แอพอีโค ตอบโจทย์ชีวิตเมือง

ยุคทองของสมาร์ทโฟนที่คนค่อนประเทศรู้จักใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ บนหน้าจอมือถือ มองเผินๆ แล้วเทคโนโลยีกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเหมือนเส้นขนาน
แต่ก็สามารถมาบรรจบพบกันได้ เมื่อมีผู้คิดค้นแอพเพื่อตอบโจทย์คนเมืองที่รักษ์สิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้มีแอพพลิเคชั่นดีดีมากมาย เพื่อเป็นเพื่อน เป็นผู้ช่วยที่ดีของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแอพฯ ที่ช่วยให้คนหันมาดื่มน้ำให้มากขึ้น หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ฯลฯ และล่าสุดมีแอพที่ทำให้คนหันมาทำเรื่องดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้พลังงานอย่างสนุกสนาน โดยใช้ชื่อว่า ECOLife app
นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา และ ท็อป-พิฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLife app มีแนวคิดว่า อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของคนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการหันมาเดิน ปั่นจักรยาน หรือไม่ก็ขับรถไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดการปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศ โดยนุ่นอธิบายเพิ่มเติมว่า
“เรายึดคอนเซ็ปต์ ทำดีได้ดีค่ะ พอเราโหลดแอพนี้ก่อนออกเดินทางเราจะกดเริ่ม พอไปถึงจุดหมายเราก็กดหยุด แล้วเราจะได้ Eco point และพอยท์นี้สามารถเอาไปแลกเป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามร้านที่เข้าร่วมกับเรา เช่น ลดค่าอาหาร 10 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นส่วนลดเมื่อเข้าพักโรงแรมที่เข้าร่วมกับโครงการเรา
ทำดีได้ดีก็คือการเดินทางของคุณประหยัดพลังงาน ลดก๊าซคาร์บอน คุณก็จะได้สิ่งดีๆ กลับไป เช่นถ้าคุณใช้ชีวิตปกติขับรถปล่อยก๊าซก้อนเท่านี้ พอคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางก๊าซก้อนนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เหมือนกับคุณช่วยลดมันลง พูดแบบนี้แล้วอาจจะงง ก็เลยบอกว่าก๊าซก้อนนี้เรามาแปลงค่าให้มันเป็นต้นไม้ ลดก๊าซเท่านี้เหมือนคุณปลูกต้นไม้ไปกี่ต้น เราจะประมวลผลออกมาให้เห็น นี่คือคอนเซ็ปต์ของ ECOLife app ที่เราทำ ตอนนี้เราไปร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปรณรงค์ให้เด็กในมหาวิทยาลัย ชวนน้องๆ เดิน ชวนน้องๆ ปั่นจักรยาน แทนการขับรถภายในมหาวิทยาลัยตอนเปลี่ยนตึกเรียน”
นุ่น-ศิรพันธ์ อธิบายต่อไปว่าภายในมหาวิทยาลัยดังกล่าวมีการรณรงค์ในเรื่องของ “เกษตรศาสตร์ลดพุง มุ่งสู่องค์กรสุขภาพ” กระตุ้นให้บุคลากรทำกิจกรรมทางกายเพื่อลดน้ำหนักอยางต่อเนื่องและถูกวิธี นอกจากช่วยลดน้ำหนักสุขภาพแข็งแรงแล้วยังช่วยโลกให้ประหยัดพลังงาน เพิ่มออกซิเจน และลดกาซคาร์บอนไดออกไซด์
“นุ่นกับท็อปทำงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิง ส่วนอีกด้านเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาท็อปเขาสนใจเกี่ยวกับงานอีโคดีไซน์ สนใจงานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เคยเปิดร้านอีโคช็อป ขายของเกี่ยวกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมา 5-6 ปี ได้สะสมองค์ความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดีไซน์ วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รู้จักกับบุคคลต่างๆ เราก็เก็บรวบรวมทุกอย่างมาเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อการออกแบบ ดังนั้นตอนนี้เราไม่ได้ขายของอย่างเดียว เรายังเปิดกว้างสำหรับนักศึกษาที่ต้องการความรู้ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการทำโปรดักท์เกี่ยวกับอีโค เราพร้อมแชร์คอนเน็คชั่น แชร์ความรู้โดยตรง และเราอยากจะแชร์ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เลยคิดว่าปัจจุบันนี้คนติดสมาร์ทโฟนเยอะมาก ทำยังไงให้เขารู้สึกว่าการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ใช่ต้องไปแต่งตัวด้วยผ้าฝ้ายสะพายย่ามใช้ชีวิตอีกแบบเท่านั้น”
ในความเห็นของสาวนุ่น เธอว่าคนในเมืองหลวงใช้เวลากับการเดินทางมากที่สุด แอพนี้จะเข้ามาเป็นตัวช่วยให้คนในเมืองรู้สึกสนุกกับการเดินทางพร้อมกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วยพร้อมๆ กัน
“เราก็เลยนำเรื่องของการเดินทางมาเป็นตัวเปิดให้คนเข้าใจว่า ตัวเขาต่อให้เป็นมนุษย์เมือง ทำงาน ใส่เสื้อผ้าตามเทรนด์ เขาก็สามารถใช้ชีวิตในวิถีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ นี่คือเหตุผลของการทำแอพพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ และมีวิธีสร้างแรงจูงใจด้วยพอยท์ทำดีได้ดีอย่างที่บอกไปตอนแรก เราก็ไปหาร้านที่มีแนวคิดเดียวกันกับเรา นุ่นไปหาร้านที่เป็นพันธมิตรบางร้านบอกว่า โอ้โห...พี่ อยากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว แต่พี่เป็นแค่ร้านกาแฟเล็กๆ จะชวนคนไปปลูกป่าก็คงยาก ก็เลยเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ ให้คนเอาพอยท์มาแลกส่วนลดที่ร้าน เป็นต้น”
นุ่นเล่าว่าหากรวบรวมต้นไม้ที่ได้จากการลดกาซคาร์บอนในแอพ ประมาณ 6 -12 เดือน ดูปริมาณจำนวนว่าได้ต้นไม้กี่ต้นแล้ว โครงการต่อไปคือชวนคนไปปลูกป่าจริงๆ เพื่อสร้างสังคมคนรักสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีกทางหนึ่ง เธอว่าเปิดใช้แอพนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2558 มีจำนวนสมาชิกกว่าหมื่นคน ยอมรับว่าแคมเปญแรกๆ นั้นหวือหวามาก ปัจจุบันนี้ต้องการเจาะกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยจะเน้นที่ Green University ที่มีกว่า 10 แห่งในประเทศไทย
“กลุ่มเป้าหมายแรกเริ่มต้นจากคนเมือง คนรักสุขภาพ คนรักสิ่งแวดล้อม นุ่นอยากให้ทุกคนได้ใช้แอพนี้ อยากให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน อีโคพอยท์เหมือนเป็นแรงจูงใจแรกให้รู้สึกว่าทำดีแล้วได้ดีนะ เอาพอยท์ตรงนี้ไปแลกเป็นส่วนลดต่างๆ ได้นะ อยากให้เกิดความรู้สึก เช่นถ้าอยากกินให้เลือกระหว่างร้านนั้นกับร้านนี้ เลือกร้านนี้ดีกว่าเพราะเอาพอยท์ไปแลกส่วนลดได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์เป็นต้น เหมือนเราสร้างวิถีชีวิตใหม่ขึ้นมา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทุกวันไม่ต้องรอปีหนึ่งค่อยไปปลูกป่าครั้งหนึ่ง หรือปีหนึ่งเราค่อยบริจาคของ เราสามารถทำได้ทุกวันสำหรับคนที่รักสิ่งแวดล้อม นี่เป็นประตูบานแรกที่เราเริ่มต้น”
มหาวิทยาลัยสีเขียว ลดมลพิษเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่าง “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” เดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง เพื่อเป็นแบบอย่างสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม รณรงค์การจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งในมิติทรัพยากร มิติเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มิติของเสียและมลพิษ และมิติมนุษย์และสังคมมาตลอด
รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ายังคงเดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็ง ที่ผ่านมาได้ริเริ่มโครงการวิทยาเขตสีเขียว หรือ KU Green Campus ขึ้นตั้งแต่ปี พศ. 2551 เพื่อรณรงค์ส่งเสริมการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และพลังงานในระดับชุมชน เป็นต้นแบบให้กับสถาบันการศึกษา และชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ โครงการรถบริการพลังงานทดแทนฟรี โครงการจักรยาน มก.สถานีผลิตไบโอดีเซล มก.โครงการธนาคารขยะรีไซเคิลกรีน มก.โครงการเกษตรศาสตร์รักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
“นอกจากนี้ยังได้จัดโครงการเรียนรู้อบรม ถ่ายทอดโครงการต่างๆ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมชุมชน แก่นิสิต บุคลากรและประชาชนที่สนใจ และมีการวิจัยต่อยอดเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมชุมชนของมหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ KU Green Campus เพื่อการใช้จริงในโครงการ และถ่ายทอดสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
ปีพ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 72 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขอเชิญชวนนิสิต บุคลากร ประชาชนทั่วไป ตลอดจนชุมชน สังคม และประเทศชาติ ร่วมแสดงพลังผ่านโครงการ KU Eco ภายใต้นโยบาย Green University Ku Eco – Bike Walk Slim ปั่น เดิน ลดพุง มุ่งสู่องค์กรสุขภาพ และมหาวิทยาลัยสีเขียว มี 3 โครงการย่อยที่จะดำเนินไปพร้อมๆ กันคือ คืนจักรยานสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการ KU ชอบเดิน และโครงการเกษตรศาสตร์ลดพุงมุ่งสู่องค์กรสุขภาพ แต่ละโครงการจะมีการถ่ายทอดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การออกกำลังกาย และการเสริมสร้างกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ"
จักรยานนับเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่กับนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้รับขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่งจักรยาน แม้ปัจจุบันนี้มีทางเลือกในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถสวัสดิการของมหาวิทยาลัยเข้ามา ทว่าจักรยานก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ รศ.ดร.ตฤณ แสงสุวรรณ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกายภาพ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเองก็รณรงค์ให้นิสิตและบุคลากรใช้จักรยานสัญจรภายในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงานในการปั่นจักรยาน “สถานที่ ที่ สองล้อ เคยเฟื่องฟู”
“ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินโครงการ KU Green Campus Healthy Community โดยมีการให้ยืมจักรยานเพื่อใช้ภายในมหาวิทยาลัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังมีการจัดหาจักรยานเพิ่มเติมแก่ทุกวิทยาเขต ในโครงการจักรยานพี่ให้น้อง มีการปรับภูมิทัศน์และขยายเส้นทางตลอดเส้นทางจักรยาน ตลอดจนติดตั้งเครื่องหมายจราจร ไฟฟ้าแสงสว่างเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยในการสัญจรด้วยจักรยาน
สำหรับโครงการคืนจักรยานสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ KU Eco-Bike เรามุ่งไปที่นิสิต บุคลากรของเรา และประชาชนทั่วไป โดยเริ่มปฏิบัติการที่เรียกว่า Operation KU White Bike Green Campus. Healthy Community ทั้งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และ 3 วิทยาเขต ก็คือ วิทยาเขตกำแพงแสน วิทยาเขตศรีราชา และวิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ในระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559”
ผศ.ดร.ราตรี เรืองไทย รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต กล่าวว่า โครงการ KU ชอบเดินหรือ KU Eco – WALK มีวัตถุประสงค์สำคัญในการปรับพฤติกรรมในการรักษาสิ่งแวดล้อมของนิสิตด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน และขับรถไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“ในมหาวิทยาลัยเราจะใช้ Ecolife Application เมื่อเริ่มเดินทางให้กด Start เพื่อเก็บข้อมูลการเดินทาง และเมื่อถึงที่หมายให้กด Stop เพื่อสรุปผลการเดินทาง โดยข้อมูลที่ได้จะแสดงแคลอรี่ที่เผาผลาญ และจำนวนคาร์บอนที่สามารถลดลงได้จำนวนต้นไม้ที่แปลงจากค่าคารร์บอนที่ลดลงเป็นต้น โครงการ KU ชอบเดิน หรือ KU Eco-WALK จะเริ่มโครงการตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งในวันสุดท้ายของ.โครงการนี้จะมีการจัดแรลลี่ปิดกิจกรรมส่งท้ายด้วย”
ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร กล่าวถึง ECOLife Application ซึ่งสนับสนุนการจัดโครงการกิจกรรมรณรงค์ในครั้งนี้ว่า “ทีมงาน ECOLife จะทำการเปิดห้องโครงการการเดินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับ มก. บนแอพพลิเคชั่นและระบุรหัสประจำคณะ เพื่อเป็นการรวบรวมผลสรุปกิจกรรมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังสร้างระบบ Ecopoints เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ในการตอบแทนการทำความดีด้วยส่วนลด กิจกรรม สิทธิพิเศษต่างๆ จากธุรกิจและบริการที่ร่วมโครงการ สำหรับผลในการคำนวณต้นไม้ในแอพ เราจะนำไปปลูกยังพื้นที่จริงให้ด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆของผู้ใช้งานสามารถแชร์ลงในเฟซบุ๊ค เพื่อให้เกิดการแพร่กระจายได้ทันที”
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีพลังการรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น เป็นพลังเล็กๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ เชื่อว่าแอพอีโคนี้จะตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองและขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด







