หลายคนบอก จะเรียนรู้อะไรให้ลึกซึ้งต้องใช้เวลา แต่สำหรับ “เชียงใหม่” ให้แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็เพียงพอ
เสน่ห์ของ เชียงใหม่ ที่ทำให้ทุกคนตกหลุมรักคงมีเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และความน่ารักของผู้คน แต่ถ้ามีเวลาจำกัด เราจะทำอย่างไรให้ได้เห็นภาพ และรู้จักเชียงใหม่ได้ครบถ้วนตามที่กล่าวมา
ขนาด “คน” เรายังต้องใช้เวลาเรียนรู้กันไปแทบทั้งชีวิต นับประสาอะไรกับเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 700 ปีอย่างเชียงใหม่ จะใช้เวลาเพียงชั่วโมง สองชั่วโมง คงเป็นไปไม่ได้
แต่...สิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นจริงแล้วที่เชียงใหม่ และเราก็กำลังจะไปพิสูจน์
......................
เช้าวันเสาร์ ราว 09.00 น. ใต้ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ภายในโครงการ Think Park รถรางสีขาวคันโตจอดรอรับผู้โดยสารอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เช้า เมื่อเรามาถึงก็ไม่รอรี รีบเดินเข้าไปซื้อตั๋วในราคา 80 บาท แล้วขึ้นไปนั่งรับลมเย็นๆ รออย่างสบายใจ
โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ หรือ โครงการเขียวชมเมือง by เขียว สวย หอม เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม ภาคีที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และการดูแลพื้นที่สีเขียวในเมืองเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทำความรู้จักเมืองเชียงใหม่อย่างใกล้ชิดผ่านเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ร่องรอยอารยธรรมในสถานที่สำคัญต่างๆ รวมถึงพัฒนาการของต้นไม้ และการสัมผัสรู้ด้วยหัวใจของตัวเอง
พาหนะที่เขียวชมเมืองฯ ใช้คือ “รถราง” ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว รถคันนี้จะพานักท่องเที่ยววนไปรอบๆ คูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็น “ใจบ้าน” ของอดีตอาณาจักรล้านนา แล้ววนกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งโดยใช้เวลาท่องเที่ยวบนรถรางราว 1.30 ชั่วโมง
รถรางเคลื่อนขบวนออกจากท่าเมื่อเวลา 9 โมงตรง หลังจากรถเลี้ยวเข้าถนนห้วยแก้ว วิเชียร ทาหล้า มัคคุเทศก์อาสา ก็เริ่มมอบความรู้ปน “ความรักษ์” ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน
วิเชียร เล่าว่า พญามังราย สร้างเมืองเชียงใหม่โดยอาศัยหลักการสร้างเมืองแบบโบราณ นั่นคือ ชัยมงคล 7 ประการอันเกี่ยวเนื่องกับลักษณะภูมิประเทศที่ดี หนึ่งในนั้นคือ “คลองแม่ข่า” สายน้ำที่ไหลมาจากต้นดอยสุเทพและไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในแง่ของการเป็นคูเมืองชั้นนอกของเมือง
ส่วนถนนห้วยแก้วนั้น เดิมเป็น “รางรินน้ำ” ที่ต่อมาจากน้ำตกห้วยแก้วบนดอยสุเทพ ก่อนจะไหลมายัง แจ่งหัวริน ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำหลัก แล้วผันเข้าไปใช้ในเขตเมืองเชียงใหม่ชั้นใน
รถรางแล่นเอื่อยๆ ผ่าน วัดโลกโมฬี ที่มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาแท้ นั่นคือ วิหารแบบล้านนา ยกพื้นต่ำ แต่หลังคาสูงเพื่อการระบายอากาศ ที่สำคัญจะไม่มีฝ้าเพดานเหมือนวัดภาคกลาง เพราะภาคเหนือนั้นจะมีลมโกรกตลอดเวลา
“วัดนี้เคยใช้ถ่ายทำหนังเรื่องสุริโยทัย ตอนที่พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตรีย์แห่งราชวงศ์มังราย ยกเครื่องบรรณาการมาให้ทัพหลวงเป็นการจำยอมตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองหลวงในสมัยก่อน เพื่อไม่ให้เสียเลือดเสียเนื้อ ที่นี่คือสถานที่ถ่ายทำ ที่วัดนี้มีต้นยางอินเดียใหญ่ๆ อยู่ด้วย”
ประตูช้างเผือก เป็นประตูเมืองที่อยู่ทางฝั่งทิศเหนือ ซึ่งชาวล้านนาถือว่าเป็นทิศมงคลของเมือง และประตูช้างเผือกก็เป็นประตูเดชเมืองที่มีมงคลและทรงพลังที่สุด
“สมัยก่อนถ้ามีเจ้าต่างแคว้นต่างเมืองจะเข้ามาเชียงใหม่ต้องเข้ามาที่ประตูนี้ หรือชาวล้านนาจะออกไปรบก็ออกประตูนี้เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ส่วนปัจจุบันเป็นประตูที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องเข้ามาทางนี้ และตอนสงกรานต์ก็จะแห่พระพุทธสิหิงค์ออกจากประตูนี้” วิเชียร เล่า
ความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนบนรถรู้สึกปลอดภัย ที่สำคัญเป็นความเนิบช้าที่ทำให้เราสัมผัสเชียงใหม่ด้วยสายตาได้อย่างละเอียด
แจ่งศรีภูมิ ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้มงคลที่ชาวเชียงใหม่อนุรักษ์ไว้ นั่นคือ ต้นศรีมหาโพธิ์ และต้นสัก ใกล้ๆ กันคือศาลประจำแจ่งที่เชื่อกันว่ามีอารักษ์คุ้มครอง เพราะแจ่งศรีภูมินี้ถือเป็นหัวใจของเมือง เป็นสถานที่แรกที่มีการสร้างเมือง ฉะนั้นจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวล้านนา วิเชียรว่า สมัยก่อนมีการปล่อยจระเข้ในคูเมืองเพื่อป้องกันศัตรูที่จะเข้ามารุกรานด้วย
รถรางเลี้ยวกลับเข้ามาในเขตคูเมืองแล้วตรงมาที่ วัดเชียงมั่น ซึ่งถือเป็นวัดแรกของเชียงใหม่ เดิมเป็นสถานที่ประทับชั่วคราวของพญามังรายในสมัยที่มีการสร้างเมือง เรียกว่า คุ้มเวียงเหล็ก แต่ภายหลังจากทรงย้ายออกไปก็โปรดให้มีการสร้างเจดีย์ครอบไว้ กลายเป็นเจดีย์ช้างล้อมมาจนทุกวันนี้
นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้ลงจากรถเพื่อกราบนมัสการพระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว และพระศิลาเจ้า ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวล้านนา ก่อนจะเดินไปชมเจดีย์ช้างล้อมศิลปะล้านนาผสมสุโขทัย รอบๆ มีต้นไม้ใหญ่หลายต้น เช่น ต้นผักเฮือดที่ชาวเชียงใหม่นิยมนำมาปรุงอาหาร, ต้นมะขามป้อมที่เป็นยาแก้ไอ, ต้นสาละ, ต้นลูกหว้า หรือชาวล้านนาเรียกว่า บะเกี๋ยง, กอไผ่โบราณ แต่ปลายทางจริงๆ ที่มัคคุเทศก์อาสาต้องการพาไปนั่นคือต้นไม้ที่ชื่อว่า ลีลาวดี
“ลีลาวดีต้นนี้น่าจะอายุประมาณ 70-80 ปี แล้ว สภาพทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ เคยได้รับรางวัลต้นไม้ใหญ่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว”
วิเชียร ว่า เครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม ทำงานเรื่องนิเวศประวัติศาสตร์ คือใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียว ฉะนั้นจึงพยายามอธิบายให้ทุกคนเห็นคุณค่าของพื้นที่สีเขียวให้มากที่สุด
“บางคนที่ไม่สนใจจะมองว่าพื้นที่สีเขียวเป็นส่วนเกิน ก็อาจจะสนใจเป็นอันดับท้ายๆ งานที่เราทำคือทำให้ทุกคนเข้าใจว่า พื้นที่สีเขียวจริงๆ อยู่กับเรา และเราใช้ประโยชน์อยู่ตลอดเวลา บางต้นเราเห็นมันอยู่อย่างนั้นมานาน มีความผูกพัน พอเขาเข้าใจว่ามีประโยชน์กับเรา รู้สึกผูกพัน เขาก็จะเริ่มคิดว่าต้นไม้สุขภาพเป็นยังไง ต้องรักษาดูแลยังไง”
เมื่อทุกคนตระหนักว่าต้นไม้มีความสำคัญ ต่อไปก็จะเป็นงานของ “หมอต้นไม้” ที่ต้องลงมาตรวจสุขภาพ และวินิจฉัยโรคเพื่อทำการรักษาต่อไป วิเชียร บอกว่า ต้นลีลาวดีในวัดเชียงมั่นนี้ก็ผ่าน “มีดหมอ” มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“บางทีแค่การตัดกิ่งง่ายๆ แต่ไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้ต้นไม้เสียสุขภาพจนค่อยๆ แห้งและกลายเป็นโพรงได้ ก็เลยต้องมาเรียนรู้ว่าตัดยังไงให้ถูกวิธี คือตัดให้ชิดโคนมากที่สุด แล้วเอาสารกันความชื้นเช่นปูนแดง หรือสีโป๊ว มาทาเพื่อกันความชื้น เมื่อความชื้นไม่เข้า เขาก็จะไม่เป็นอะไร อันนี้เราต้องให้ความรู้กับชุมชนที่อยุ่รอบๆ ด้วย เพื่อให้เขาช่วยกันดูแลรักษา”
วิเชียรเล่าเรื่องราวการดูแลต้นไม้ให้นักท่องเที่ยวฟังจนเพลิน แต่ก่อนจะเนิ่นนานเกินไป เขาก็ชวนให้พวกเรากลับไปขึ้นรถราง เพื่อเดินทางไปชมเชียงใหม่ในมุมอื่นๆ แน่นอนว่า เมื่อผ่านจุดสำคัญๆ วิเชียรก็มักจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้ทุกคนฟังเสมอ
ระหว่างรถจอดติดไฟแดงอยู่นั้น มัคคุเทศก์อาสาชี้ให้ดูต้นไม้ฝั่งตรงข้าม เป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยอดใบสีแดง วิเชียรบอก เป็นไม้มงคลที่เมื่อยามผู้เฒ่าผู้แก่จะเข้าวัดในวันสงกรานต์ จะเด็ดใบใส่ขันน้ำ หรือสลุง และสะตวงเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการสะเดะเคราะห์ ซึ่งต้นไม้ที่ว่านี้คนเหนือเรียกว่า “ต้นโจ้ก” หรือ ต้นโชค ในภาษากลาง อันมีความหมายถึงความโชคดี
ความสุขอีกอย่างของการนั่งรถราง คือการได้ทักทายกับชาวเชียงใหม่ ทุกคนที่ผ่านพบต่างยิ้มแย้มแจ่มใสและโบกมือทักทายกันเป็นระยะ นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้คนเชียงใหม่มีน้ำมิตรน้ำใจที่แข็งแรงมากทีเดียว
พลขับยกมือให้สัญญานเลี้ยวขวา ผ่านหน้าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ไปอย่างช้าๆ วิเชียรบอกว่า เดิมทีบริเวณนี้เคยเป็น “สนามหลวงล้านนา” แต่เมื่อเมืองขยายตัวก็ต้องขยับพื้นที่สนามหลวงออกไปอยู่
ส่วนซ้ายมือคือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ที่ทรงร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่ นั่นคือ พญามังราย, พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง เดิมทีบริเวณนี้เป็นศูนย์ราชการ แต่ก็ย้ายออกไป ปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
เรื่องเล่าของ “คุ้มหลวงเวียงแก้ว” ที่เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักร แต่ตอนหลังถูกปรับให้เป็น “คุก” ก็สนุกจนอยากฟังต่อ แต่พอเรานั่งรถรางผ่าน วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เท่านั้น ทุกคนต่างยกมือไหว้ แล้วหันไปสนใจหอไตร 2 ชั้น รวมถึงวิหารลายคำที่สวยที่สุดในอาณาจักรตามคำบอกเล่าของวิเชียรทันที
ลมพัดแผ่วเบาไล่ไอร้อนที่กำลังระอุออกไปได้บ้าง ก่อนที่รถรางจะเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ แล้วไปทะลุผ่าน วัดเจดียห์หลวง ที่นอกจากจะมีพระธาตุเจดีย์สูงที่สุดในภาคเหนือ(ตอนหลังพังลงมาเพราะแผ่นดินไหว)แล้ว ภายในยังมี “หออินทขีล” ที่เป็นหลักเมืองเชียงใหม่ด้วย
ข้างๆ หออินทขีลมีต้นยางนาขนาดใหญ่ที่วิเชียรบอกว่าเป็น “ต้นไม้หมายเมือง” ก่อนจะอธิบายถึงความหมายให้ฟัง
“ต้นไม้หมายเมือง คือต้นไม้ประจำเมือง เมื่อก่อนไม่มีแผนที่ ไม่มี google street view ถ้าอยากรู้ว่าเมืองอยู่ตรงไหนก็จะใช้ต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ให้คนได้เห็นแต่ไกล เลยเรียกว่า ต้นไม้หมายเมือง ต้นนี้อายุประมาณ 300 กว่าปี นำเข้ามาจากต่างถิ่น เพราะเชียงใหม่ไม่มีต้นยาง”
วิเชียร บอกว่า ถ้ามาเชียงใหม่จะได้ยินว่ามีต้นไม้ 3 คำ คือ “ต้นไม้หมายเมือง” คือต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง, “ต้นไม้หมายทาง” หมายถึง ต้นไม้ที่ปลูกเพื่อบอกเส้นทางเป็นแถวเป็นแนว และ “ต้นไม้หมายถิ่น” ที่บ่งชี้สภาพพื้นที่ว่ามีต้นไม้ชนิดนั้นๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
ล้อรถรางหยุดหมุนเพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินลัดเลาะซอยเล็กๆ ไปชม กู่พญามังราย ที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พญามังรายทรงต้องอสนีบาต(ฟ้าผ่า)สวรรคต ชาวเมืองจึงสร้างกู่เป็นอารักษ์เมืองที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพ จากนั้นเดินต่อไป วัดดวงดี เพื่อไหว้พระและสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อ ก่อนจะเดินทะลุผ่าน วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ที่เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐานแห่งเดียวในเขตตัวเชียงใหม่ แล้วไปขึ้นรถรางที่รออยู่อีกฝั่งถนน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปไวจริงๆ รถรางยังคงวิ่งเรียบๆ เรื่อยๆ ผ่านวัดอีกหลายแห่งในละแวกนี้ ก่อนที่รถจะเลี้ยวออกไปที่ ประตูท่าแพ ประตูพาณิชย์ที่อยู่ทางทิศตะวันออก
“เป็นย่านค้าขายตั้งแต่โบราณที่อุ่นหนาฝาคั่ง และอยู่ใกล้แม่น้ำปิงที่สุด ประตูนี้ไม่เคยปิด เนื่องจากเป็นประตูทางเข้าของเงิน ทรัพย์สิน ก็เลยเปิดไว้แบบนี้ เปิดรับทรัพย์”
วิเชียรชี้ชวนให้ดู “กาฝาก” ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการดูแลต้นไม้ ซึ่งทางเทศบาลนครเชียงใหม่ก็พยายามจัดการอยู่ตลอดเวลา
“ต้นไม้ใหญ่ของเมืองเรียกว่าเป็นพนักงานเต็มเวลา เป็นพนักงาน Full Time ที่คอยฟอกอากาศในช่วงกลางวัน การจราจรแน่นหนักขนาดนี้ ต้นไม้ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ถ้ามีกาฝาก หรือต้นไม้เป็นโพรง สุขภาพไม่ดี ก็จะทำงานไม่เต็มที่ แต่ไม่ต้องห่วง ทุกท่านที่ขึ้นรถคันนี้มีส่วนช่วยอยู่แล้ว เพราะงบประมาณที่ได้จะกลับไปสู่การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม”
รถเคลื่อนผ่าน แจ่งกะต๊ำ ที่เป็นแจ่งต่ำสุดของเมือง ใกล้ๆ นี้เป็นย่านชุมชนช่างสิบหมู่ ทั้งช่างเครื่องเงินที่ถนนวัวลาย ช่างเครื่องเขินที่ชุมชนนันทาราม ถัดไปเป็นประตูมนตรีเมือง นั่นคือ ประตูเชียงใหม่ ถือเป็นประตูที่ใช้ต้อนรับเพื่อนบ้านที่มาจากทางทิศใต้ และมี “ต้นยางนา” เป็นไม้หมายทางอยู่บริเวณนี้ด้วย
เลยไปไม่ไกลเท่าไรนัก คือ ประตูแสนปุง โดยคำว่า ปุง แปลว่า เตาไฟ คนเมืองเรียกว่า เตาปุง วิเชียร บอกว่า เมื่อก่อนย่านนี้เป็นชุมชนช่าง มีช่างหล่อ ช่างเหล็ก ช่างสิบหมู่ เลยมีเตาปุงมากมายจนนับไม่ถ้วน จึงพากันเรียกประตูนี้ว่า ประตูแสนปุง
“คนเมืองจะเรียกอีกอย่างว่า ประตูผี คือเป็นประตูที่เมื่อมีใครเสียชีวิตในเมืองจะออกประตูนี้เท่านั้น ออกไปก็เจอ “ประตูไหยา” เป็นฌาปนกิจสถานก็ส่งต่อกันไป ประตูนี้จึงเป็นประตูคนตาย เป็นทิศอัปมงคลของเมือง”
ความรู้ทางประวัติศาสตร์มาพร้อมกับการสอดแทรกพื้นฐานการดูแลและอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ ยิ่งมีใครในรถรางสนใจ มัคคุเทศก์อาสาก็ยิ่งหาเรื่องเล่าน่าสนใจมาเล่าจนฟังกันเพลิน กระทั่งรถรางวิ่งผ่าน แจ่งกู่เฮือง ที่เคยเป็นคุกเก่า แล้วเลี้ยวซ้ายผ่าน ประตูสวนดอก ที่เคยอุทยานดอกไม้ในสมัยพระเจ้ากือนาไปยังถนนสุเทพ ซ้ายมือมีต้นจามจุรี หรือต้นฉำฉา และต้นยางอินเดียขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง
วิเชียรว่า ถนนเส้นนี้มีต้นไม้มากมายเกือบ 300 ต้น และเป็นถนนสายแรกที่เครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม ร่วมกับทีมหมอต้นไม้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หน่วยงานของเทศบาลนครเชียงใหม่ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บูรณาการความคิดร่วมกันเพื่อให้ต้นไม้และสายไฟ/สายโทรศัพท์อยู่ร่วมกันได้แบบไม่ต้องมีใครต้องถูกทำร้าย
เมื่อรถรางเลี้ยวขวาเข้า ถนนนิมานเหมินทร์ อันเป็นถนนสายเศรษฐกิจใหม่ ทุกคนบนรถก็ถอนหายใจ จนเมื่อรถรางคันโตไปจอดสนิทนิ่งอยู่ใต้ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ภายในโครงการ Think Park อีกครั้ง เวลาแห่งความรู้และความบันเทิงของทุกคนก็เป็นอันจบลง
อาจไม่ละเอียดลึกถึงใจ แต่เชียงใหม่ภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งก็ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราทึ่งและประทับใจที่สุด
............................
การเดินทาง
ไปเชียงใหม่ได้หลายวิธี ทางรถยนต์ แนะนำให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 จากนั้นแยะเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา อ่างทอง นครสวรรค์ แล้วกลับมาใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านกำแพงเพชร ตาก ลำปาง แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำพูนถึงเชียงใหม่
รถโดยสารประจำทาง สอบถามที่ บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 1490, การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร.1690 และทางเครื่องบิน มีหลายสายการบิน การบินไทย โทร. 0 2356 111, บางกอกแอร์เวย์ส โทร. 0 2270 6699, แอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999, นกแอร์ โทร. 1318
สำหรับโครงการเขียวชมเมือง by เขียว สวย หอม ให้บริการรถรางนำเที่ยวเมืองเชียงใหม่ทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ เวลา 09.00-10.30 น. ราคา 80 บาท และเวลา 13.00-14.00 น. ราคา 50 บาท ขึ้น-ลงที่โครงการ Think Park ถนนนิมานเหมินทร์ รายได้สมทบทุนเพื่อการดูแลต้นไม้ใหญ่ และการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเมืองเชียงใหม่ สนใจสอบถาม โทร. 09 5129 8448





