ส่อง 6 เทรนด์ใหญ่ปี 2026 'ธุรกิจกาแฟโลก'

วงการกาแฟต้องสั่นสะเทือน เมื่อความผันผัวนของราคากาแฟตลาดโลก กำแพงภาษีทรัมป์ และการซื้อขายเชนร้านกาแฟรายใหญ่ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน
KEY
POINTS
- ดีลควบรวมกิจการบริษัทบิ๊กเนมคึกคัก จับตาข่าวใหญ่ลัคอิน คอฟฟี่ ฮุบบลู บอทเทิ่ล
- ภาษีทรัมป์ป่วนธุรกิจกาแฟสหรัฐ คอกาแฟมะกันกระอัก ราคากาแฟพุ่งสูงถึงกลางปี
- ราคากาแฟในตลาดมีแนวโน้มปรับตัวลงเล็กน้อย ขานรับบราซิลและโคลอมเบีย มีผลผลิตเพิ่ม
- เครื่องดื่มกาแฟเย็นปรับแต่งได้เพื่อสุขภาพ กลายเป็นเทรนด์ฮิตในกลุ่มผู้บริโภค Gen Z
จับตาเทรนด์ใหญ่มาแรงที่พร้อมเปลี่ยนแปลงธุรกิจกาแฟในทุกเซ็กเมนท์ ในปี 2026 ตั้งแต่ความผัวผวนราคากาแฟตลาดโลก การซื้อขายเชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่ววงการ กำแพงภาษีของทรัมป์ที่ย้อนกลับไปเล่นงานคอกาแฟอเมริกันจนอ่วม บวกกับเทรนด์เมล็ดกาแฟหายากมาแรงในตลาดกาแฟพิเศษ ไปจนถึงเทรนด์ของเครื่องดื่มเย็นปรับแต่งได้ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของกลุ่ม Gen Z
@ ดีลซื้อขายร้านกาแฟบิ๊กเนมคึกคัก
ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นมา กระแสข่าวการซื้อกิจการของบริษัทรายใหญ่ในแวดวงธุรกิจกาแฟก็เป็นไปอย่างคึกคัก เปิดฉากด้วยดีลใหญ่ บิ๊กเนมวงการเครื่องดื่มของสหรัฐอย่างเคอริก ด็อกเตอร์ เปปเปอร์ ทุ่มเงินก้อนโตซื้อกิจการ 'เจดีอี พีทส์' (JDE Peet's) บริษัทกาแฟข้ามชาติชื่อดังจากเนเธอร์แลนด์ หวังสร้างบริษัทกาแฟข้ามชาติระดับเมกะโกลบอล
ตามมาด้วย 'คอสต้า คอฟฟี่' (Costa Coffee) แบรนด์ร้านกาแฟยอดนิยมสัญชาติอังกฤษ ถูกเจ้าของอย่างบริษัทโคคา-โคล่า ยักษ์ใหญ่วงการเครื่องดื่มระดับโลกแห่งสหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีขาย แถมตั้งราคาแบบขายขาดทุนเกือบ 50% ของจำนวนเงินที่เคยเข้าไปเทคโอเวอร์
ต้นเดือนพฤศจิกายน 'สตาร์บัคส์' (Starbucks) ตัดสินใจขายหุ้นใหญ่ 60% ของเครือร้านสาขาในจีน ให้กับกลุ่มการลงทุนแดนมังกร หลังเผชิญสงครามตัดราคาจนธุรกิจทรุด ต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นช่วยพลิกฟื้น
บลู บอทเทิ่ล คอฟฟี่ ตกเป็นข่าวใหญ่ ถูกบริษัทเนสท์เล่ เตรียมขายกิจการ พร้อมมีข่าวลัคอิน คอฟฟี่ จากจีน สนใจรับช่วงซื้อต่อ (ภาพ : Katt Galvan on Unsplash)
หลังจากนั้นอีกเดือนเดียว ก็มีรายงานข่าวว่า บริษัทเนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่วงการอาหารโลกจากสวิส กำลังเล็งขายกิจการเชนร้านกาแฟพิเศษไฮเอนด์ชื่อดังของสหรัฐอย่าง 'บลู บอทเทิ่ล คอฟฟี่' (Blue Bottle Coffee) ออกไป
ใกล้สิ้นปีก็ปรากฎข่าวใหญ่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการธุรกิจร้านกาแฟโลก หลังจากมีกระแสข่าวว่า 'ลัคอิน คอฟฟี่' (Luckin Coffee) เชนร้านกาแฟเบอร์หนึ่งของจีน เล็งซื้อกิจการร้านกาแฟ บลู บอทเทิ่ล ควบร้านกาแฟ '% อะราบิก้า' (% Arabica) ในจีน ตามแผนสยายปีกรุกธุรกิจร้านกาแฟนอกจีนแผ่นดินใหญ่
เชื่อว่าปี 2026 จะต้องมีดีลใหญ่ ๆ ของวงการกาแฟอีกแน่ เพราะบริษัทกาแฟระดับพี่เบิ้มกำลังจัดทัพใหม่ รับมือความผันผวนของราคากาแฟในตลาดโลก
@ ยุโรปเลื่อน EUDR ออกไปอีกปี
สำหรับตลาดกาแฟระหว่างประเทศ ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการ 'ตัดไม้ทำลายป่า' ของสหภาพยุโรป (EUDR) คือ การเลื่อน(อีกแล้ว) และการปรับลดความเข้มงวดของเนื้อหา
ตลาดกาแฟยุโรปเฮ หลังกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี (ภาพ : pexels.com/MART PRODUCTION)
การบังคับใช้กฎระเบียบนี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนธันวาคม 2026 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และเดือนมิถุนายน 2027 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจระดับไมโคร นอกจากนั้นแล้ว ยังปรับลดกฎเกณฑ์ให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงการสำแดงแสดงหลักฐานข้อมูลเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางความกังวลของอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและความพร้อม โดยเฉพาะ 'ชาวไร่กาแฟ' ในแอฟริกา
การปรับเลื่อน EUDR ออกไปอีก 1 ปี ทำให้ทุกภาคส่วนของธุรกิจกาแฟมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าแหล่งที่มาของกาแฟนั้นไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งต้องระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์โดยละเอียด
@ ภาษีทรัมป์ป่วนธุรกิจกาแฟสหรัฐ
ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' แห่งสหรัฐ สร้างความวุ่นวายไปทั่วระบบการค้าโลก หลังประกาศตั้งกำแพงภาษีศุลกากรแบบบีบคอประเทศคู่ค้าทั่วโลก จากนั้นมีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีตลอดเวลาผ่านทางการเจรจาต่อรอง บางประเทศก็ตอบโต้กลับไป บางกรณีอัตราภาษีก็ยกเลิกไปเอง เพราะแรงกดดันจากภายในประเทศที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ เพราะสินค้ามีราคาแพงขึ้น
ที่ชัดเจนก็คือ กาแฟของ 'บราซิล' ซึ่งสหรัฐนำเข้ากาแฟจากประเทศนี้ถึงกว่า 30% ของยอดนำเข้าทั้งหมด
กำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำบริษัทนำเข้ากาแฟสหรัฐปั่นป่วน คอกาแฟพลอยเดือดร้อน หลังราคากาแฟพุ่งสูงถึง 30% (ภาพ : pexels.com/Oktay Köseoğlu)
มาตรการภาษีของทรัมป์ ทำบริษัทนำเข้ากาแฟสหรัฐปั่นป่วนไปหมด เนื่องจาก 'ต้นทุน' นำเข้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว คอกาแฟก็เดือดร้อนไปด้วยเพราะราคากาแฟพุ่งสูงมาก โดยเฉพาะกาแฟคั่วบดบรรจุถุงที่จำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศปรับตัวขึ้นกว่า 30% ตกถึงเดือนพฤศจิกายน ผู้นำทรัมป์จึงยอมถอย สั่งยกเลิกภาษีสินค้าเกษตรจากบราซิลรวมไปถึงกาแฟ หลังจากเคยประกาศจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 50%
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนกาแฟที่เพิ่มขึ้นจากผลการตั้งกำแพงภาษีสูง ยังคงกระจายไปตามห่วงโซ่อุปทาน มีการคาดการณ์ว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย '9 เดือน' กว่าที่ราคากาแฟจะลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระยะเวลาในการคั่ว, การเจรจาต่อรองราคา และการขนส่งที่ส่วนใหญ่ใช้เรือสินค้า หมายความว่าคนอเมริกันต้องดื่มกาแฟในราคาสูงๆไปจนถึงช่วงไตรมาส 3 ของปี 2026 นั่นแหละ
@ คาดราคากาแฟตลาดโลกลดลง
ราคากาแฟตลาดโลกในปี 2025 อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น ภัยแล้งและฝนตกหนัก ในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น บราซิลและเวียดนาม ส่งผลให้ปริมาณกาแฟมีจำกัด โดยราคากาแฟ 'อาราบิก้า' พุ่งสูงสุดประมาณ 4.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ และราคากาแฟโรบัสต้าก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
ในช่วงปลายปี ราคากาแฟอาราบิก้าในตลาดล่วงหน้าระหว่างประเทศแกว่งตัวในกรอบ 3.40-3.50 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ได้รับอิทธิพลจากผลผลิตกาแฟที่เพิ่มขึ้นในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนราคากาแฟ 'โรบัสต้า' เคลื่อนตัวอยู่ในระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อตัน หลังจากเคยทะยานขึ้นไปแตะระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายปี 2024
สภาพอากาศที่แปรปรวน และนโยบายการค้าของสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง พร้อมก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดกาแฟระหว่างประเทศ (ภาพ : Tim Mossholder on Unsplash)
นักวิเคราะห์มีการประเมินกันว่า ราคากาแฟในตลาดล่วงหน้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวลงเล็กน้อยในปี 2026 ท่ามกลางความคาดหมายว่าผลผลิตกาแฟจากบราซิลและโคลอมเบียจะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณอุปทานโดยรวมเพิ่มขึ้น ทำให้ราคากาแฟลดลง กระนั้นก็ดี สภาพอากาศที่แปรปรวน และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของนโยบายการค้าสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัย 'เสี่ยงหลัก' ที่ก่อให้เกิดความผันผวนขึ้นได้
ขณะที่ 'กาแฟชนิดพิเศษ' (Specialty Coffee) แล 'กาแฟจากแหล่งกำเนิดเฉพาะ' (Single Origin) จะยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ส่งผลให้ราคากาแฟในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น
@ เทรนด์กาแฟหายากแรงต่อเนื่อง
เทรนด์เมล็ดกาแฟหายากยังคงมาแรงในตลาดกาแฟพิเศษทั่วโลก เป็นที่ต้องการและแสวงหาของคอฟฟี่ฮันเตอร์ รวมไปถึงคอกาแฟที่อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ แทบทั้งหมดเป็นสายพันธุ์หายากหรือค้นพบใหม่ที่ให้รสชาติและกลิ่นซับซ้อน อาทิ 'ซิดร้า' (Sidra), 'พิงค์ เบอร์บอน' (Pink Bourbon), 'ยูเจนนอยดิส' (Eugenioides), 'วูช วูช] (Wush Wush), 'ลอริน่า' (Laurina) และ 'ออมบลิก้อน' (Ombligon)
กาแฟหายากเหล่านี้หลายตัวแจ้งเกิดจากเวทีการแข่งขันบาริสต้าชิงแชมป์โลกที่จัดขึ้นทุกปี บางสายพันธุ์จัดอยู่ในขั้น 'ซูเปอร์แรร์' คือ นอกจากหายากมากและผลผลิตน้อยแล้ว ยังมีคุณภาพทางรสชาติสูง
สายพันธุ์กาแฟหายากยังคงมาแรงในตลาดกาแฟพิเศษ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติและกลิ่นซับซ้อน หลายตัวแจ้งเกิดบนเวทีบาริสต้าชิงแชมป์โลก (ภาพ : Leonel Barreto from Pixabay)
จะเรียกว่าโชคดีสำหรับหลายประเทศในละตินอเมริกาก็ได้ โดยเฉพาะโคลอมเบียและบราซิล เนื่องจากบริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปเปิดสถานีเพาะพันธุ์กาแฟในประเทศเหล่านี้ ส่วนใหญ่นำสายพันธุ์มาจาก 'เอธิโอเปีย' ซึ่งมีฉายาว่าแหล่งกำเนิดกาแฟโลก แล้วก็มักมีข่าวว่ากาแฟสายพันธุ์ใหม่หายากหรือกาแฟผสมข้ามสายพันธุ์หลุดออกมาจากสถานีเหล่านี้อยู่บ่อย ๆ
แต่กระนั้นกว่าที่ผู้ผลิตจะเปิดตัวกาแฟหายากสู่สายตาชาวโลก ก็ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันเป็นพิเศษ ตั้งโปรเซส, คั่ว และชง เพื่อให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนและโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นรสโทนฟรุตตี้, ฟลอรัล หรือสไปซี่ ทำให้เป็นที่ต้องการของคอกาแฟที่มองหาประสบการณ์ดื่มที่แตกต่างไปจากกาแฟทั่วไป
@ เครื่องดื่มเย็นปรับแต่งได้
เทรนด์ของ 'เครื่องดื่มปรับแต่งได้' (Customised drinks) คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปี 2026 เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น กำลังเติบโตเป็นกำลังซื้อหลักของโลก และเต็มใจที่จะใช้จ่ายมากขึ้นกับเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมและค่านิยมของตนเองเป็นสำคัญ
นอกจากนั้น ด้วยการเติบโตของแอปสั่งอาหารผ่านมือถือและ 'เมนูดิจิทัล' ลูกค้าในปัจจุบันจึงคาดหวังว่าจะสามารถปรับแต่งเครื่องดื่มของตนเองได้ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่การผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ไปจนถึงส่วนผสมเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพ เน้นที่ลดหวานลดไขมัน มีแคลอรี่ต่ำ มักหันไปใช้ความหวานจากธรรมชาติแทน รวมไปถึงนมพืชด้วย
เครื่องดื่มกาแฟเย็นแบบปรับแต่งได้เพื่อสุขภาพ คาดว่าจะกลายเป็นเทรนด์ฮิตในปี 2026 ตามการเติบโตของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z (ภาพ : pexels.com/Kaan Keskin)
'Gen Z' นี่แหละครับที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ กระตุ้นให้ร้านกาแฟต่าง ๆ คิดค้นและปรับตัว โดยนำเสนอเมนูใหม่ ๆ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มทางเลือก โดยเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟเย็น ไม่ว่าจะเป็น 'โคลด์ บรูว์' (Cold brew) หรือแบบ 'ไอซ์ คอฟฟี่' (Iced coffee)
การปรับแต่งเครื่องดื่มตามความต้องการของลูกค้าเป็นองค์ประกอบหลักของธุรกิจ ซึ่งช่วยกระตุ้นยอดขายและเสริมสร้างความภักดีของลูกค้า 'สตาร์บัคส์' เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในระดับตำนาน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเพิ่มส่วนประกอบต่าง ๆ มากมายนั้น ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อผลกำไรและประสิทธิภาพของร้าน
เทรนด์ของเครื่องดื่มเย็นปรับแต่งได้ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ถือว่าน่าสนใจยิ่งนัก มีหลายแง่หลากมุมให้พูดถึงแบบลงลึกในรายละเอียด สัญญาว่าในบทความต่อ ๆ ไปจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ขอสวัสดีปีใหม่ HAPPY NEW YEAR 2026 อวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีแต่พลังงานบวก มีสุขภาพแข็งแรง เปี่ยมด้วยหัวใจที่เข้มแข็งพร้อมรับทุกความท้าทายครับ
...................................
เขียนโดย : ชาลี วาระดี







