งานชิ้นนี้ อ้างอิงจาก...
มากกว่า คำถามรัวๆ แบบไหนแชร์ได้ แชร์ไม่ได้ จริงๆ แล้ว พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฉบับใหม่ ยังมีอะไรน่ากังวลยิ่งกว่า!
ถ้าเป็นละครก็อาจเรียกได้ว่า นี่คือ “ฉากเปิดตัว” ที่เรียกความสนใจได้อย่างมาก สำหรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ (ปี 2558) ที่ดีเดย์เริ่มใช้เมื่อ 4 สิงหาคม 2558 ซึ่งแม้จะผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยผุดขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบ้านเราก็มีประกาศใช้กันมาตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2537 แต่ผ่านมา 20 ปี จนถึงวันนี้ กระทั่งคำว่า “ลิขสิทธิ์” ก็ยังมีหลายคนไม่เข้าใจว่า จริงๆ แล้วคุ้มครองครอบคลุมอะไรบ้าง?
เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ต้องเป็น “วิธีการแสดงออกของไอเดีย” เท่านั้นที่จะได้รับ “ลิขสิทธิ์” ถ้าเป็นเฉพาะไอเดียที่คล้ายกันนั้นยังไม่ถือว่าใช่ เช่นที่ รศ.อรพรรณ พนัสพัฒนา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างว่า พล็อตเรื่องเดิมๆ อย่างพระเอกจนรักนางเอกรวยที่ปรากฏอยู่ในนิยายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ถือว่าเข้าข่ายต้องได้รับการคุ้มครอง แต่วิธีการเล่าเรื่อง (Style of expression) ต่างหากที่จะอ้างได้ว่า เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิจดลิขสิทธิ์
"คนจะเข้าใจว่า ทุกอย่างจะมีลิขสิทธิ์หมด แต่จริงๆ มันไม่ใช่ อย่างรูปก็ไม่ได้มีลิขสิทธิ์ทุกใบ คลิปก็ไม่มีทุกคลิป ทุกวันนี้โพสต์ แชร์อะไรกัน คนก็ไม่รู้ว่า อันนี้มีลิขสิทธิ์หรือไม่มี เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเซ็นชื่อหรืออะไรลงไป เพราะฉะนั้นมันยากที่จะรู้ แล้วแค่ไหนถึงจะเป็นคดี มันก็ขึ้นอยู่กับศาลเป็นกรณีไป” รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ นักวิจัยด้านกฎหมายสื่อและสังคมออนไลน์ แสดงความกังวลต่อกระแสความสนใจของประชาชนในยุคโซเชียล
อย่าลืมว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่ออกมา แต่ฉบับเดิมก็ยังใช้อยู่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การพิจารณาสิ่งที่เข้าข่าย “ละเมิด” ตามวัตถุประสงค์การใช้ ประเภทของการใช้งาน ปริมาณการใช้งาน ผลกระทบของเจ้าของ หรือหลักการ fair use (การให้สิทธิแก่สังคมหรือคนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน) ก็ยังเหมือนเดิม
พอมี พ.ร.บ.ใหม่ออกมาก็เกิดความตื่นตัวและแตกตื่น พยายามหาคำตอบกันให้ได้ เพราะโทษใหม่ที่ออกมาไม่ใช่เล่นๆ มีการบัญญัติเพิ่มว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดจ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หากมีหลักฐานชัดแจ้งว่า เป็นการเจตนา (โทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ ปรับ 20,000-200,000 บาท เพื่อการค้า ปรับ 100,000-800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน - 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ)
แม้แต่ที่เวทีการบรรยายพิเศษเรื่อง “รู้จักกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่” ที่จัดขึ้นโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาหลังจากวันประกาศใช้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ใหม่ได้หนึ่งวัน ก็มีตัวแทนจากฟากไอที คนทำเว็บ นักศึกษา เจ้าของกิจการ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ นักข่าว ตลอดจนประชาชนคนแชร์ ต่างมาร่วมยิงข้อข้องใจกันรัวๆ
การ embed ลิงค์ยูทูบที่เว็บ ผิดไหม? แล้วถ้าบล็อกนั้นมีรายได้จากการโฆษณาด้วยจะผิดไหม? คลิปหรือภาพ ที่ถูกนำเสนอเป็นข่าวแต่ไม่มีที่มา จะให้เครดิตแก่ใคร? ...
หลายคำถามได้มีโอกาสบอกออกไปและได้รับคำตอบ แต่แน่นอนว่า ยังมีอีกหลายๆๆ คำถามที่แม้แต่จะเอ่ยก็ไม่ทันเพราะหมดเวลาไปเสียก่อน
สรุปสั้นๆ ก็คือ รายละเอียดมีมากมายตามแต่กรณีๆ ไป ควรจะมีคู่มือการใช้งานลิขสิทธ์หรือ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ทั้งใหม่และเก่าติดบ้านไว้เพื่อศึกษา?!
ข้องใจ ได้ผลจริง ?
พิเศษ จียาศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ แสดงความเห็นต่อ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 ว่า ถือเป็นกฎหมายที่ร่างกันมานาน วัตถุประสงค์นั้น มีขึ้นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่หน่วยงานลิขสิทธิ์สากล ‘ไวโป’ (WIPO Copyright Treaty - WCT) ให้ไว้แก่รัฐภาคี เช่น ประเทศไทย ในการให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถดูแลผลงานของตนเองได้มากขึ้น ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สาระสำคัญหลักๆ มีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน ประการแรก คือ เรื่องของ มาตรการความคุ้มครองทางเทคโนโลยี (Technological Protection Measures) ซึ่งจะพิจารณาใน 2 ส่วน ส่วนแรก คือการกระทำ และส่วนที่สอง คืออุปกรณ์และเครื่องมือ
“ถ้าเราเขียนระบบ หรือรหัสป้องกันผลงานของเราไว้ การกระทำที่เป็น circumvent ก็คือการ crack หรือ hack เช่น การสะเดาะกลอน เจาะระบบ เพื่อขโมยของ ถือว่าการกระทำนั้นมีความผิด ทางไวโปกำหนดหลักการไว้ และให้รัฐภาคีไปกำหนดรายละเอียดโทษอาญาและแพ่งเอาเอง”
ในส่วนของอุปกรณ์ แม้ไทยจะรับข้อปฏิบัตินี้มา ดังที่ พิเศษ ยกตัวอย่างกล่องที่ใช้ถอดรหัสกล่องสัญญาณของทรูวิชั่นส์ ซึ่งถือเป็นการละเมิด แต่ไทยเราได้ตัดประเด็นเรื่องเครื่องมือออกไป
ประการที่สอง คือเรื่องของ ข้อมูลบริหารสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องของ Digital Right Management (DRM) โดยแนวคิดเป็นการบริหารข้อมูลที่เป็นดิจิทัล เพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดมาเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลของเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น หากมีใครแก้ไขผลงานของผู้อื่น ย่อมมีความผิดฐานละเมิด
"เหมือนกรณีของหนังสือ มีตัวเลข ISBN กำกับ ในส่วนของเพลงก็มีเลข ISRC กำกับ หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ซึ่งผู้บริโภคไม่มีสิทธิแก้ไข แต่ทางไทยเรานิยามเรื่องนี้กว้างกว่า ไวโป จนทำให้ครอบคลุมผลงานที่เป็นแอนะล็อกด้วย ซึ่งหมายถึงพวกจิตรกรรมก็อยู่ภายใต้กฎนี้ ซึ่งด้านหนึ่ง ก็น่าจะเป็นข้อดี คือทำให้ทุกคนต้องใส่เครดิตเพื่ออ้างอิง และเรียนรู้ถึงการเคารพระบบทรัพย์สินทางปัญญา”
ประการที่สาม เกี่ยวข้องกับ ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการเครือข่าย หรือ ISP Liabilities ในส่วนนี้ พิเศษ วิเคราะห์ว่า โดยหลักการที่ทาง ไวโป ให้ไว้ มิได้เขียนข้อกำหนดเป็นรายละเอียด แต่มุ่งเน้นให้เกิด Eco System ที่ดี ที่มีลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เอื้ออาทร แบ่งปัน และดูแลกัน แต่กฎหมายฉบับใหม่ของไทย กลับตาลปัตรในเรื่องนี้อย่างน่าเสียดาย
“ความเป็นจริงนั้น เจ้าของสิทธิ์ไม่สามารถดูแลผลงานของตัวเองได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามหลัก ISP มีหน้าที่ในการจัดทราฟฟิกของคนใช้งานในโลกออนไลน์อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม อุดมคติของเรื่องนี้ก็คือ หากเจ้าของสิทธิ์พบว่า ผลงานของตนเองถูกละเมิด ก็ควรจะสามารถแจ้งไปยัง ISP เพื่อทำการถอดถอนไฟล์เหล่านั้นออกจากระบบได้ ซึ่งโดยหลักปฏิบัติ ISP พึงต้องให้ความร่วมมือ หากเพิกเฉย ก็อนุมานได้ว่า ISP สนับสนุนการกระทำความผิด มีระวางโทษ 1 ใน 3 ของการกระทำความผิด”
“แต่กฎหมายใหม่ของบ้านเรา ทำให้หลักการนี้กลับหัวกลับหาง แทนที่ผู้เสียหายจะไปแจ้งให้ ISP ดูแล ตามหลัก Eco System ที่ดี ในเรื่องนี้ ISP กลับพ้นจากความรับผิดชอบ ตามมาตรา 32/3 ผู้เสียหายต้องเตรียมหลักฐานนำสืบ 5-6 อย่าง รวมทั้งการประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินเพื่อร้องต่อศาล ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานมาก และน่าจะส่งผลเสียต่อเจ้าของผลงานได้ หากไม่สามารถยับยั้งในระบบได้ทันท่วงที ในเวลาเดียวกัน เมื่อศาลมีคำสั่งในคดีนั้นๆ ก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้ละเมิด ซึ่งอาจจะเป็นแค่นักเรียนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยซ้ำ แต่จะไม่ฟ้องก็ไม่ได้ เพราะเท่ากับขัดคำสั่งศาล”
สาระสำคัญอื่นๆ คงเป็นเรื่องของการทำซ้ำ บางกรณีที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น การทำซ้ำเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานได้ (Temporary Copies) หรือ ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ สามารถแฮ็คเข้าโปรแกรมได้ ซึ่งเป็นเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ แต่ในกรณีที่ให้สถาบันการศึกษาและห้องสมุดเข้าข่ายได้รับข้อยกเว้นนี้ด้วย
พิเศษ อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นั่นหมายถึง การให้นักเรียนสามารถ crack ด้วยการลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เป็น RMI (Right Management Infomation) ในผลงานของผู้อื่น กระนั้นหรือ
“สิ่งที่เป็นห่วง คือเรื่องของมาตรา 32/3 หากเราไม่มี Eco System ที่ดี ไม่ให้น้ำหนักแก่ความร่วมมือจาก ISP ตั้งแต่เบื้องต้น เราอาจจะได้เห็นภาพข่าวนักเรียน เยาวชน ที่ต้องถูกเจ้าของสิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดี แล้วอย่าลืมว่า หากมีการบังคับกันจริงๆ จะมีคดีล้นศาลมากเพียงใด” พิเศษเอ่ย
กังวล ปนเป็นห่วง
เรื่องของ ISP ก็มีข้อสงสัยช่นกันในเวทีการบรรยายพิเศษฯ ว่า นิยามของ ISP นั้นครอบคลุมแค่ไหน ต้องพิจารณาไปถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์หรือไวไฟฮอตสปอตไหม ซึ่งทาง นุสรา กาญจนกูล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็เห็นว่า อาจไม่ได้ตีความไปถึงขั้นนั้น โดยพื้นฐานแล้วต้องดูว่า ฟ้องไปที่ใครจะเป็นประโยชน์ และตรงมากกว่า เนื่องจากเนื้อหาที่ละเมิดไม่ใช่ทั้งหมดของเว็บไซต์นั้น ผู้ที่จะเอาออกได้จริงก็คือเจ้าของเว็บที่มีเนื้อหานั้น และเท่าที่ผ่านมาในต่างประเทศก็ยังไม่มีการใช้มาตรการ save harbor (ผู้ให้บริการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายหากได้ดำเนินตามคำสั่งของศาลแล้ว) กับผู้ให้บริการขนาดใหญ่
ISP นี้ มีนิยามอย่างกว้างว่า คือ ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ และผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์
ตรงนี้เองเป็นความกังวลในอนาคตว่า หากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ผู้ให้บริการระงับการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว จะเป็นไปตามเจตนาของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ให้บริการจริงๆ เป็นผู้ “ถอน” เนื้อหานั้นออกได้เองได้จริงไหม? คำสั่งของศาลไทยจะไปบังคับให้เว็บผู้ให้บริการที่อยู่นอกประเทศอย่างยูทูบ กูเกิล ปฏิบัติตามได้จริงๆ หรือ? หรือสุดท้ายเจ้าพนักงานก็จะกลับมาไล่หาไอพีแอดเดรส แล้วก็ให้โอเปอเรเตอร์อย่างเอไอเอส ดีแทค ทรู ฯลฯ เป็นผู้เอาลง (Takedown)
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คือ จากมาตรา 32/3 ว่าด้วยเรื่องการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการละเมิดลิขสิทธิ์ อาจเป็นช่องที่ก่อให้เกิดการกลั่นแกล้ง และแสวงหาผลประโยชน์ได้ ซึ่ง รศ.อรพรรณ ผู้ร่วมร่างกฎหมายก็ยอมรับว่า “อาจจะเป็นไปได้”
“ฉันก็อาจจะเป็นคู่ค้าของเจ้าหนึ่ง แล้วก็ไปหาข้อความหรือภาพที่ละเมิดของคู่แข่ง ให้ศาลสั่งให้ไอเอสพีดึงลง เช่น ถ้าเป็นบริษัททัวร์ อาจจะเอาภาพลิขสิทธิ์คนอื่นมาโฆษณาขายทัวร์ทุ่งทานตะวัน บริษัทคู่แข่งก็รู้ว่านี่เป็นจุดอ่อนก็ไปขอศาลให้ดึงภาพนั้นลง โดยอาจจะยุยงกับเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อที่ว่า หลังจากนั้นก็อาจจะได้เป็นทัวร์เจ้าเดียวที่ได้ทำ” รศ.อรพรรณยกตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม ก็ยืนยันว่า ต่างประเทศก็มีมาตรานี้เหมือนกัน โดยพิจารณาแล้วว่า กรณีนี้ที่ต้องไปดำเนินการกับศาล เพราะต้องยืนยันให้เห็นว่า เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการเอาเรื่องกับคนผิด ไม่ได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้ง
“ถ้าจะมองจริงๆ ความมันเกิดตั้งแต่ละเมิดแล้ว ฉะนั้นก็ต้องเดินหน้าต่อ” รศ.อรพรรณให้ความเห็น
และอีกหนึ่งความกังวลของ รศ.คณาธิปต่อเรื่องมาตรการความคุ้มครองทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมาใหม่ก็คือ อาจจะกระทบเรื่อง “สิทธิส่วนบุคคล” ได้
“มาตรการทางเทคโนโลยีตัวนี้คือระดับชาวบ้านทั่วไป ก็ไม่ได้ยุ่ง อย่างแผ่นบลูเรย์ หรืออีบุ๊คที่ใส่การป้องกันไว้ในโปรแกรมหรือเพื่อห้ามทำซ้ำ ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร โดยหลักมันก็เป็นสิ่งที่ดี ในกรณีมาตรการทางเทคโนโลยีบางตัวมันอาจจะเป็นการเก็บพฤติกรรมการใช้งานได้ไง เช่น ซื้อซอฟต์แวร์มาอันนึงมาติตั้งในคอมพ์ มันมีฟังก์ชันที่เจ้าของลิขสิทธ์รู้ว่าเราใช้อะไรไปบ้าง” รศ.คณาธิป อธิบาย
แม้กฎหมายใหม่จะใส่ข้อยกเว้นไว้แล้วว่า ถ้าเจอแล้วสามารถเอาออกได้โดยไม่ผิด แต่ประเด็นคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีการเก็บข้อมูลลักษณะนั้นอยู่ แต่กับเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถใส่เข้ามาได้เลย
ความผิดที่ว่า จะละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ไหม คำตอบสุดท้ายก็คงอยู่ดุลยพินิจที่ศาล หลายข้อสงสัยยังคงต้องเก็บไว้ในสต็อกของข้อสังเกต เพราะกฎหมายเพิ่งบังคับใช้ ยังไม่มีเคสให้เห็นกันจะจะ
อย่างที่ รศ.อรพรรณ บอกไว้ว่า “คู่มือที่กรมทรัพย์สินฯ แจก ก็เหมือนเป็นห่วงเอาไว้ช่วยท่านเวลาอยู่ในน้ำ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าท่านจะไม่ตาย หรือท่านจะไม่จม แต่ถ้าท่านทำตาม อย่างน้อยศาลก็เห็นความสุจริตของท่าน”
..ฉะนั้น ถ้าผู้ใช้เจตนาดี ศึกษาเอาไว้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!
------------------------------
แบ่งๆ กันใช้
ในขณะที่สังคมส่วนหนึ่งยังหวงแหนลิขสิทธิ์ ก็ยังมีแหล่งรวมงานของนักสร้างสรรค์ที่แบ่งปันกันใช้ผลงานแบบฟรีไม่มีอะไรต้องเสีย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างประเทศที่แจกกราฟิกเก๋ๆ ภาพสารพัดธีม วอลล์เปเปอร์สวยๆ จาก Pixabay, Unsplash, Death to the Stock Photo, SplitShire, public-domain-photos, Flaticon, Freepik
หรือของไทยเองก็มีเว็บไซต์ฟอนต์ดอทคอม (f0nt.com) ที่เปิดให้ดาวน์โหลดมานานกว่าสิบปี
"ก็ใครอยากจะเอาไปใช้ก็เชิญเลย ไม่ต้องขออนุญาตให้เสียเวลา ไม่ต้องให้เครดิตก็ได้ แต่ถ้าให้ ก็จะขอบคุณมาก” ปรัชญา สิงห์โต เจ้าของเว็บไซต์ฟอนต์ดอทคอมเล่าถึงความตั้งใจของเว็บไซต์
ปรัชญาบอกว่า ในสังคมออนไลน์จะมีคนประเภทนี้เยอะเหมือนกันที่สร้างสรรค์ผลงานเอง แค่เห็นผลงานตัวเองได้ถูกเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ก็แฮปปี้แล้ว
“แค่นี้เขาก็ฟินแล้ว แต่เราก็ทำตัวสัญญาอนุญาตไว้ปกป้องเขาอีกทีนึง เพราะก่อนหน้านี้คนที่จะเอาไปใช้ยังคลุมเครืออยู่ว่าใช้ได้แค่ไหน” ปรัชญาบอก
สัญญาอนุญาตที่ทางเว็บไซต์ฟอนต์ดอทคอมใช้นั้นดัดแปลงมาจาก open font license ของต่างประเทศ โดยมีกติกาอยู่ว่า จะเอาไปทำอะไรก็ได้ แต่อย่าไปใช้เพื่อการค้า
“เราสร้างกติกาไว้แล้ว คนอื่นเขาเคารพ แค่นี้เราก็ถือว่า ดีใจที่เขาเห็นคุณค่าของลิขสิทธิ์งาน”




