วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดเทอมไปรบ? #รับน้องสยองขวัญ

‘ไม่มีใครตายเพราะรับน้อง’ วลีทำนองนี้ยังควรมีอยู่ต่อไปไหม ถามพี่คงไม่ได้ จะให้ดีควรเป็น ‘น้อง’ ที่ต้องตอบ

เมื่อความศักดิ์สิทธิ์ที่สถาบันแห่งหนึ่งในภาคเหนือภูมิใจนักหนากับประเพณีรับน้องที่สืบทอดยาวนานกว่า 80 ปี และสามารถเก็บงำรายละเอียดกิจกรรมเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายสู่โลกภายนอกได้หลายสิบปี ด้วยประโยคที่บอกต่อๆ กันมาว่า “อยากรู้ต้องมาเรียนเอง” ก็ยังถูกลดทอนได้ด้วยพลังโซเชียล

ถึงรุ่นพี่จะพยายามอย่างหนักที่จะคุมเกมสื่อในมือน้องๆ ด้วยการยึดโทรศัพท์ อุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการติดต่อกับโลกภายนอก แต่ก็ยังไม่วายมีหลักฐานเล็ดลอดออกมาจากมือซุ่ม ที่แอบถ่ายคลิปส่วนหนึ่งของกิจกรรมรับน้อง และว่ากันว่า ผู้ถ่ายต้องแลกมาด้วยการเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนั้นหลังถูกจับได้และทนรับแรงกดดันไม่ไหว (ปี 2556)

เขาไม่ใช่คนเดียวที่ต้องสังเวย ‘อนาคต’ และ ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้กับกิจกรรมที่หลายคนยังเทิดทูนในนามของ “ประเพณี” เพราะในหลายสถาบันที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหด ก็ปรากฏข้อมูลการลาออกกลางคันและถือเป็นเรื่องปกติ

 

โซตัส ปะทะ โซเชียล 

“รุ่นผมเข้าไป 91 คน ผมลาออกตอนปีหนึ่ง ตอนนี้เหลือกันอยู่ 20 กว่าคนได้ครับ” หมอ-กลวัชร ดอกลำเจียก เล่าถึงผลจากการรับน้องโหดในสถาบันแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องโหด จนสุดท้ายผู้ปกครองก็พาเขามายื่นใบลาออกด้วยตัวเอง

ตอนนี้กลวัชร ในวัย 22 กลับมาเป็นน้องปี 1 อีกครั้งในรั้วสถาบันเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็น “น้อง” แต่เขาก็ตั้งใจว่า ทุกอย่างจะต้องไม่ซ้ำรอยเดิม

“ว้ากมา ผมว้ากกลับครับ ผมรู้สึกว่า มันไม่โอเค ก็คุยกับเพื่อนๆ ในไลน์ รวมตัวกันได้ประมาณนึง ก็ไปบอกพี่เขาว่า.. แบบนี้ ผมกับเพื่อนไม่โอเค ไม่ต้องการเข้าร่วมรับน้องด้วย แล้วก็บังคับพวกผมไม่ได้นะ ก็รู้สึกว่า ไม่มีอะไรต้องกลัวนี่ครับ ผมอายุ 22 แล้ว แล้วพวกเขาเป็นใคร เด็กอายุ 19 มาสั่งผม เขาก็บอกว่า ขอให้เป็นไปตามประเพณี ผมเลยถามกลับว่า มหา’ลัย เปิดไม่ถึงสิบปี ประเพณีจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน อาจารย์ก็เรียกไปพบ ไปด่าผม เพราะเขาสนับสนุนกิจกรรมตรงนี้ สุดท้ายคือ ให้สโมฯ มาคุย ก็สรุปว่า จะตัดว้ากออกไป เหลือแค่กิจกรรมสันทนาการ เดินดูมหาลัย แค่นั้น” กลวัชร เล่าถึงกิจกรรมรับน้องที่เขาเจอในปีนี้

การรวมกลุ่มคุยกันถึงความไม่พอใจการรับน้องผ่านกรุ๊ปไลน์ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการซาวด์เสียงอย่างลับๆ ในหมู่รุ่นน้อง จากกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน ก็สามารถรวมพลังให้ใหญ่ขึ้นได้ และยิ่งมี “น้องใจกล้า” เป็นหัวขบวนที่จะแสดงจุดยืนอย่างแข็งกล้า ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างรุ่นของกลวัชร

“จุดยืนของผม คือ ต้องการสร้างความเสมอภาคของรุ่นพี่และรุ่นน้อง เราไม่ต้องการแบบ.. เฮ้ย ผมเป็นพี่ คุณเป็นน้อง ฉะนั้นผมเหนือกว่าคุณนะ เพราะถ้าเป็นพี่เป็นน้องกันจริงๆ ก็ต้องกอดคอกันได้สิ ผมไม่เห็นด้วยกับการทำให้คนอื่นลดความเป็นมนุษย์ลง” น้องปีหนึ่งวัย 22 เอ่ย

ทางฝั่งพี่ว้ากอย่าง ‘เอก’ เองก็ยอมรับว่า ตั้งแต่มีการใช้โซเชียลมากขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ค ทั้งไลน์ ก็ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านการรับน้องจากรุ่นน้องมากขึ้น จนตอนหลังรุ่นพี่อย่างเขาก็ต้องปรับตัวรับกับการต่อต้านของน้องๆ ในลักษณะเจอกันครึ่งทาง

ส่วน พันแสน บุญยการ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะที่เป็นผู้นำนักศึกษา ก็เห็นว่า ตอนนี้ควรจะ “หยุด” กิจกรรมทุกอย่างไว้ก่อน เพราะกลัวว่า หลายฝ่ายที่เห็นไม่ตรงกันจะไม่เข้าใจ ยิ่งในช่วงที่กระแสการรับน้องผิดที่ผิดทางมีออกมาให้เห็น

“เราไม่มีทางอื่นในการทำให้ทุกคนฟัง ในการที่จะยอมให้ทุกคนมีคำตอบที่พึงพอใจให้กับทุกคน” พันแสนเอ่ย ฉะนั้นสิ่งที่พันแสนและเพื่อนทำอยู่ตอนนี้คือ ช่วยกันระดมสมองว่า การทำกิจกรรมให้ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องต้องการอะไรเป็นพื้นฐานบ้าง

“จุดแรก ให้ทุกคนหยุดก่อน หยุดที่จะมีอคติ หยุดทุกอย่างก่อน ถ้าเราต้องการพื่อน เราต้องการรู้จักพี่ เราต้องการร่วมกิจกรรมคณะ เราก็จะเอาตรงนี้มารวมกันว่า ต่อไปกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป มันจะไปซัพพอร์ตแนวคิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ยังไง” พันแสนอธิบาย แต่อีกใจหนึ่งก็คิดไว้เหมือนกันว่า การหยุดอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดผลดีเสมอ

เพราะโลกมีความแตกต่าง ในทุกที่ย่อมมีคนคิดต่าง แม้กระทั่งในสังคมบังคับให้คนก้มหน้าอย่างไร้เหตุผล ก็ต้องมีคนลุกขึ้นต่อต้าน แต่สำหรับในโลกโซเชียล การแสดงถึงจุดยืนสามารถทำได้แม้กระทั่งด้วยตัวคนๆ เดียว ใครอยากจะลุกขึ้นมาสร้างเพจต่อต้านบางสิ่ง ความคิดบางอย่าง ก็มีพื้นที่อย่างเฟซบุ๊คคอยรองรับ ทำให้สองสามปีมานี้ เราได้เห็นการต่อต้านการรูปแบบ “ความสัมพันธ์ในทางดิ่ง” ที่เต็มไปด้วยกฎข้อบังคับซึ่งไม่ได้มาพร้อมเหตุและผลบนโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

รับน้องสร้าง ‘เสียว’ 

ในยุคใหม่แห่งการรับน้อง ประเด็นที่ว่า จะรับน้องอย่างไรให้สร้างสรรค์เหมือนจะพูดกันมานาน แต่ก็ยังหาทางออกกันยาก ยิ่งพอถูกพูดผ่านแฟนเพจในโซเชียลหรือกระทู้ในบอร์ดดังก็ยิ่งถกกันมัน หลายฝ่าย หลายความเห็นที่พอมีข่าวรับน้องทีก็กระหน่ำพิมพ์กันรัวๆ

อย่างตอนนี้เพจ “รับน้องสร้างสรรค์” ที่ออกตัวว่า ตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้การรับน้อง ไม่ว้าก ไม่ตะคอก ไม่กดดัน ไม่บังคับ ไม่ประชดประชัน ไม่มีดราม่า ไม่ทำร้ายร่างกาย ไม่ทำร้ายจิตใจ เปิดมาได้เกือบปี รับน้องสร้างสรรค์ก็ถูกเพจน้องใหม่อย่าง “รับน้องสร้างเสียว” ตบหน้ากลับแรงๆ เป็นนัยว่า รับน้องแบบนั้นมีอยู่จริงหรือ? แล้วจริงๆ เรารับน้องไปเพื่ออะไร?

เช่นว่า

  เน้นกูเรื่องความสามัคคี แต่เพลงสันมึงนี่มีแต่สองแง่สองง่าม

  เจ็บที่สุดในการรับน้อง พี่สันทนาการแย่งคนที่กูเล็ง กูนึกว่ามึงเฟรนด์ลี่ ที่แท้มึงแรด

  โซตัสมันก็มีข้อดี บางคนได้เพื่อน บางคนได้พี่ กูนี่ได้ผัว

ถ้าเป็นการตลาด ต้องบอกว่า เพจหลังตีกลุ่มเป้าหมายแตก เพราะสารที่ส่งมานั้น “ตรง” ทั้งความหมาย และ “โดน” ใจคน Gen นี้เอามากๆ แม้จะหยาบจนมีกระแสว่า นี่มันเพจอะไรกัน แต่ก็ต้องลงท้ายว่า... อ้าว ยังไม่กดฟอลกันอีก รออะไร!!

หรือบางเพจตั้งขึ้นเพื่อ “เสียดสี” ประเพณีของสถาบันตัวเอง แถมยังทำหน้าซื่อ นำความลับเกี่ยวกับประเพณีการรับน้องที่ควรจะเป็นความลับออกมาแฉกันหน้าซื่อๆ

ด้วยความที่โลกโซเชียลมาพร้อมกับข้อมูลที่เข้าถึงได้ทันที ทำให้ความลับของประเพณีการรับน้องไหลออกมาเรื่อยๆ อย่างเพจ “ANTI SOTUS” ที่เปิดมานานเกือบ 2 ปีก็มักจะโชว์ข้อมูลสนับสนุนด้วยภาพเหตุการณ์ สเตตัสความรู้สึกของรุ่นน้อง รุ่นพี่ หลากหลายสถาบัน

สำหรับเพจ ANTI SOTUS ซึ่งดำเนินการโดย เครือข่ายปฏิรูปรับน้องประชุมเชียร์เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นั้น นอกจากจะทำหน้าที่รับรายงานการรับน้องรุนแรง ไม่เหมาะสม เพื่อรณรงค์ต่อต้านแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ยกขบวนกันไปยื่นหนังสือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอให้ตรวจสอบกิจกรรมรับน้องและตั้งคณะกรรมการสอบของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หลังจากเกิดเหตุระเบิดโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ประกอบระเบิดแต่ผิดพลาดเกิดระเบิดขึ้น จนต้องเสียขาและแขนไปอย่างละข้าง ซึ่งเพจดังกล่าวได้หอบหลักฐานไปเพื่อชนกับคำให้สัมภาษณ์จากฝั่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ซึ่งบอกว่า การประกอบระเบิดโดยนักศึกษาคนดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับการรับน้องของมหาวิทยาลัย

“น้องเขาก็เป็นเหยื่อของประเพณีรับน้องคนหนึ่งครับ เพราะเรามีหลักฐานหลายอย่างที่สนับสนุนว่า ที่นั่นเขามีการใช้ระเบิดจริงๆ แต่เมื่อมหา'ลัยมาปฏิเสธไม่รับรู้อย่างนี้ มันก็เหมือนทิ้งกัน ไหนว่า จะไม่ทิ้งกันไงล่ะครับ” ชวิศ วรสันต์ เลขาธิการเครือข่ายปฏิรูปการรับน้องประชุมเชียร์เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ANTI SOTUS) เอ่ย

เพราะวันนี้รูปแบบการต่อต้านได้พัฒนาให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ ก็เลยสร้างให้เกิดกระแสแชร์กันสนั่นอย่างช่วยไม่ได้ เห็นทีว่า การรับน้องในยุคโซเชียล จะทำตามใจอยากไม่ได้ง่ายๆ อีกแล้ว เพราะมีตาวิเศษคอยจับตามองอยู่เต็มไปหมด

 

Zero โซตัส

ความพยายามที่จะต่อต้านไม่ให้มีการรับน้องรุนแรง บังคับ ข่มขู่ หรือกักขัง ทำให้กลัว จนถึงการทำร้ายร่างกาย โดยคนที่อายุมากกว่าเพียงไม่กี่ปี และไม่ได้ถือว่า มีวุฒิภาวะมากพอนั้น ถือว่าเกิดขึ้นในหลายๆ มหาวิทยาลัย ได้รับการตอบรับที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะขับเคลื่อนกันต่อไป เพราะต้องยอมรับว่า การรับน้องในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะที่สะท้อนความสัมพันธ์ในทางดิ่ง และอาจเหมารวมว่า คือ SOTUS นั้นยังคงมีอยู่ในทุกๆ รั้วสถาบัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือ จะเกิดอย่างลับๆ ก็ตามที

แม้กระทั่งในธรรมศาสตร์ที่รู้กันดีว่าไม่มีการรับน้อง เพราะที่นั่นเขาเรียกพิธีการต้อนรับนักศึกษาใหม่ว่า “การรับเพื่อนใหม่” ก็ปฏิเสธไม่ได้เต็มคำว่า ในมหาวิทยาลัยจะปลอดกิจกรรมที่บังคับนักศึกษา อย่างในการรับน้องของแต่ละคณะหรือรับน้องโต๊ะที่แยกย่อยออกไป ก็ยังมีกิจกรรมบางอย่างที่ยังใช้อำนาจของความเป็นรุ่นพี่กระทำต่อรุ่นน้อง โดยเฉพาะบางคณะที่ใช้ระบบเหล่านี้เพื่อหวังผลในการโชว์พาวหรืออวดความเป็นคณะตัวเอง

“ในส่วนสายวิทย์ หรือสายสุขภาพ เราน่าจะมานั่งคุยกัน ทำไมเขาถึงมีระบบนี้ที่เข้มแข็งมาก โดยเฉพาะการเชียร์ เพื่อแข่งขันกันระหว่างมหาวิทยาลัย อย่างคณะพยาบาล สหเวช หรือ แพทย์เองจะมีการประชุมเชียร์ที่หนักมากเพื่อที่จะไปแข่งขันร้องเพลงเชียร์ระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงนำมาสู่การเข้าห้องเชียร์ การว้าก การใช้โซตัสต่างๆ ซึ่งตรงนี้เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามกันใหม่ว่า ทำไมพยาบาลทั่วประเทศถึงต้องมาแข่งขันกันดุเดือด” โดม - อัครินทร์ หนูเอียด สมาชิกสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าระหว่างงานเสวนา “ไม่ SOTUS แล้วอะไรดี?”

การลุกลามของระบบ SOTUS ที่ระบาดเข้าไปในโรงเรียนมัธยมระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะกับนักเรียนรุ่นน้องเข้าใหม่ที่ต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ เช่น “การซ้อมสี” เพื่อแข่งขันกีฬาสีในโรงเรียน หรือระหว่างโรงเรียนที่มักจะแบ่งกันชัดเจนว่า ชั้น ม. อะไร ทำหน้าที่อะไร ซึ่งหน้าที่ของน้องก็มักจะต้องทำตัวให้อยู่ใน “ระเบียบ” ที่พี่บอก

“มันเป็นจุดเริ่มต้นของโซตัสครับ ซึ่งถ้าเราอยู่ ม.1 ก็เข้าเชียร์สี แต่ถ้าเราอยู่ม.5 เมื่อไร นั่นแหละ เราต้องไปว้ากเขาคืน” สัณหณัฐ ศรัทธาพร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแห่งหนึ่งแสดงความเห็น เขาบอกด้วยว่า ถ้าทำตัวต่างไปจากแบบแผนนี้ ก็จะถูกแอนตี้ได้ง่ายๆ โดยที่ครู หรืออาจารย์ก็ทำอะไรไม่ได้

“ผมเคยขอไม่เข้ากิจกรรม เพราะไม่เห็นด้วย ผมบอกเพื่อนว่า ใครเห็นด้วยตามมา ก็มีเพื่อนออกมา 15 คน ปรากฏว่า ตอนผมกำลังจะนอน ผมเห็นสเตตัสนึงว่า เพราะมึงคนเดียวทำให้ต้องเลิกสองทุ่ม ผมก็ถามมีไรกัน เขาก็บอกว่า ที่มึงพูด พี่เขาบอกว่า มันเป็นการแตกแยกในห้อง ให้ซ้อมเชียร์แทนเด็ก 15 คนนี้ คนละ 1 ชั่วโมง ผมว่ามันไม่ได้แล้ว"

หรืออย่างประเพณีของบางโรงเรียนที่ต้องมีการเข้าค่ายสุดเข้มก่อนรับเข็มติดหน้าอกนั้นก็มีให้เห็นในหลายโรงเรียน แม้ว่า ที่สุดแล้ว หลังจบค่าย คุณจะสามารถเดินเข้าไปซื้อได้ที่สหกรณ์ร้านค้าในสถาบันก็ตาม

ทั้งหมด ถือเป็นการสั่งสมประเพณีที่ต่อเนื่อง และยังแพร่ขยายไปในส่วนการศึกษาในระดับชั้นที่เด็กลงมา เมื่อรวมกับโลกการสื่อสารที่เปิดกว้าง การแสดงออกทางความคิดทำได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจหากคนบางกลุ่มคิดที่จะลุกขึ้นมา “เปลี่ยน”

“มันนำมาสู่โครงการซีโร่โซตัสในปีนี้” โดมบอก โดยตามโครงการที่วางไว้ก็คือ จะเปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากนักศึกษาที่โดนกระทำจากระบบโซตัส

โดมบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รุ่นน้องก็ยังติดอยู่กับคำว่า ศักดิ์ศรีคณะ หรือ ศักดิ์ศรีมหาวิทยาลัย ถ้ามีการแจ้ง ก็จะเป็นงานหนักของสภาฯ ในการทำความเข้าใจกับนักศึกษาใหม่

ก่อนจะทิ้งคำถามไว้ให้คนเป็น ‘น้อง’ กลับไปคิดต่อว่า..

  “ศักดิ์ศรีคณะ ศักดิ์ศรีมหาลัย กับศักดิ์ศรีของตัวเองที่ถูกละเมิด อะไรมันสำคัญหรือยิ่งใหญ่กว่ากัน?”