จากคอลัมน์ หนังชวนเชื่อ เซ็คชั่นจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
ในแวดวงดนตรี อะไรคือ ป๊อป คัลเจอร์(pop culture)? คำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่ตอบง่ายนัก หากเราอิงกับ “พื้นที่” “เวลา” และการนิยามว่า “เราคือใคร?”
หากเราโตมากับวัฒนธรรมอีสาน ป๊อป คัลเจอร์ อาจจะเป็นเพลงหมอลำจากคณะดนตรี “เสียงอีสาน” หาใช่เพลง Sugar ของ Maroon5
ในแง่มุมนี้ การนิยามว่า อะไรคือ ป๊อป คัลเจอร์ ต้องถามตัวเองว่า เราอยู่ที่ตรงไหนของพื้นที่สังคม มองในแง่นี้ ดนตรีที่เกิดขึ้น จึงมีขอบเขต และกำแพง ที่กำหนดด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่าง
การสลายคติดังกล่าวได้ดีที่สุด คือการเข้าไปทำความรู้จักกับ “เสียง” ดนตรี ไปพร้อมกันกับการรับรู้ว่า “พื้นที่” ของเสียงเหล่านั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร
อิฐที่ถูกก่อบนกำแพงดนตรีจะค่อย ๆ ลดลง แล้วกำแพงในดนตรี(อาจจะ) หายไปในที่สุด
ไม่มีหรอก ดนตรีในเมือง ดนตรีบ้านนอก มันมีแต่ดนตรีที่เรา เลือก หรือ ไม่เลือก ที่จะฟังเท่านั้น
ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Y/OUR MUSIC เป็นอีกสื่อหนึ่งที่พาเราไปทำความรู้จักกับ “เสียง” ของดนตรีนอกกระแสสำหรับคนเมือง ที่แต่ละวง แต่ละกลุ่มดนตรี อันที่จริงแล้ว มีคนฟังระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่คนฟังระดับ mass ในแบบ mainstream
Y/OUR MUSIC ในแง่ของชื่อที่มี / คั่นกลาง จึงเป็นได้ทั้ง Your Music เพลงของพวกคุณ และ Our Music เพลงของพวกเรา ขึ้นอยู่ว่า เราจะมองอย่างไร?
สารคดีเรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของ วราลักษณ์ หิรัญเศรษฐวัฒน์ และ เดวิด รีฟ ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำถึง 5 ปี เพื่อนำเสนอชีวิตของคนดนตรีอันหลากหลาย บริเวณกรุงเทพฯ ไปจนถึงภาคอีสาน อันได้แก่ ฉวีวรรณ พันธุ และ ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม คู่หมอลำศิลปินแห่งชาติ, บรรณ สุวรรณโณชิน และสวีทนุช คู่ศิลปินที่ดึงเอาเพลงเก่า ๆ มาตีความใหม่, ดีเจ มาฟไซ ผู้นำเพลงหมอลำไปทำความรู้จักกับนานาชาติ, สมบัติ สิมหล้า หมอแคนขั้นเทพ, ทองใส ทับถนน มือพิณชั้นครู, ร้อยเอกประเสริฐ เขียวภักดี ชายชราวัย 80 ปี มือไวโอลินขั้นเก๋า, ลุงวิบูลย์ ตั้งยืนยง ผู้ประดิษฐ์แซกโซโฟนไม้ไผ่ และ Happyband วงดนตรีแนวทดลอง นำโดยโลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี
การนำเสนอเรื่องราวของศิลปินกลุ่มดังกล่าว ไม่ใช่การพาไปรู้จักกับคนกลุ่มเหล่านี้เพื่อเพียงไปฟังเพลงของพวกเขา แต่ Y/OUR MUSIC กลับพาเข้าไปสำรวจ “พื้นที่” ที่ดนตรีเหล่านั้นมีอยู่ ซึ่งมองหยาบ ๆ ก็มี อยู่ 3 พื้นที่ด้วยกัน นั่นคือ พื้นที่กรุงเทพฯ (ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของพื้นที่ในเมือง), พื้นที่ชนบท และพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่งแต่ละพื้นที่นั้นทำให้เห็นว่า เมื่อพื้นที่และกาลเวลาของ “เสียง” ดนตรีเปลี่ยน มุมมองมันถูกเปลี่ยนไปได้อย่างมีนัยยะที่น่าสนใจ
ยกตัวอย่างเช่น เสียงเพลงจาก หมอลำ พิณ และแคน เมื่ออยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่เสียงเหล่านี้ยังอยู่ในหัวใจคนรุ่นหนึ่ง เราจะพบเห็นการตอบรับจากคนรุ่นผู้ใหญ่ในวงกว้างระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ ๆ บางคนก็สนใจเสียงดนตรีเหล่านี้ และอยากที่จะสืบต่อ แต่บางคนก็มองข้ามมันไปเพราะดนตรีป๊อปจากในเมืองดูจะน่าสนใจกว่า
แต่เมื่อเสียงดนตรีจากภาคพื้นอีสานถูกส่งต่อมาสู่ในเมือง กลับกลายเป็นดนตรีชายขอบ(ที่แม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ถูกกดทับด้วยดนตรีที่คนเมืองชอบ ที่เรามักจะได้ยินตามร้านเล่นดนตรีสด) ดนตรีที่มีพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเมืองกับชนบท ซึ่ง Y/OUR MUSIC ได้นำเสนอให้เห็นว่า เสียงดนตรีเหล่านี้ดังอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มคนต่างจังหวัดที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ อย่างกลุ่มคนใช้แรงงาน คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับแท็กซี่
แต่แม้ว่าจะเป็นดนตรีชายขอบสำหรับคนเมือง แต่เมื่อดีเจ มาฟไซ นำเสียงดนตรีหมอลำมานำเสนอใหม่ เสียงดนตรีของพวกเขาจึงได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่งนานาชาติ ที่มาฟไซ พยายามดันเพลงหมอลำเขาให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ
และสำหรับพื้นที่ในเมือง ก็ยังมีคนทำดนตรีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่แม้จะนำเสนอดนตรีประเภทอื่น ๆ แต่พวกเขาก็ยังเป็นกลุ่มคนชายขอบทางดนตรี mass ของสังคมเมืองอยู่ดี การทำดนตรีของวง Happyband, สวีทนุช, เสียงแซกโซโฟนไม้ไผ่ และเสียงไวโอลินของร้อยเอกประเสริฐ จึงกลายเป็น “เสียง” ดนตรีของคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ต่างอะไรกับตัวหนัง Y/OUR MUSIC ที่เลือกจะฉายจำกัดโรง ที่โรงหนังลิโด้ กลางสยาม ซึ่งเป็นหนังเฉพาะกลุ่มเช่นเดียวกัน
“พื้นที่” เหล่านี้ จึงเรียกร้องการใช้พลังที่จะเสพ “เสียง” ที่ต่างไปจากดนตรี mass ที่เราสามารถเข้าถึงตามยูทูบ หรือร้านนั่งดื่มแถวบ้านได้โดยง่าย คืออย่างน้อยที่สุด คุณจะต้องเสียเวลานั่งรถเมล์เพื่อที่จะเข้ามาดูหนังเรื่องนี้ที่สยามสแควร์(ฮา)
ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งใน Y/OUR MUSIC ผมพยายามใส่เครื่องหมายคำพูดในคำว่า “เสียง” นั่นเพราะว่า “เสียง” ที่เกิดขึ้นในหนังสารคดีเรื่องนี้ ไม่ใช่มีแต่เสียงของดนตรีอย่างเดียว แต่มันมี “เสียง” ที่อยู่รายรอบ (Ambient) ซึ่งเป็นเสียงที่คอยเสริมบรรยากาศของหนัง ทั้งเสียงวัวควายเล่นน้ำ เสียงรถอีแต๋น เสียงท้องนาป่าไร่ของชนบท ไปจนถึงเสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เสียงคนขับรถแท็กซี่ในเมือง
ในภาพยนตร์เรื่อง Begin Again(2014) ตัวเอกในเรื่องพยายามทำเพลงในโปรเจคท์พิเศษโดยอัดเพลงนอกพื้นที่สตูดิโอ นั่นคือการอัดเสียงดนตรีของวงตามมุมตึก รถไฟฟ้า สวนสาธารณะ ทำให้เสียงดนตรีกับเสียง Ambient ในรอบเมืองนิวยอร์คหลอมรวมกันเพื่อที่จะบอกว่า นี่คือเพลงที่กรุ่นไปด้วยเสียงของนิวยอร์เกอร์
เสียง Ambient ใน Y/OUR MUSIC ก็ไม่แตกต่างกัน เสียงที่อยู่รายรอบเหล่านี้ก็ช่วยเสริมความเข้าใจว่า เพลง กับชีวิตของคน คือเรื่องราวที่ร้อยรัดไปด้วยกัน
ทุก “เสียง” ทั้งจากในเมือง และในชนบท มีคุณค่าพอที่จะฟังทั้งสิ้น หากตั้งใจที่จะฟัง
เราจะได้ยินอะไรมากกว่าเสียงดนตรี
เราจะได้ยินเสียงที่บอกเล่าว่า คนต่างจังหวัดไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้ จน เจ็บ โง่
เราจะได้ยินเสียงของคนในเมือง คนในกรุงเทพฯ ที่หลายเสียงก็พยายามทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ที่แตกต่างกัน
หากเราได้ยินเสียงเหล่านี้ ทำความรู้กันสักหน่อย
เสียงดนตรีของพวกเขา (Your Music) ก็จะกลายเป็นเสียงดนตรีของพวกเรา (Our Music) ในที่สุด
เพราะเรา ต่างก็ฟังดนตรีจากเพลงเดียวกัน





