หยุดเวลาไว้ที่... ฮ่วยจุ่งโล่ง

ใครจะรู้บ้างว่าเส้นทางระหว่างซอกตึกขนาดรถยนต์คันเดียวผ่านได้แบบเหลือที่ว่างพอหายใจ จะนำไปสู่ ฮ่วยจุ่งโล่ง – ท่าเรือพาณิชย์ของชุมชนชาวจีนที่ส
ดินลัดเลาะไปตามย่านคลองสาน เลี้ยวเข้าถนนเชียงใหม่ผ่านโรงเรียนสารพัดช่างธนบุรีมาจนเกือบสุดซอย ใครจะรู้บ้างว่าเส้นทางระหว่างซอกตึกขนาดรถยนต์คันเดียวผ่านได้แบบเหลือที่ว่างพอหายใจ จะนำไปสู่ ฮ่วยจุ่งโล่ง – ท่าเรือพาณิชย์ของชุมชนชาวจีนที่สำคัญแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว
ปัญญภัทร เลิศสำราญเริงรมย์ นักวิชาการอิสระ เล่าให้ฟังว่า บริเวณลานกว้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แวดล้อมไปด้วยหมู่อาคารจีนโบราณที่มีแผนผังเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่ เดิมเป็นท่าเรือกลไฟชื่อ ฮ่วยจุ่งโล่ง
ฮ่วยจุ่ง เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า เรือกลไฟ ฮ่วยจุ่งโล่ง จึงหมายถึงท่าจอดเรือกลไฟ
หากย้อนกลับไปในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เรือพาณิชย์ของฝรั่งจะมาจอดขนถ่ายสินค้ากันที่บริเวณโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเอเชียทีค เรือที่มาจากญี่ปุ่นจะจอดตรงท่าน้ำราชวงศ์ ส่วนเรือที่มาจากจีนจะจอดที่ฮวยจุ่งโล่ง ฝั่งคลองสาน ซึ่งเป็นของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น) ต้นตระกูลพิศาลบุตร ต่อมาขายให้แก่นายตันลิบบ๊วย แห่งตระกูลหวั่งหลี
ท่าเรือแห่งนี้ดำเนินกิจการสืบเนื่องมากจนกระทั่งมีการก่อตั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทยในปีพ.ศ. 2494 การขนถ่ายสินค้าจึงค่อยๆซบเซามาเรื่อยๆ หากตึกแถวแบบจีนอายุ 150 -200 ปี นั้นยังคงใช้เป็นสถานที่ทำงานของบริษัทในเครือหวั่งหลี เป็นบ้านพักของพนักงานที่อาศัยกันมารุ่นต่อรุ่น และที่สำคัญหนึ่งในห้องแถวโบราณเหล่านี้เป็นจุดกำเนิดของธนาคารหวั่งหลี
ขณะที่เราเดินผ่านตรอกแคบๆเข้าไปพบความยิ่งใหญ่ในอดีต ภาพที่เห็นคือหลายๆบ้านกำลังทะยอยขนของย้ายออก เนื่องด้วยจะมีการปรับปรุงพื้นที่ขึ้นใหม่ จึงมีโอกาสได้เก็บภาพของอาคารแก่แก่ก่อนการบูรณะ และแวะสักการะศาลเจ้าแม่ทับทิมที่ตั้งอยู่บนอาคารประธาน
ปัญญภัทร อธิบายว่า “ผมยังไม่แน่ใจว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยตระกูลพิศาลบุตร หรือมาสร้างในสมัยตะกูลหวั่งหลี มีหลักฐานคือป้ายไม้ด้านบน มีจารึกอักษรจีนด้วยลายมือของข้าหลวงใหญ่มณฑลกวางตุ้งที่เข้ามาเยี่ยม เยี่ยนหมู่ชาวจีนในต้นรัชกาลที่ 5 เขียนกล่าวยกย่องชุมชนจีนตรงนี้แล้วมอบป้ายไว้ให้ จึงเก็บรักษาไว้ที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม
เจ้าแม่ทับทิม คนจีนเรียกว่า เทียนโหวเซี้ยบ้อ เทพองค์นี้มีศาลอยู่ทั่วโลก ถ้าเป็นคนไทยเรียกว่าเจ้าแม่ทับทิม
ทำไมถึงมีท่านอยู่ทั่วโลก เพราะว่าเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองนักเดินทางทางน้ำ สมัยก่อนคนจีนเดินทางออกจากประเทศจีนโดยทางเรือ ต้องผจญทางพายุ คลื่นลมทางทะเล จึงอธิษฐานให้เทพเจ้าคุ้มครองการเดินทางให้ปลอดภัย
เมื่อเดินทางมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนั้นๆได้แล้วตั้งศาลเพื่อขอบคุณ โดยมีหลัก คือ หน้าศาลจะต้องหันหน้าไปทางน้ำ เป็นแม่น้ำ ลำคลอง หรือ ทะเล ถ้าเห็นว่าศาลหันหน้าไปถนนให้สันนิษฐานก่อนเลยว่าเดิมที่นั้นเคยเป็นแม่น้ำ ลำคลอง หรือ ไม่ก็ย้ายมาจากที่อื่น
ไม่เฉพาะในไทยทุกประเทศที่คนจีนเดินทางไปจะมีศาลท่าน จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น แต่ภาษาจีนเหมือนกันคือ เทียนโหวเซี้ยบ้อ”
ศาลเจ้าแม่ทับทิมแห่งนี้ การตกแต่งอาจดูไม่อลังการงานสร้าง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีนกล่าวว่าเป็นเพราะการสร้างหมู่เรือนชุดนี้ จุดประสงค์ใช้เป็นสำนักงาน จึงเว้นโถงอาคารตรงกลางไว้เป็นที่สักการะบูชาเจ้าแม่ทับทิม
“อาคารทั้งหมดเป็นตึกแถวแบบจีนที่ยังหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ แม้ว่าที่ตลาดน้อยมีอายุเก่ากว่านี้แต่กลายสภาพไปมากแล้ว แต่นี่เป็นกลุ่มอาคารอายุ 150 -200 ปีที่ยังคงสภาพ เดิมไว้ได้
ต้องให้เครดิตตระกูลหวั่งหลีที่เก็บรักษาพื้นที่นี้ไว้ เพราะถือว่าเป็นสถานที่ก่อร่างสร้างตัว จนสามารถสร้างบ้านหวั่งหลีอยู่ใกล้ๆ เก็บรักษาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิของตะกูล เชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้คงเก็บรักษาไว้อยู่ครับ”ปัญญภัทร กล่าว
เสี้ยวเวลาหนึ่งที่ฮ่วยจุ่งโล่ง แม้ว่าเรือนไม้ที่รายรอบจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา หากร่องรอยในอดีตที่เหลืออยู่นั้นยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ จนรู้สึกราวกับว่าวันเวลาได้หยุดลงชั่วขณะ...ถ้ามีไทม์แมชชีนอย่างโดเรมอนคงจะดีไม่น้อย







