลายเป็นผู้พิการ หรือไม่ก็เสียชีวิต
“คนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อาจทำให้พิการ ซึ่งมีอยู่เยอะ และทำให้เกิดภาระโรค” รศ.นพ.ยงค์ชัย นิละนนท์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช กล่าว และเปรยว่า ทุกวันนี้หมอรักษาไม่ไหวแล้ว จึงอยากให้ความรู้ เพื่อป้องกันโรค
ก่อนที่จะไปไกลเรื่องความรู้ คงต้องทำความเข้าใจ คำว่า ภาระโรค ซึ่งจะนำไปสู่ความตายและความพิการ และในเมืองไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ ติดอันดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
“หลายคนรักษาหาย ดูเหมือนปกติ แต่ไม่ปกติ และสามารถกลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก” คุณหมอยงค์ชัย กล่าว เพื่อให้ตระหนักรู้ว่า โรคนี้ไม่ธรรมดา แต่เหตุไฉนประชาชนไม่หันมาป้องกัน เมื่อมีปัจจัยเสี่ยง ซึ่งแต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงไม่เหมือนกัน (อ่านล้อมกรอบ)
และยังมีกรณีป่วยเป็นโรคนี้ โดยไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่ถ้ารู้ให้ไว ไปให้ทัน ป้องกันอัมพาตได้
หลอดเลือดตีบ ตัน แตก
สมองประกอบด้วยหลอดเลือด ทั้งเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดฝอย หากเส้นเลือดเหล่านั้นตีบ ตัน หรือแตก ก็จะส่งผลต่อร่างกายทันที หากมาพบแพทย์ไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ เนื่องจากเนื้อสมองที่อยู่รอบหลอดเลือดอ่อนนุ่มกว่าเนื้อส่วนอื่นๆ ทำให้หลอดเลือดแตกง่าย เมื่อแตกเลือดจะออกไปกดเนื้อสมอง
คนที่มีปัจจัยเสี่ยง ก็จะมีสัญญาณเตือนให้ร่างกายรู้ เพียงแต่จะใส่ใจหรือไม่ อาทิ มีอาการตาพร่ามัว ชาครึ่งซีก ปากเบี้่ยว แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้าม และยังมีกรณีเกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหมือนกรณีทั่วไป
ว่ากันว่า โรคหลอดเลือดสมอง จะทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับสาม รองจากมะเร็งและหัวใจ และคาดการณ์ไว้ว่าปี 2559 จะมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต อัมพฤกษ์ 995 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยทุก 2 นาทีมีคนเป็นอัมพาต 1 ราย และทุกๆ 6 วินาทีจะมีผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเสียชีวิต 1 คน
นอกจากนี้องค์การอนามัยโลก ยังมีข้อมูลว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดจะเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนทั้งโลกปีละ 17 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 25 ล้านคนในปี 2563
ดูจากสถิติตัวเลขแล้วไม่ธรรมดา กรณีนี้คุณหมอยงค์ชัย บอกว่า ตามสถิติคนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัตราการนอนโรงพยาบาล 7-10 วัน เท่าที่ปรากฎเข้ามา 100 คน ณ วันที่ออกจากโรงพยาบาล เสียชีวิต 5 คน หายใกล้เคียงปกติ 25 คน และอีก 70 คนพิการน้อยมากตามลำดับ
“ถ้าเปรียบเปรยให้เห็นภาพ ลองนึกถึงระบบน้ำประปา ปั๊มน้ำก็เหมือนหัวใจ ท่อประปาก็เหมือนหลอดเลือด พอปั๊มน้ำทำงานไม่เป็นจังหวะ ก็เหมือนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ก็จะมีลิ่มเลือดอุดในระบบหลอดเลือด เมื่ออุดตัน ก็เกิด Stroke ถ้าพิการ ก็ใช้ระยะเวลานานมาก แม้บางคนดูเหมือนปกติ แต่เขาก็จะรู้สึกว่าไม่ปกติ นอกจากความพิการทางกาย ยังเกิดความพิการทางความจำ ซึ่งคนไม่รู้ เพราะคนจะรู้แค่ว่าแขนยกไม่ขึ้น เดินไม่ได้ ก็เป็นอัมพาต แต่เราไม่รู้ว่า โรคหลอดเลือดสมอง มีผลต่อพฤติกรรมและความจำด้วย ถ้านับส่วนนี้ ก็จะมีคนป่วยด้วยโรคนี้เยอะมาก”
นั่นเป็นกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน ส่วนไม่มีอาการให้เห็นชัดเจน คุณหมอยงค์ชัย เรียกว่า Stroke เงียบ ไม่มีอาการ ดูเหมือนทุกอย่างปกติ แต่เมื่อไปสแกนสมอง ก็เจอรอยโรค ที่เข้ากับหลอดเลือดสมอง
“อายุมาก ก็เสี่ยงมาก ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มอายุ วัยรุ่นก็ป่วยด้วยโรคนี้ได้ คนอายุ 45 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงมากกว่าคนอายุน้อย เพศชายเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง ถ้าป่วยจากสาเหตุของพันธุกรรม ปัจจัยเสี่ยงแบบนี้ป้องกันไม่ได้ คุณเคยเห็นคนดัดนิ้วแล้วงอได้หมดไหม หรือคนที่ม้วนตัวได้ดูเหมือนไม่มีกระดูก คนพวกนี้จะมีความผิดปกติของสารยืดหยุ่นในหลอดเลือด เสี่ยงกับหลอดเลือดเซาะตัว ที่เรียกว่า หลอดเลือดฉีกขาด”
กรณีดังกล่าว ต่างจากปัจจัยเสี่ยงอันเนื่องมาจากสูบบุหรี่ เป็นเบาหวาน ความดันสูง คุณหมอบอกว่า เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงแล้วเกิดการอักเสบระยะยาวเป็นสิบๆ ปี โดยไม่มีอาการ ก็เหมือนก็อกน้ำที่เปิดทุกวันนี้ วันหนึ่งน้ำไม่ไหล แกะดูก็พบว่า ตัน มีตะกอนหนา ถึงจุดหนึ่งก็แตก เปรียบได้กับลิ่มเลือดที่ไปอุดหลอดเลือด
“คนไข้บางคนกินยากระตุ้น หรือยาบ้าเยอะๆ ก็ทำให้หลอดเลือดแตกได้ หรือวัยรุ่นบางคนฉีดยาเข้าเส้น ก็เกิดลิ้นหัวใจติดเชื้อ มีปัญหาหลอดเลือดสมองได้ ซึ่งกลุ่มนี้เกิดขึ้นน้อย”
กว่าจะรู้ตัว ก็แย่แล้ว
โรคหลอดเลือดสมอง มีทั้งแบบมีอาการและไม่มีอาการ และใช่ว่าจะเป็นกับคนสูงวัยเท่านั้น หนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี ก็มีปัญหาได้เช่นกัน เนื่องจากไม่ทราบว่า ตัวเองมีรอยโรค และไม่มีสัญญาณเตือนให้ร่างกายรู้ ดังนั้นหลักการพื้่นฐานที่ทำได้คือ ตรวจร่างกายเช็คความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด และถ้ามีอาการผิดปกติในร่างกาย ควรมีการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
“ตอนที่ผมป่วยเป็นโรคนี้ ไม่มีอาการอะไรแสดงให้เห็นเลย อยู่ๆ ร่างกายก็ไม่มีแรงซีกซ้าย พูดไม่ได้ น้ำลายไหล ส่วนข้างขวาหยิบโทรศัพท์ไม่ได้เลย” พันตรีธนากร คงขำ ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มเล่าให้ฟัง ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนชอบออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพเป็นประจำ แต่มีช่วงหนึ่งทำงานเยอะ พักผ่อนน้อย เครียด
“ตอนนั้นผมนิ่งไปเลย ขยับไม่ได้ กว่าจะฟื้นก็อีกวัน ข้างขวาก็ไม่มีเรี่ยวแรงด้วย เพื่อนมาช่วย พาไปส่งโรงพยาบาล หมอบอกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับไขมันสูงหรือความดันโลหิตสูง หมอมาตรวจพบตอนหลังว่า ผมมีรูรั่วที่หัวใจนิดหนึ่ง มีลิ่มเลือดอุดตันสมอง สมองก็เลยใช้การไม่ได้ ผมไปฝังเข็มเกือบปี กระตุ้นที่ปลายประสาท แล้วกายภาพ ซึ่งต้องใช้กำลังใจมาก ลาป่วยเป็นปี เพราะที่ทำงานทราบดีว่าเป็นอัมพาต เมื่อเริ่มขยับได้ก็ค่อยๆ ดีขึ้น”
ปีกว่าๆ ที่คนหนุ่มอย่างเขาต้องนอนอยู่บนเตียง เขาบอกว่า โรคนี้คนวัยทำงานเป็นเยอะขึ้น คนที่พักผ่อนน้อย เครียด รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัญหาอาหารการกิน
“กินยังไงก็ได้อย่างนั้น ตอนที่ผมป่วยด้วยโรคนี้ ก็ไม่มีสัญญาณเตือน ต้องรีบมาโรงพยาบาลเลย ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมง แต่ผมหลับไปนาน กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลก็ 16 ชั่วโมงผ่านไป กว่าผมจะใช้ชีวิตได้ปกติก็สองปีกว่า”
ธนากร บอกว่า ตอนนั้นไม่คิดว่า ตัวเองจะหายป่วย เพราะไม่สามารถสั่งร่างกายได้เลย รู้สึกเครียด และคิดว่า ทำไมไม่เป็นตอนแก่ มาเป็นตอนที่เราหนุ่มๆ ทำสิ่งต่างๆ ได้ดี รู้สึกแย่มาก ทั้งๆที่เป็นคนออกกำลังกาย แต่พอป่วย กระดิกนิ้วยังไม่ได้เลย ซีกซ้าย หน้าตก คิ้วตก ตาตก ปากเบี้ยว ตอนนั้นพูดไม่ได้ ต้องมาฝึกพูด ฝึกใช้ลิ้น กายภาพหน้า ฝึกใหม่ทั้งหมด เมื่อกายภาพก็ค่อยๆ ฟื้นตัว
“กว่าสองปีถึงจะช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งๆ ที่หมอประเมินว่า 4-5 ปี เพราะผมสู้เต็มที่ ถ้าใจไม่สู้ ร่างกายก็หงิกง่อยไปเรื่อยๆ เป็นแผลกดทับ หรือเสียชีวิตไป ตอนนี้ผมต้องกินยาตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้เลือดข้น หรือมีลิ่มเลือดอุดตัน ผมอยากบอกว่า อย่าใช้ชีวิตอยู่ในความเสี่ยง ถ้าไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ย่อมเป็นเรื่องดี อย่ากินอาหารไขมันสูง”
ลดเสี่ยง เลี่ยงอัมพาต
ในฐานะหมอที่รักษาโรคนี้โดยตรง คุณหมอยงค์ชัย พยายามให้ความรู้กับประชาชนมากที่สุด เพื่อให้รู้จักป้องกันโรค เพราะไม่อยากให้คนไทยป่วยเป็นโรคนี้มากมายขนาดนี้
“ปัญหาใหญ่คือ ความดัน เบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้ารักษาได้ ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองหายไป 80 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็ออกกำลังกาย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ป้องกัน Stroke ได้ สามารถลดโรคเหล่านี้ได้ตามเป้าหมาย ต้องรักษาปัจจัยเสี่ยงก่อน ทั้่งการกินยา ปรับพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย ” คุณหมอยงค์ชัย กล่าว และเมื่อไม่นานนี้ มีคนไข้บอกเขาว่า “คุณหมอสูบบุหรี่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตายแล้ว”
“ปัญหาคือ ตายก็ไม่ตาย อยู่ครึ่งๆ กลางๆ นอนติดเตียง ป้อนข้าว ป้อนน้ำ ภาระหนักตกที่ญาติพี่น้อง มองไม่เห็นหนทางในการรักษา ป่วยด้วยโรคนี้จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าป้องกันแล้ว ยังโชคร้ายเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ก็ให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ยิ่งมาช้าก็จะเสียโอกาสที่จะหายป่วย ถ้ามาทันในครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง โอกาสหาย ย่อมสูงกว่า ยิ่งมาช้าก็หมายถึงสมองที่หายไป มีโอกาสพิการมากขึ้น”
ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอาหารไขมันสูง ซึ่งต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว พวกเขาใช้นโยบายรณรงค์จริงจัง เพื่อให้ประชาชนรู้จักป้องกันโรค จนสามารถลดอุบัติการของโรคได้
คุณหมอยงค์ชัย บอกว่า คนส่วนใหญ่คิดว่า เป็น Stroke แล้วหาย แต่จริงๆ แล้วอันตรายมาก โอกาสหายเป็นปกติ เป็นเรื่องยากมาก
“ถ้ารักษา Stroke ไม่ทัน ก็มีโอกาสพิการ บางคนพิการตลอดชีวิต จึงอยากให้คนตระหนักรู้ถึงปัจจัยเสี่ยง เมื่ออายุ 40 ต้องตรวจร่างกาย ถ้าปล่อยไว้ โดยไม่รู้ว่า ตัวเองมีปัจจัยเสี่ยง ก็จะนำไปสู่โรคอื่นๆ เหมือนโดมิโน”
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค
*เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงในการเป็น Stroke มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 4 เท่า แต่ถ้าควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสี่ยงได้
*เป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
*คนที่เป็นเบาหวาน ก็เพิ่มโอกาสเป็น Stroke ประมาณ 1.8-2.2 เท่า ถ้าควบคุมเบาหวานได้ดี โอกาสจะลดลง
*กลุ่มคนที่ไขมันในเลือดสูง
*อายุเกิน 55 ปี ทุก 10 ปีจะเพิ่มโอกาสเป็น Stroke เป็น 2 เท่า
*สูบบุหรี่เพิ่มโอกาสเป็น Stroke ประมาณ 2 เท่า
*ดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเลือดออกในสมอง
* อ้วนมากไป เสี่ยงต่อการเป็น Stroke
* เคยมีเส้นเลือดสมองตีบหรือเคยเป็น Strokeก็มีโอกาสเป็นได้อีก
ฯลฯ
.....................
หมายเหตุ : ข้อมูลจากสาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล




