หยุดแชร์รูปศพ งดส่งรูปผู้ต้องสงสัย หรือข้อความมั่วซั่วทั้งหลาย รู้ไหม “เรา” ยังทำอะไรได้มากกว่านั้น
แม้เขม่าควันและสภาพกระจัดกระจายหลังเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (17 ส.ค.58) จะถูกปัดกวาดเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏการณ์ฝุ่นตลบของข่าวสารกลับยังไม่จางไปจากบทสนทนาในสังคม
โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ที่ใครหลายคนต่างกระโดดเข้ามาขอเป็นนักสืบจำเป็นคอยตามติดสถานการณ์ วิเคราะห์เหตุการณ์ และยังร่วมวงแชร์ข้อมูลที่ “สันนิษฐาน” ตลอดจน “ข้อสงสัย” ออกสู่โลกออนไลน์จนเป็นระลอกคลื่นที่แรงและไกลออกไปเรื่อยๆ
เมื่อข้อมูลส่วนหนึ่งเริ่มปรากฏชัดว่า อันไหนมั่ว อันไหนมีมูล จ่าพิชิต ขจัดพาลชน แอดมินเพจ Drama-addict บนเฟซบุ๊คได้ตั้งสเตตัสแยกขึ้นมาสำหรับข้อมูลที่เช็คแล้วว่า ชัวร์ หรือ มั่ว เพื่อให้คนเข้ามาดูกันได้ โดยเฉพาะภาพบุคคลที่ถูกแชร์โดย “คาดว่า” เป็นมือระเบิดนั้น สรุปแล้ว คือ “มั่วทั้งเพ”
ไม่ว่าจะเป็นภาพมือวางระเบิดที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกจับและตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว หรือติวเตอร์สอนภาษาชาวออสเตรเลียที่ถูกมโนกันไปเป็นตุเป็นตะเพราะมีภาพในอินสตาแกรมของเจ้าตัวตอนไปไหว้พระแถวๆนั้น หรือจะเป็นภาพของนักศึกษาลูกครึ่งที่เคลื่อนไหวด้านการเมืองก็ถูกเพจการเมืองบางเพจจับไปโยงว่าเป็นมือวางระเบิด แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยคลิปกล้องวงจรปิดว่า ในขณะเกิดเหตุ ตนกำลังทำงานในห้องสมุดอยู่
นอกจากนี้ก็ยังมีการแชร์ภาพทำนองว่า จับคนร้ายได้แล้ว ซึ่งเช็คไปเช็คมาก็มีแต่มั่วกับมั่ว
“ไม่แนะนำให้มโนไปเองว่าคนนู้นคนนี้เป็นคนร้ายนะครับ แต่ช่วยกันสอดส่องหาคนหน้าคล้ายๆ ในภาพประกาศจับ ถ้าเจอก็แจ้งเจ้าหน้าที่ได้เลย” คือ ข้อความที่จ่าพิชิตกำกับไว้ในสเตตัสดังกล่าว
นักสืบโซเชียล
หลังเกิดเหตุการณ์ พบว่า มีคนขี้สงสัยจำนวนไม่น้อยเข้ามาช่วยกันตั้งข้อสังเกตที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการตามล่าหาคนผิด
อย่างเสื้อยืดที่ผู้ต้องสงสัยใส่ในวันเกิดเหตุก็ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ชาวโซเชียลช่วยกันตามหาว่า สามารถซื้อได้ที่ไหนนั้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ตำรวจให้ความสนใจ และลงพื้นที่ย่านประตูน้ำเพื่อตามหาร้านที่มีขายด้วยเช่นกัน
ด้วยเจตนาดีของลูกเพจนักสืบทั้งหลายทำให้การปะติดปะต่อเรื่องเริ่มขยายวงกว้าง ส่วนประเด็นก็เริ่มบานปลาย หลายเรื่องก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนอยู่ แต่ก็มีบางเรื่องที่เริ่มออกทะเล จนต้องคอยอัพเดทให้ลูกเพจทราบด้วยว่า เบาะแสไหนไม่เป็นความจริง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรากฏ “โคนันจำเป็น” ขึ้นมากมายบนโซเชียล และต้องยอมรับว่า เกินครึ่งแชร์โดยแทบไม่ได้คิดหรือไตร่ตรอง โดยเฉพาะการแชร์ภาพผู้ต้องสงสัยที่ถือว่า สร้างความเสียหายให้กับบุคคลในภาพอย่างมาก
เมื่อถามความเห็นของจ่าพิชิตในฐานะ Influencer ของโลกโซเชียลเมืองไทยในฐานะด้วยจำนวนคนติดตามกว่า 8 แสนแอคเคานท์บนเฟซบุ๊ค และเป็นที่แรกๆ ที่คนจะเข้ามาทั้งอัพเดทข่าวสารจนถึงช่วยแจ้งเบาะแสยามเกิดเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ เขาเห็นว่า ทุกวันนี้หลังโซเชียลเน็ทเวิร์คเป็นที่แพร่หลาย เวลามีเหตุการณ์ เช่น อุบัติภัย หรือวินาศกรรม มักจะมีข้อมูลล้นมาเหมือนน้ำป่าไหลหลากเยอะมาก
“บางอย่างมันก็ไวดี เช่น คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพคนร้ายมาแชร์กันในเฟซบุ๊คมั่ง ในทวิตเตอร์มั่ง แต่ข้อเสียคือไอ้ที่เป็นข่าวลือมันก็เยอะ บางทีก็เป็นพวกข่าวลือแนวๆ ทฤษฎีสมคบคิดว่า คนนู้นคนนี้เป็นผู้บงการ บางทีก็โมเมเอาคนนู้นคนนี้มากล่าวหาว่าเป็นคนร้าย เราก็ต้องกรองข้อมูลพวกนี้”
สำหรับตัวเขา เน้นการติดตามข่าวจากแหล่งข่าวที่เป็น official (ทางการ) เช่นเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์จากหน่วยงานราชการ ตลอดจนแอคเคานท์ของสื่อมวลชนซึ่งโดยมากจะกรองมาแล้วส่วนหนึ่ง
“พวกที่เอียงชัดเจน คือ แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดๆ นี่ผมพยายามเลี่ยงนะ เพราะพวกนี้จะเจืออคติเยอะมาก ทำให้ข้อมูลที่เขาโพสท์อาจจะบิดเบือนไปตามอคติของเขา” จ่าฯ บอก
ส่วนหลักคิดในการส่งต่อข้อมูลสู่ลูกเพจหรือผู้สนใจนั้น จ่าบอกว่า หลักๆ จะแชร์เกี่ยวกับข้อมูลเสริมที่ประชาชนควรรู้จากเหตุการ์ณนั้น เช่น เวลามีเพลิงไหม้ใหญ่ หรือเหตุระเบิด ก็จะเสริมข้อมูลว่า ควรปฐมพยาบาลอย่างไร วิธีให้การช่วยเหลือเบื้องต้น หรือจะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ด้วยวิธีไหน พร้อมกับการอัพเดทสถานการณ์มีความคืบหน้า
“ที่จะไม่แชร์เลยคือ การกล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนร้าย เป็นผู้บงการ เพราะมันมีตัวอย่างมาเยอะแล้วที่คนบริสุทธิ์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องถูกเพจที่มีคนตามหลักแสนแต่มโนเอาเอง ติ๊งต่างกันมั่วๆ ซั่วๆ ว่า เขาเป็นคนร้าย แล้วเอาข้อมูลส่วนตัวของเขามาประจานจนเสียอนาคตก็มี การจะสอบสวนว่าใครเป็นคนร้าย ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สืบสวนที่เขามีอุปกรณ์ มีเครื่องมือ มีหลักฐานเบาะแสครบถ้วน คนที่มีแค่ข้อมูลในเน็ต ไม่ควรรีบด่วนสรุปแล้วกล่าวหาใครตามอำเภอใจ ถ้าอยากมีส่วนร่วมก็ช่วยกันส่งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ดีกว่า”
นอกจากนี้ ผลของการแชร์มั่วซั่ว ไม่เพียงแต่ทำร้ายบุคคลที่ถูกพาดพิงแล้ว ในทางกฎหมาย ผู้เสียหายก็ยังสามารถแจ้งความเอาผิดผู้โพสต์ได้ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์อีกด้วย
“ยกเว้นบางเพจที่บอกว่าตัวแอดมินอยู่ต่างประเทศจะกล่าวหาใครมั่วๆ ซั่วๆ ก็ได้ แล้วปลุกปั่นให้ลูกเพจกล่าวหาคนนู้นคนนี้ตามที่แอดมินมันปั่นหัว สุดท้ายลูกเพจก็จะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น” จ่าพิชิตตบท้าย
ตั้งสติบนความเสี่ยง
นอกจากการแสดงความเห็นและแชร์ข้อมูลอย่างมีสติแล้ว ในความเห็นของ พ.ต.ท. ศรายุทธ อรุณฉาย สารวัตรงานแผนและการฝึก กองกำกับการควบคุมฝูงชน 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านประสบการณ์ในสถานการณ์คับขันมานับไม่ถ้วน เขาให้คำแนะนำว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเรื่องของการมีสติ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม สติทำให้รู้ว่าเราควรทำอะไร หากทุกคนมีสติ ก็จะไม่ทำให้เกิดกระแสตื่นตระหนกแพร่กระจายออกไปในสังคม
"เท่าที่สัมผัสมา ผมคิดว่าคนไทยเราบางส่วนยังมีลักษณะ ‘หลอกง่าย-เชื่อง่าย-ตื่นง่าย-ลืมง่าย’ นี่คือคุณสมบัติที่พึงแก้ไข อย่างกรณีระเบิดที่แยกราชประสงค์ บางคนมีลูกเรียนหนังสือแถวลำลูกกา ยังจะให้ลูกหยุดเรียน ทั้งที่ จริงๆ แล้ว ควรตั้งสติ แล้วใช้ชีวิตไปตามปกติ"
สารวัตรงานแผนคนเดียวกันขยายความว่า หลักการสากลที่รู้กันดีอยู่แล้ว คือเราต้องช่วยกันสังเกตสิ่งรอบข้าง คอยเป็นหูเป็นตาว่า มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่องระมัดระวัง ยิ่งสมัยนี้ หลายคนจมอยู่ในโลกออนไลน์ ตั้งหน้าตั้งตาแชทอย่างเดียว บางคนเดินไปเล่นไลน์ไปจนถูกรถไฟชน หรือบางคนจมอยู่ในโลกส่วนตัวกับหูฟัง
“โดยพื้นฐาน เราต้องยอมรับก่อนว่า ทุกชีวิตมีความเสี่ยงทั้งนั้น แม้กระทั่งในสถานการณ์ปกติ เดินๆ ไป เราอาจจะโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว ผมคิดว่า ผู้เสียชีวิตที่แยกราชประสงค์ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะตาย หากผมอยู่ที่นั่นเวลานั้น อยู่ในรัศมีของระเบิด ผมก็คงตายเหมือนพวกเขา เพราะเราอยู่ในที่แจ้ง ขณะที่คนร้ายอยู่ในที่มืด”
"เรามีเจ้าหน้าที่ที่สละชีวิตในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น จ่าเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) หรือหมวดแชน (พล.ต.ท.แชน วรงคไพสิฐ) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ EOD มือฉมัง ลักษณะแบบนี้มันแตกต่างจากการรบกับฝ่ายตรงข้ามที่เห็นกันซึ่งหน้า อย่างน้อยเราสามารถหมอบลงในบังเกอร์หรือที่กำบังได้”
ในฐานะเป็นหัวหน้างานที่ต้องเตรียมความพร้อมของกองกำลัง ทำหน้าที่เป็นครูฝึกผู้ควบคุม และเป็นวิทยากรอบรมด้านความปลอดภัยให้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน พ.ต.ท.ศรายุทธ เห็นว่า ในแต่ละพื้นที่ที่แต่ละหน่วยงานดูแลอยู่นั้น สามารถเสริมสร้างมาตรการด้านความปลอดภัยที่เป็นสากลได้ดีกว่านี้
“เราต้องการบุคลากรมืออาชีพ ไม่ใช่จ้างเอาท์ซอร์ซ พอถึงหน้าดำนา ก็ลากลับไปดำนา พอเสร็จก็กลับมาเป็น รปภ.ใหม่ เราต้องการคนที่มีประสิทธิภาพ คนที่มีความนิ่ง คนที่มีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่กำลังขยายเส้นทางออกนั้น ก็น่าตั้งคำถามว่าสามารถดูแลได้หรือไม่ หวังจากฝั่งตำรวจคงไม่ได้ เพราะขาดแคลนกำลังพล”
อาสาส่องเมือง
ย้อนไปในวันเกิดเหตุ อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หรือ ยอด หัวหน้ารถกู้ภัย มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เคยช่วยเหลือหลายชีวิตจากเหตุฉุกเฉินมานับไม่ถ้วน เล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า ตนเองได้รับแจ้งในเบื้องต้นว่าเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ เจ้าหน้าที่ฯ ก็รีบไปที่เกิดเหตุทันทีที่รู้ข่าวตามปกติของงานอาสากู้ภัย แต่เมื่อไปถึงก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุปกติแล้ว
“เวลานั้นมีพลเมืองดี ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รปภ. หรือ ประชาชนที่อยู่ใกล้เข้ามาหมด” ยอดเอ่ย
หลังจากเสียงระเบิดสิ้นลง ความเสียหายกระจายไปทั่ว เจ้าหน้าที่อาสาคนนี้บอกว่า ดีที่คนหลั่งไหลกันมาช่วย แต่ก็อยากให้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ว่า จริงๆ แล้วต้องประเมินความเสี่ยงด้วย
“พลเมืองดีกว่า 10 คน มาช่วยพวกเรา บางคนมีสติ สามารถช่วยผู้บาดเจ็บที่มีอาการไม่สาหัส คือเอาขึ้นขี่หลัง เอาไปโรงพยาบาลตำรวจที่อยู่ใกล้ บางคนก็มาเป็นลูกมือให้พวกเรา หยิบส่งเครื่องมือให้ หลายคนก็สวมหัวใจของการเป็นจิตอาสา แต่จริงๆ ถามว่าเสี่ยงไหม สมควรไหม ถ้าอนาคตนะครับ ผมว่า ถ้าเราประเมินในเบื้องต้น ผมไม่อยากให้เข้าไป หน้าที่ที่สำคัญที่สุดเลย คือ แจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ทราบ”
“ถ้าเกิดมันจะมีการช่วยเหลือ ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นมากกว่านี้” ยอดย้ำ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการทำหน้าที่อาสาของเขาด้วย
อย่างไรก็ตาม ยอดก็ยังเห็นว่า ถ้าได้อยู่บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ แล้วคนใกล้ตัวบาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรคนไทยก็ไม่ปล่อยไปแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องช่วยด้วยสติและมีความระมัดระวังมากพอ
ยอดบอกว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เป็นบทเรียนใหม่ของคนไทย อันที่จริงแล้ว ประชาชนทั่วไปจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าทำหน้าที่เป็น “พลเมือง” ที่มีสติ
“ทุกคนมีสติ ก็ช่วยเจ้าหน้าที่ได้ วันนี้เราเห็นภาพผู้ชายคนนึงจากกล้องวงจรปิดส่งต่อกันไปทั่ว แต่ว่าถ้าเกิดวันนั้นมีใครสักคนนึงสังเกตเห็นว่ามีผู้ชายเดินผ่านเรา อยู่ๆ มานั่ง ถอดเป้ แล้วก็เดินออกไป ท่านสามารถตะโกนบอกได้เลย เพราะมันแปลกแน่นอน คือเขาอาจจะลืมของ เราก็เรียกให้กลับมาดูของของเขา” ยอดให้ความเห็น
ที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุระเบิดในหลายๆ ที่ ทางเจ้าหน้าที่อาสาฯ มักจะได้รับการแจ้งเหตุจากประชาชนว่า มีวัตถุน่าสงสัย แต่อาการแบบนี้ก็มาแค่ชั่วครู่เท่านั้น หลังจากนั้นประชาชนก็จะลืมกันหมด
“ประชาชนก็จะตื่นตัวในช่วงตอนแรกเท่านั้นเอง ช่วยแจ้งวัตถุต้องสงสัยจุดโน้นนี้ พอตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่ เป็นการเข้าใจผิด เป็นการก่อกวน พอวันเวลาผ่านไป เพียงแค่สัปดาห์เดียว ทุกคนก็เริ่มจะใช้ชีวิตแบบปกติ ก็ไม่มีสังเกตการณ์แล้ว”
ถ้าเราจะอยู่กันให้เกิดประโยชน์กว่าเดิม เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเตือนสติได้ดี
“ผมหวังว่าครั้งนี้จะเปลี่ยนไป” เขาย้ำ





