เมืองหลวงหลายเมือง ในหลายประเทศทั่วโลก มีสภาพการจราจรที่ติดขัด รถยนต์อัดแน่นเต็มท้องถนนไม่ต่างจากปลากระป๋อง
แต่ที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน การจราจรนั้น ใกล้เคียงกับคำว่าการจราจล...
สิ่งแรกที่ทำหลังออกจากที่พักในวันนี้คือไปซื้อตั๋วรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองชีราซ (Shiraz) อีกเมืองสำคัญของอิหร่าน ที่มีชื่อเหมือนไวน์แดงชนิดหนึ่ง
ร้านตัวแทนจำหน่ายตั๋วอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก เพียงหัวมุมถนนเดียวเท่านั้น เมื่อเปิดประตูเข้าไป พนักงานทุกคนทำหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่ได้เห็นคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งก็อาจจะเป็นครั้งแรกจริงๆ)
หลังจากผมพูดทักทายว่า Hello เขาก็ส่งตัวแทนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้มาเป็นผู้ดำเนินการ ผมได้ตั๋วรถไฟไปชีราซ รอบสองทุ่มวันนี้มาด้วยความไม่ยากเย็นอะไร
ก่อนจะเที่ยวรอบเมืองเตหะรานเป็นวันที่สอง ก็เกิดความรู้สึกอยากดื่มกาแฟขึ้นมา จึงเดินหา และมาลงเอยที่ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง เจ้าของร้านกล่าวทักทายผมทันทีที่เข้าไปในร้าน
พอได้พูดคุยกัน และบอกเขาว่าผมมาจากประเทศไทย เขาก็มีอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะแฟนสาวของเขาก็เป็นคนไทย! ส่วนตัวเขาไปไทยมาสิบกว่ารอบแล้ว เขาทำอาชีพเป็นช่างสักลาย โดยเรียนวิชามาจากไทยนี่แหละ!
ในอิหร่านการเปิดร้านสักลายเพื่อความสวยงาม ยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากทางการ เขาจึงแอบใช้ชั้นสองของร้านกาแฟแห่งนี้ ให้บริการสักลายเพื่อความสวยงาม โดยหวังว่าสักวัน จะไปเปิดร้านที่พัทยา
เราพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันอยู่นานพอสมควร ก่อนผมจะขอตัวออกไปเดินเล่นในเมืองต่อ เขาบอกว่ากาแฟแก้วนี้ เขาไม่คิดเงิน แม้ผมยืนยันจะจ่าย แต่เขาบอกให้ถือว่าเป็น Welcome Drink แถมยังเขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ของเขาให้ผมพกติดตัว ประโยคสุดท้ายที่คุยกันนั้น เขาบอกว่า “ถ้าคุณเจอปัญหาอะไรก็ตาม โทรมาหาผม ผมจะช่วย จะเล็กน้อยแค่ไหนก็โทรมา ขอให้คุณรู้ไว้ว่า คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในอิหร่าน”
เจออย่างนี้แล้วจะไม่ให้หลงรักผู้คนของประเทศนี้ได้อย่างไร…
เมื่อกินกาแฟให้ตาสว่าง ก็มุ่งหน้าไปยัง Sa-ad Abad Palace อดีตพระราชวังของราชวงศ์ Pahlavi Dynastyแห่งอิหร่าน ที่ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมในฐานะพิพิธภัณฑ์ หลังจากหลงอยู่นานสองนานก็มาถึง แต่อนิจจัง...ลืมไปว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ปิด จึงต้องถอนตัวไปโดยปริยาย
แต่ยังเคราะห์ดีที่ พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของทริปนี้ เปิดเสียอย่างงั้น แฟนหนังอิหร่านอย่างเราเลยหมดเวลาที่นี่ไปนานโข แม้ไม่ได้โดดเด่นมากมายในเรื่องของเทคนิคการจัดวาง หรือสิ่งของที่นำมาแสดง แต่การได้เข้าไปเดินชมบรรยากาศภาพยนตร์อิหร่าน ก็เป็นอะไรที่เพลิดเพลินไม่น้อย
แต่สิ่งที่น่าเสียดายมีอยู่สองอย่าง คือห้ามถ่ายรูปด้านในพิพิธภัณฑ์โดยเด็ดขาด และไม่มีการพูดถึงหนังที่ถูกแบนเลยแม้เพียงเรื่องเดียว เพราะอิหร่านนั้นขึ้นชื่อดีเรื่องการทำหนังสร้างสรรค์ที่วิพากษ์สังคมได้อย่างเจ็บแสบ จนผู้กำกับหลายคนเคยถูกจับกุมตัวกันมาแล้ว
เมื่อถึงเวลาสมควรก็ออกจากพิพิธภัณฑ์เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินไปยัง Old Bazaar ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมสินค้าสากกะเบือยันเรือรบ คนทั่วทุกสารทิศต้องมาจับจ่ายที่นี่ ยิ่งช่วงเวลานั้นใกล้เดือนมีนาคม ที่เป็นวันปีใหม่อิหร่าน บรรดาผู้คนยิ่งแห่กันมาซื้อของเตรียมการเฉลิมฉลองมากขึ้น
รถไฟในเตหะรานไม่ได้เป็นแค่ระบบขนส่งมวลชน แต่ยังเป็นที่ทำมาหากินของคนจำนวนไม่น้อย ที่โดนพิษเศรษฐกิจเล่นงาน จนหันมาหารายได้ด้วยการขายของบนรถไฟ ที่มีผู้คนใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน ของที่ขายก็มีทุกอย่างเท่าที่คุณจะจินตนาการได้ ทั้งขนม ลูกอม กระดาษทิชชู่ ของเล่นเด็ก เข็มขัด เสื้อ รองเท้า ที่โกนหนวด ยาสีฟัน ปฏิทิน ฯลฯ
ระหว่างทางก็มีเด็กน้อยคนหนึ่ง เอากระดาษทิชชู่มายัดใส่มือ แม่หนูคนนี้อายุไม่น่าเกิน 7 ขวบ แต่มาขายของคนเดียวอยู่บนรถไฟ ทำให้ผมไม่สามารถปฏิเสธเธอลง แต่ผลกลับกลายเป็นว่า เธอหยุดขายทิชชู่ต่อ และนั่งลงคุยเล่นกับผมไปตลอดทาง แม้จะสื่อสารกันด้วยภาษาไม่ได้เลยก็ตาม แต่เป็นยังไงมายังไงไม่รู้ เธอก็กลายเป็นคนจูงมือผมลงรถไฟให้ถูกป้ายเสียอย่างงั้น
ไม่ได้หลงตัวเอง แต่ภาพของเด็กน้อยตัวจิ๋วชาวเปอร์เชีย เดินจูงมือหนุ่มเอเชียเดินในสถานีรถไฟ คงทำให้หลายคนรอบด้านยิ้มออก จนถึงกับมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยภาษาอังกฤษ เขาแนะนำตัวว่าชื่อ Fahzad ทำงานเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์มือถืออยู่ไม่ไกลจากบาซาร์ และกำลังจะไปหาเพื่อนที่เปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ในตลาด เมื่อรู้ว่าไปทางเดียวกัน เขาจึงอาสาขอนำทาง และก็ถึงเวลาต้องบอกลาเด็กน้อยขายทิชชู่หน้าตามอมแมม ที่ผมคิดว่าเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดคนหนึ่งที่เคยเจอในชีวิต...
Old Bazaar นั้นอยู่ใกล้กับ Goldsten Palace อีกหนึ่งพระราชวังในกรุงเตหะราน ที่แม้วันนี้จะเป็นวันจันทร์ แต่ก็เปิดให้เข้าชมเป็นบางส่วน จึงขอแวะไปดูเล็กน้อย เพราะคิดว่าตลอดเวลาที่เหลือในทริป คงไม่ได้ย้อนกลับมาอีก แต่เพราะใกล้จะถึงตอนเย็นแล้ว ทำให้เขาเปิดรับคนเข้าชมเป็นชุดสุดท้าย ซึ่งไม่รวมผม... ไม่เป็นไร ยืนดูจากข้างนอกก็พอ...
แล้วสิ่งที่ผมพบจะทำให้คุณผู้อ่านต้องตะลึง...! ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ทำท่าลับๆล่อๆ อยู่ตรงประตูวัง รอจังหวะเจ้าหน้าที่เผลอ แล้วชายคนนั้นก็วิ่งพรวดเข้าไปหน้าตาเฉย ก่อนถูกหิ้วตัวออกมาในอีก 10 วินาทีให้หลัง ผมจำได้ทันทีว่าเขาคือ คุณลุงฮัคคิว ชาวเกาหลีใต้ที่ออกเดินทางรอบโลกมา 3 ปีกว่า ที่เคยพบกันในตุรกี! เราหัวเราะกันลั่นเพราะไม่คิดว่าที่เคยพูดไว้ว่าเจอกันอีกทีในอิหร่าน จะได้เจอกันจริงๆ แต่พูดคุยกันได้เพียงพักหนึ่ง เราต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองต่อไป และหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ในที่ใดซักแห่งบนโลก
ผมใช้เวลากับฟาร์ชาร์ด และเพื่อนของเขาในตลาด นั่งดื่มน้ำชาตามสไตล์อิหร่านกันเพียงไม่นานก็ต้องขอตัว เพราะเวลาออกรถไฟใกล้เข้ามาทุกที แต่ถึงตอนนี้ สิ่งที่ผมได้รู้คือ ชาวอิหร่านชอบถ่ายรูปกันอย่างแรง แทบทุกคนในตลาดที่ผมเดินผ่าน แค่เห็นกล้อง ก็เสนอตัวเป็นแบบให้ผมถ่ายรูปทันที กล้องของผมจึงมีรูปคนอิหร่านเต็มไปหมด
แม้จะรีบแล้วก็ตาม แต่ผมเพิ่งซึ้งว่าไม่ใช่แค่กรุงเทพฯที่รถติด ช่วงเย็นของเตหะรานติดยิ่งกว่านั้น ผมใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปถึงสถานีรถไฟ ที่รถไฟออกไปแล้ว...
ด้วยความไม่อยากเสียเวลาไปอีกหนึ่งคืน จึงยอมจ่ายเงินซื้อตั๋วรถบัส นั่งไปชีราซแทน และจบค่ำคืนนี้ ด้วยการค้างคืนบนรถทัวร์..





