วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"Yury Namestnikov" มือปราบไวรัสคอมพิวเตอร์

โลกยุคปัจจุบัน... มีคอมพิวเตอร์เป็นศาสดาองค์ใหม่ มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นสาวก มีความรวดเร็วฉับไวเป็นบทสวด

แต่ในขณะเดียวกัน…

ก็มีไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นผีห่าซาตานที่น่าสะพรึงกลัว

 

ในขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์และระบบต่างๆมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับวิถีการดำรงชีวิตของมนุยษ์ยุคใหม่ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและมีบทบาทมากขึ้นแทบจะทุกมิติ

แต่ในอีกด้านหนึ่งของความเป็นอัจฉริยะของเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบต่างๆที่ถูกคิดค้นพัฒนาขึ้นมารับใช้เพื่อความสะดวกรวดเร็วของมนุษย์ ก็มีด้านที่ชั่วร้ายและความน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นพร้อมกัน สิ่งนั้นก็คือ “ไวรัสคอมพิวเตอร์”และวิธีการสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ซึ่งมันเปรียบเสมือนด้านมืดที่คุกคามควบคู่ตลอดเวลา นอกจากนี้แล้วมันยังมีกลุ่มคนที่คิดค้นพัฒนามหันภัยไซเบอร์อย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน

แม้ว่าจะมีหน่วยงานและองค์กรมากมายในโลกที่พยายามคิดค้นระบบต่างๆเพื่อทำหน้าที่ป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะควบคุมและกำจัดได้ เพราะมันเหมือนเงาสีดำที่คอยติดตามความรุดหน้าของระบบคอมพิวเตอร์ทุกเวลานาทีนั่นเอง

ในบรรดาองค์กรที่ทำหน้าที่คิดค้นนวัตกรรมการป้องกันไวรัสคอมพวเตอร์ที่มีชื่อเสียงของโลกนั้น องค์กรวิจัยและวิเคราะห์ระดับโลก (GReAT) ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Kaspersky Lab แผนก R & D (การวิจัยและพัฒนา) ของบริษัทป้องกันมัลแวร์ และนวัตกรรม ซึ่งก่อตั้งในปี 2008 โดยบริษัทแคสเปอร์สกี้ แลป ถือเป็นอีกองค์หนึ่งที่เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเพื่อการปกป้องคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และติดอันดับหนึ่งในสี่ผู้ให้บริการโซลูชั่นเพื่อการปกป้องผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และขณะเดียวกัน แคสเปอร์สกี้ แลป ยังคงอยู่ในฐานะผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยทางไอทีมายาวนานกว่า 17 ปี และนำเสนอโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพแก่องค์กรขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม รวมถึงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยองค์กรนี้จดทะเบียนบริษัทในสหราชอาณาจักร ปกป้องผู้ใช้กว่า 300 ล้านคน กว่า 40 ประเทศทั่วโลก

และมี ยูริ นาเมสนิคอฟ (Yury Namestnikov) เป็นบุคลากรที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ทำงานด้านนี้โดยตรง

ยูริ นาเมสนิคอฟร่วมงานกับ แคสเปอร์สกี้ แลป ในฐานะทีมนักวิจัยและวิเคราะห์ระดับโกลเบิล (GReAT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 มีความเชี่ยวชาญในด้านภัยคุกคามแบบต่อเนื่องขั้นสูงและการจู่โจมในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร การวิเคราะห์และเก็บข้อมูลมัลแวร์ต่างๆ รวมไปถึงการทำวิจัยด้านการจู่โจมทางโมบายดีไวซ์ exploit kits ความปลอดภัยในเว็บแอพพลิเคชั่น และรีวิวแนวโน้มความเป็นไปของภัยอันตรายบนโลกไซเบอร์ทั้งหมด

ยูริ นาเมสนิคอฟ เริ่มต้นเป็นนักวิจัยไวรัสคอมพิวเตอร์ให้กับ แคสเปอร์สกี้ แลป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ด้วยความสามารถที่โดดเด่นเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นนักวิจัยอาวุโสอย่างรวดเร็วในเวลาถัดมา ในปี พ.ศ. 2552 ได้ริเริ่มในโปรเจคในด้านการพัฒนาบริการทางสถิติสำหรับ Kaspersky Security Network (KSN) ในฐานะนักพัฒนานักวิเคราะห์อาวุโส ต่อมายูริ นาเมสนิคอฟ จึงได้ก้าวสู่หน่วยงานด้านการศึกษาและพัฒนาของแคสเปอร์สกี้ แลป ในฐานะผู้จัดการโครงการ ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้ทำการเทรนนิ่งด้านความปลอดภัยทางไอทีให้กับหลากหลายองค์กรทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรทางการเงินและองค์กรทางกฎหมายต่างๆ

และต่อไปนี้คือแง่มุมความคิดที่สะท้อนให้เห็นภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ที่น่าสนใจและน่ารับรู้อย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นเลยสิ่งใดที่ทำให้คุณหันมาสนใจและทุ่มเทกับการวิจัยเรื่องเหล่านี้?

จุดเริ่มต้นเลยคือการได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Matrix ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสงครามระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรในโลกอนาคตรวมไปถึงการต่อสู้กันในโลกไซเบอร์ ความสนุกจากภาพยนตร์ที่ได้จินตนาการตามการกอบกู้โลกจากภัยคุกคามทางดิจิตอลและความทะเยอทะยานในการเป็นผู้ต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์สุดเจ๋ง จากแรงบัลดาลใจในภาพยนตร์จึงมีความกระหายในการหาความรู้ในด้านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน สมาร์ทวอร์ช ว่ามีการทำงานอย่างไร รวมไปถึงซีพียู หน่วยความจำ การทำงานของฮาร์ดไดฟ์ และการสื่อสารกับระบบปฏิบัติการโปรด อะไรคือข้อมูลแบบบูลีน (Boolean) และตัวดำเนินการแบบบิต (Bitwise Operator) ต่อมาก็เริ่มเขียนโปรแกรมเอง จากนั้นก็เริ่มเคสอาชญากรรมไซเบอร์ว่ามีที่ใอย่างไร ดังนั้นจึงเริ่มศึกษาวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) ของอาชกรไซเบอร์ ตอนนั้นก็เริ่มฝึกฝนความสามารถของตัวเอง นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน สนุกกับการค้นหาความรู้ในเคสต่างๆ และเริ่มรู้สึกว่างานวิจัยคือตัวตนจริงๆ

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลก มีอารมณ์และความรู้สึก คุณคิดว่าโลกไซเบอร์จะสามารถเข้ามาครอบงำอารมณ์และความรู้สึกได้ทั้งหมดหรือ?

จริงๆแล้วโลกไซเบอร์คือผลสะท้อนของโลกที่แท้จริงของเรา เป็นพื้นที่ที่สามารถสื่อทุกอารมณ์และความรู้สึกได้ผ่านทางออนไลน์ มันคือความจริงเสมือน โลกออนไลน์ได้ให้โอกาสพิเศษกับพวกมนุษย์ที่จะเชื่อมต่อกับผู้คนที่อาศัยอยู่ต่างที่กันบนโลกสีเขียวใบนี้ ในปัจจุบันโลกออนไลน์สามารถสื่อได้แม่กระทั่งเรื่องความรักของที่อยู่ไกลกันให้รู้จักกัน รักกันจนกระทั่งแต่งงานกัน หากมองในแง่ความเป็นจริง โลกไซเบอร์ ไม่ได้ครอบงำมนุษย์แต่มันจะสนับสนุนจิตใต้สำนึกของมนุษย์ให้มีพลังมหาศาลมากกว่า

อันที่จริงคอมพิวเตอร์และระบบต่างๆเป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นจากสติปัญญาของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์สามารถจะควบคุมมันได้ แต่เป็นเพราะเหตุใดจึงมีสิ่งแปลกปลอมจนกลายเป็นภัยในระบบต่างๆของคอมพิวเตอร์ขึ้นได้?

เพราะว่ามนุษย์ทุกคนแตกต่างกันและจิตใจมนุษย์ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางคนในบางเวลาไม่ได้ต้องการที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น อยากจจะเห็นความหายนะเพื่อความสะใจ บางคนคิดว่าไม่เป็นไรที่จะขโมยหรือทำลายสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาตัวแปรสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถแปลงตัวเองเป็นอาชญากรไซเบอร์ได้นั้นคงหนีไม่พ้นต้นตอรากลึกแห่งกิเลสนั้นคือ การเงินและอำนาจ ซึ่งสามารถสร้างอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ในหลายหลายรูแปบบ

คุณคิดว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเช่นไวรัสคอมพิวเตอร์มันเป็นภัยกับมนุษย์ในสังคมยุคใหม่ด้านใดบ้าง...และคุณช่วยบอกรายละเอียดให้เห็นด้วยระดับของภัยเหล่านั้นมันมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน?

ลองคิดดูนะครับว่า ปัจจุบันโลกของเราวันนี้และแนวโน้มในอนาคตมนุษย์จะต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่างมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โรงไฟฟ้าทั่วโลกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ปัจจัยต่างๆขับเคลื่อนโดยหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ สัญญาณไฟจราจรในเมืองถูกควบคุมโดยโปรแกรม ระบบรักษาความปลอดภัยในอาคาร ระบบธนาคารระดับโลก ตลาดหลักทรัพย์ การเลือกตั้งผู้นำ พวกเรามีระบบไอทีอยู่ทุกหนทุกแห่งเพื่อจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง ความคิดส่วนตัวคิดว่า ภายในปี 2025 แม้กระทั่งรถยนต์มนุษย์อาจจะไม่ต้องขับเอง อาจจะเป็นแค่ผู้โดยสารอยู่หลังพวงมาลัยที่ควบคุมด้วยโปรแกรมอัจฉริยะก็ได้

ฉะนั้นถ้าจะให้กล่าวว่าไวรัสคอมพิวเตอร์จะสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์อย่างไร แค่ลองคิดดูว่าเราถูกคอนโทรลด้วยคอมพิวเตอร์มากมายเพียงใด ก็พอจะเห็นภาพความพินาศหากไสรัสคอมพิวเตอร์เข้าครอบคลุมแผลงฤทธิ์ขึ้นมาจริงๆ

คุณช่วยวิเคราะห์ได้ไหมว่า กลุ่มคนที่สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งแปลกปลลอมที่ไม่พึงปรารถนาขึ้นในโลกไซเบอร์จนกลายเป็นภัยอย่างหนึ่งนั้น พวกเขามีเหตุผลและมีแรงจูงใจอะไรจึงสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา?

มีบุคคลอยู่ 5 ประเภทที่ได้สร้างโปรแกรมที่อันตรายคือ

    1.นักวิจัยไร้สติ เต็มไปด้วยแรงจูงใจ – ความอยากรู้อยากเห็น ที่มาหลักๆของไวรัสในช่วงปี 60-90 ของศตวรรษที่ 20 พวกเขาต้องการทดลองและดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
    2.อันธพาลไซเบอร์ แรงจูงใจด้านความสะใจ – ความป่าเถื่อน
    3.อาชญากรไซเบอร์/ผู้รับจ้างทางไซเบอร์ ที่ต้องการเงินและอำนาจ
    4.นักเจาะข้อมูล เพื่อการประท้วง การแสดงออกในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การต้องการข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐาน
    5.ผู้มีอำนาจทางการเมือง เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูล/การจารกรรมทางไซเบอร์/ความเป็นไปได้ในการสร้างความเสียหายให้กับระบบไอทีของศัตรู สามารถจ้างทหารรับจ้างทางไซเบอร์

มันเป็นไปได้ไหมว่า ระหว่างคนที่สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์กับคนที่พยายามป้องกัน เป็นคนหรือกลุ่มคนเดียวกัน และความต่างระหว่างสองฝั่งนี้ คือ อะไร มีความคิดเห็นที่ต่างกันอย่างไร?

ในฐานะที่เป็นนักวิจัยด้านไวรัสคอมพิวเตอร์ ผมยังมั่นใจในจริยธรรมของผู้ปกป้องภัยอันตรายเหล่านี้ ผู้สร้างแอนตี้ไวรัสถูกปลูกฝังรากลึกกลายเป็นจิตสำนึกที่ทรงคุณค่าและความเคารพจากจิตใต้สำนึกที่จะไม่มีวินาทีไหนที่ต้องการใช้ความรู้เพื่อทำลายตัวตน ไม่อนุญาตแฮกเกอร์หมวกสีขาวในการเขียนโปรแกรมทีเป็นอันตราย มันเหมือนกับเส้นแดงที่คุณไม่สามารถข้ามไปได้

คุณคิดว่ากลุ่มคนที่คิดค้นสร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น มีด้านดีบ้างไหม?

หากมองในด้านดีและมองเฉพาะแฮกเกอร์ที่มีแรงจูงใจที่ดีก็พบว่าบางเคสก็ถือเป็นตัวอย่างที่น่านับถือยกตัวอย่างเช่น คนที่หาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ประเภทต่างๆ และรายงานให้ต้นสังกัดได้ปรับปรุง ในบางกรณีพวกเขาอาจได้รับรางวัลเป็นเงินเล็กน้อยจากบริษัทต่างๆเช่น Google, Facebook, Adobe หากมองเฉพาะด้านดี และถ้าพวกเขาเลือกทำแต่เฉพาะด้านดี การทำงานดังกล่าวก็มีส่วนให้โลกของเราปลอดภัยมากขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มมีคอมพิวเตอร์ขึ้นในโลกจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิจัยเรื่องนี้โดยตรง ช่วยบอกเล่าถึงวิวัฒนาการของภัยคอมพิวเตอร์ และช่วยเปรียบเทียบด้วยว่า ในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ซอฟท์แวร์ตัวร้ายทั้งหลายเสมือนจะมีคอนเซปท์ใหม่ๆ มาเสมอ ดังจะเห็นจากการแพร่กระจายของไวรัส และกลุ่มเหยื่อยูสเซอร์ที่ติดเวิร์มหรือโทรจัน อาจจะเพราะเคยเป็นเหยื่อโดนโจมตีมาก่อนที่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสื่อให้ความสำคัญต่อการรายงานไวรัสที่มาใหม่ รวมทั้งผู้เขียนไวรัสที่ถูกจับได้บ่อยๆ

อย่างไรก็ตามภัยร้ายจากซอฟแวร์เหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้คอมพิวเตอร์ตัวแรกจะไม่ได้ถูกบุกด้วยไวรัส แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีช่องโหว่ แต่นั่นเป็นเพียงเพราะว่าคนยังไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์พอที่จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ แต่เมื่อคนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น ปัญหาก็เริ่มเกิด เมื่อปี 1970 ก็เริ่มพบไวรัสที่เจาะเข้าระบบเครือข่าย เรียกว่า ARPANET และเมื่อทศวรรศต่อมา ที่แอปเปิ้ลเป็นที่นิยม ไวรัสก็เริ่มระบาดอย่างหนัก เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไวรัสก็เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน

เราจะเห็นว่าจากเดิมที่ไวรัสมุ่งเจาะระบบปฏิบัติการและระบบเครือข่าย ปัจจุบันผู้เขียนไวรัสได้เปลี่ยนรูปแบบ มาเป็นการหาทางเจาะช่องโหว่ที่พบตามซอฟท์แวร์ แอพพลิเคชั่นที่เป็นที่นิยมใช้งาน อาทิ ไมโครซอฟท์วินโดวส์ ยิ่งมีคนใช้งานโปรแกรมเหล่านี้มากเท่าไหร่ ไวรัสก็ยิ่งแพร่กระจายได้มากเท่านั้น การเติบโตของจำนวนการใช้อีเมลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของปัญหาการแพร่กระจายของไวรัส อีเมลขยะ Unsolicited Bulk E-mail (UCE)หรือ สแปม เป็นต้น เป็นตัวนำมาสู่ปัญหาการสื่อสารทางธุรกิจ และเมื่อปี 1999 ในเดือนมีนาคม พบไวรัสที่ชื่อ Melissa ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดของภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพราะMelissa สามารถที่จะเข้ายึดครองระบบอีเมลเพื่อใช้เป็น Host ในการส่งอีเมล ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์มักจะหลงเปิดอีเมลนั้นอ่านและตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว Melisaa สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและมีปริมาณมากจากการส่งอีเมลในแต่ละครั้ง ตั้งแต่นั้นมาผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะปกป้องตนเองจากอันตรายที่แฝงมากับคอมพิวเตอร์

และนี่คือวิวัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น จากเรื่องไกลตัวก็ขยับเข้ามาเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามของไวรัสมีการขยายตัวมากขึ้นทั้งความร้ายแรงและจำนวนของเหยื่อ ในส่วนของผู้สร้างไวรัสเอง แรงจูงใจก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นเพียงแค่การก่อกวนทางไซเบอร์มาเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย

คุณมีคำแนะนำอะไรบ้างในการป้องกันภัยเหล่านี้?

วิธีการป้องกันและแก้ไขก็ต้องปรับตัวและพยายามก้าวให้ทันหรือแซงหน้าผู้สร้างไวรัสเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเข้าใจในแรงจูงใจ และทิศทางของผลประโยชน์ที่ผู้สร้างไวรัสได้รับ ทั้งนี้แอนตี้ไวรัสซอฟท์แวร์เว็นเดอร์ต้องมีศักยภาพในการออกโซลูชั่นที่สามารถป้องกันได้ทั้งระดับบุคคลและระดับองค์กร นอกเหนือจากนี้ผู้ใช้งานเองก็ต้องหมั่นตรวจสอบและอัพเดตข้อมูลของโปรแกรมสแกนไวรัสเพื่อให้สามารถป้องกันตนเองจากไวรัสเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานโปรแกรมที่ถูกกฎหมายก็จะทำให้การปกป้องมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถสร้างระบบการป้องกันภัยจากภัยคุกคามที่อาจจะเข้ามาขโมยข้อมูลของคุณได้

คุณคิดว่าเราสามารถจะนำเอาภัยต่างๆในโลกไซเบอร์ ซึ่งมักจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เลวร้าย นำมาปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ได้ไหม?

การที่ไวรัสสามารถเจาะระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ เช่นในระบบการออกแบบสถาปัตยกรรม ในซอฟต์แวร์ หรือ ฮาร์ดแวร์ของระบบไอส่วนต่างๆ นั่นแปลว่าระบบตรงนั้นเกิดความบกพร่อง ฉะนั้นหากเรามองข้อดีของไวรัส เราจะพบว่าระบบเรามีจุดอ่อนตรงไหนและสามารถแก้ไขจุดนั้นให้ปลอดภัยมากขึ้น เพื่อให้ระบบของเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญของสังคมมนุษย์โลก...แต่การที่มีแฮกเกอร์,มีคนสร้างไวรัส รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ คุณคิดว่าระบบการสื่อสารของโลกเราจะเปราะบางไหม?

เมื่อโลกของเรามีการเชื่อมต่อแบบดิจิตอล แน่นอนว่ามันทำให้โลกของเราเปราะบางมากขึ้น การประสงค์ร้าย การกระทำต่างๆที่มุ่งทำร้านคนอื่นนั้นทำได้มากขึ้นเพียงแค่คลิก โลกแห่งหารสื่อสารเปราะบางมากกว่าแต่ก่อนแบบมหาศาล สิ่งที่พวกเราทำได้คือต้องช่วยกันสร้างความปลอดภันให้โลกของเรา

มีหนังเรื่องหนึ่งของ “สตีเว่น สปิลเบิร์ก”พูดเอาไว้ว่า “โลกของเราเล็กลงและเปราะบาง”...คุณเห็นด้วยกับคำพูดนี้บ้างไหม?

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าโลกไม่ได้มีขนาดเล็กลง โลกมีขนาดกว้างใหญ่ขึ้นมหาศาลมากกว่าเพราะเราสามารถเชื่อมต่อสิ่งต่างๆได้ทุกมุมโลก บางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่เคยพบไม่เคยรู้จัก แต่ด้วยโลกดิจิตอล โลกที่เชื่อมต่อได้ ทำให้เรารับรู้โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลเป็นการเปิดโลกและเชื่อมต่อกัน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเปราะบาง ส่วนจะเปราะบางอย่างไรนั้น มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจ การตัดสินใจ และการกระทำของมนุษย์

ในความเป็นจริงและในจินตนาการของคุณ ซึ่งวิจัยเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด คุณช่วยวิเคราะห์ได้ไหมว่าในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร และมีความรุนแรงขนาดไหน รวมทั้งจะมีรูปแบบแปลกใหม่ที่แตกต่างจากไวรัสคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้อย่างไรบ้าง?

ในจินตนาการของผม ผมคิดว่าภัยคุกคามมันจะก้าวเข้ามาสู่ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นและปัญหาส่วนบุคคล นอกจากนั้นแล้วในเวลาเดียวกันมันก็จู่โจมทั้งเมือง โจมตีระบบธนาคาร/ตลาดหลักทรัพย์ การแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งความเสียหายจากภัยคุกคามเหล่านี้สามารถพบได้เป็นจำนวนมาก ขณะนี้เรากำลังเห็นแนวโน้มใหม่ในอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พวกเราพบรายงานเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม มัลแวร์ ในขั้นที่สูงมากขึ้น ต่อไปไม่เพียงแต่การขโมยเงินแต่มันอาจมุ่งเป้าประสงค์ในการทำลาย

อย่างที่บอกไว้...คอมพิวเตอร์และระบบต่างๆของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ล้วนเป็นประดิษฐ์กรรมที่คิดค้นขึ้นโดยมนุษย์ เช่นเดียวกับไวรัสคอมพิเตอร์ คุณคิดว่าในวันนี้และในอนาคตมันสามารถจะเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่ใช้ต่อสู้กันในระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบได้ไหม?

ใช่ครับ ...มีตัวอย่างบางส่วนที่มีอยู่แล้ว เช่น stuxnet, ddos attacks, wiper attacks, Flame และอื่น ๆ อาวุธเหล่านี้สามารถพัฒนาเพื่อทำร้ายกันในระดับประเทศได้ขึ้นอยู่กับว่าเป้าประสงค์ความเสียหายนั้นจะอยู่ในระดับใด

สงครามไซเบอร์ระหว่างชาติจะเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดจะมีรูปแบบอย่างไร อย่างกรณีเกาหลีเหนือกับอเมริกา ที่เคยเป็นข่าว ถือว่าเป็นสงครามไซเบอร์ระหว่างชาติได้หรือไม่?

ถ้าสงครามไซเบอร์นั้นน่ากลัวมากเพราะโครงสร้างประเทศทุกจะถูกกำหนดด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า คมนาคม ประปา สาธารณูประโภคต่างๆ ทุกอย่างมีการเชื่อมต่อ หากอยู่ในภาวะสงครามไซเบอร์ ทุกอย่างจะถูกตัดขาด ในฐานะที่เป็น นักวิจัย สำหรับ Kaspersky Lab เรามุ่งเน้นที่จะ ตอบสนองความต้องการรักษาความปลอดภัย ของบุคคล บริษัท และรัฐบาล ทั่วโลก โดยเราไม่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับรัฐบาลใดๆ และเราไม่ได้ใช้โปรแกรมในด้านปัญหาทางภูมิศาสตร์ทางการเมือง เรามีความปรารถนาร่วมกันในการแก้ปัญหาอย่างสันติ

ในอนาคต ทุกประเทศจำเป็นต้องมีตำรวจไซเบอร์ไหม?

อาชญากรรมทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน เป็นความคิดที่ดีมากที่จะมีหน่วยงานดูแลเรื่องนี้โดยตรง ต้องตรวจสอบและพัฒนาไปพร้อมๆกับภัยอันตรายต่างๆ เรียนรู้ อัพเดทเทคโนโลยีและมุ่งมั่นในการศึกษาและปราบปรามด้านนี้โดยตรง ทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานตำรวจปกตื ร่วมมือกันและทำงานกับส่วนไซเบอร์ของตำรวจสากลที่มีการเปิดศูนย์การดำเนินงานใหม่ในปีนี้ในประเทศสิงคโปร์

ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ คือ เรื่องที่เป็นไปได้ไหม หรือ แค่เพ้อฝัน?

คุณไม่สามารถที่จะสร้างระบบความปลอดภัยได้ 100% เหมือนโจรจะไม่มีวันหมดไปจากโลก แต่คุณสามารถมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัย มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

โดยส่วนตัวของคุณ เคยเจอภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ท้าทายที่สุดไหม..และจัดการกับมันอย่างไร?

ทุกครั้งที่เราทำการวิจัย เราจะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในแต่ละประเภทของงาน และเราไม่เคยที่จะเบื่อ กรณีที่มีความซับซ้อนมากที่สุด คือ Duqu 2.0 (several zero-days มัลแวร์ อาศัยอยู่ เฉพาะใน หน่วยความจำคอมพิวเตอร์) รวมไปถึง Equation และ Carbanak ที่เป็นไวรัสเฉพาะเพื่อการขโมยเงินจากธนาคาร การจัดการไม่เพียงแต่การหาทางแก้ไขแต่เราต้องเรียนรู้ถึงพฤติกรรมการปองร้ายต่างๆแก้ไขรวมถึงการประเมินว่าอาจจะมีการจู่โจมในรูปแบบใดได้อีก

เรื่องเหลือเชื่อที่เห็นในภาพยนตร์หรือนิยายแนวไซ-ไฟมากมาย ช่วยยกตัวอย่างเรื่องที่มีความเป็นไปได้หรือมีอยู่จริง?

ที่จริงภาพยนตร์ Sci-Fi และผู้เขียนหนังสือมักจะคาดการณ์สิ่งที่จะมีอยู่ในโลกของเราในอนาคตไว้อยู่แล้ว

ภาพยนตร์ที่คิดว่าจะเป็นไปได้แน่ๆคือเรื่อง Solaris จากหนังสือของStanislaw Lem ซึ่งเป็นหนังวิทยาศาสตร์ในอนาคต ขณะที่มนุษย์เราสำรวจออกไกลไปถึงนอกระบบสุริยะมันแต่มันกลับดึงเรากับไปดูที่เบื้องลึกในจิตใจมนุษย์ ผมหมายความว่ามนุษย์จะพบอารยธรรมที่สวยงามในพื้นที่แต่เราจะไม่สามารถที่จะเข้าใจซึ่งกันและกันได้ครับ

การป้องกันกับการแก้ไข อันไหนยากกว่ากัน?

แน่นอนว่าการปกป้องเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุดในการอยู่บนโลกที่ข้อมูลทุกอย่างอยู่บนเทคโนโลยี การทุ่มเทเพื่อการปกป้องย่อมเป็นงานที่หนัก แต่ดีกว่าการที่คุณสูญเสียข้อมูลที่ไม่รู้ว่าจะได้คืนหรือไม่ การแก้ไขนั้นยากกว่ามาก ถึงแม่ว่าคุณจะแก้ไขได้ คุณก็ไม่สามารถวางใจได้ว่าคุณจะได้ข้อมูลคืนหรือไม่ หรือหากคุณได้ข้อมูลคืนครบถ้วน คุณก็ไม่สามารถวางใจได้อีกว่าคุณคือคนเดียวที่มีข้อมูลของตัวเอง

ในโลกนี้มีไวรัสที่แก้ไม่ได้ ตรวจหาไม่เจอมั้ย ?

ในโลกนี้ไม่มีไวรัสที่ไม่สามารถหาเจอได้...ในขณะเดียวกันก็ไม่มีแอนตี้ไวรัสที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน

ระหว่าง ไวรัส กับ ระบบตรวจจับป้องกันแก้ไข ฝ่ายไหนมีพัฒนาการที่ดีหรือเร็วกว่ากัน และถ้าเกิดไวรัสตัวใหม่ขึ้นมา โดยทั่วไปต้องใช้เวลานานไหมในการจัดการ?

ทั้งสองฝ่ายนี้เปรียบเสมือนการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไม่มีใครพัฒนาการมากไปกว่าใคร ไวรัสต่างพัฒนาไปเรื่อยๆเพื่อจุดประสงค์หลากหลายแบบ ไม่มีแอนตี้ไวรัสใดในโลกนี้ที่สามารถจัดการทุกภัยไซเบอร์ได้อยู่หมัด เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการอัพเดทเทคโนโลยี เพิ่มความรู้ ป้องกัน ความยากง่ายในการตรวจจับขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงสร้างไวรัสที่ทำมา

คุณรู้สึกวิตกกังวลบ้างไหมถ้าหากมีผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นอาวุธ?

มันเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆหากคนร้านมองตรงนี้เป็นหลัก เพราะทุกอย่างบนโลกนี้ถูกคอนโทรลด้วยเทคโนโลยี หากเกิดการทำร้านด้วยเทคโนโลยีจริงๆ ความหายนะจะถูกเชื่อมต่อทำลายต่อกันเป็นแถบๆและยากต่อการแก้ไข เป็นเรื่องที่น่ากังวล

คุณอยากจะบอก หรือเตือนอะไรบ้างกับมนุษย์โลกยุคใหม่ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต?

โลกดิจิตอลจริงๆแล้วเป็นโลกที่เจ๋งมากๆ เชื่อมต่อในแบบที่คุณต้องการ แต่ต้องระมัดระวังและไม่ลืมที่จะปกป้องทรัพย์สินทางดิจิตอลของคุณด้วย

และการตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อจะเติมเต็มโลกปัจจุบันของทุกคนครับ