ในเกมกีฬา...ยิ่งซ้อมยิ่งเก่ง แต่ในกระบวนยุติธรรม ยิ่งซ้อมยิ่งช้ำ ไม่ใช่แค่เหยื่อที่ช้ำ แต่สังคมก็ช้ำด้วย
“อย่าหนี! อย่าหนี!” เสียงกำราบของตำรวจขณะไล่จับกุมผู้ร้ายที่หลบหนีอย่างสุดชีวิต ไม่นานนักการไล่ล่าก็สิ้นสุดลงเมื่อ พี เด็กหนุ่มส่งยาถูกจับกุมและนำตัวไปยังสถานที่ที่เรียกกันว่า “ห้องสอบปากคำ” ในโรงพักแห่งหนึ่ง
ภายในห้องสี่เหลี่ยมทึบมีเพียงตัวเขาและนายตำรวจสีหน้าเคร่งเครียดถามคำถามสลับกับ “ทรมาน” ทุกครั้งที่เขาให้การปฏิเสธ...
“ไม่รู้ ผมเป็นลูกตำรวจนะ” หลังสิ้นประโยค ศีรษะของเขาถูกคลุมด้วยถุงพลาสติกสีดำจนหายใจไม่ออก เขาถูกชกหน้า ถูกถีบตกเก้าอี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนกับสิ่งที่พ่อของเขาเคยทำกับคนอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพของคนที่ถูกเรียกว่า “ผู้ร้าย”
000
เรื่องราวของหนังสั้นชุด “ผู้ร้าย” หนึ่งในสื่อที่นำมาเปิดตัวในโครงการปฏิบัติการ (ไม่) ลับ ฉบับสื่อๆ : สื่อและการป้องกันการทรมาน สร้างสรรค์โดยกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่นำเอาวิชาความรู้ที่เรียนมารับใช้สังคมโดย ชัยกฤต นันทานุกูล และ สุรัตนา ตั้งวราวุฒิ ตัวแทนนักศึกษาเจ้าของผลงานเล่าถึงสาเหตุที่ตั้งชื่อหนังสั้นว่า “ผู้ร้าย” เพราะต้องการสื่อสารว่า “คนที่ทรมานผู้ร้าย ร้ายกว่าผู้ร้ายเสียอีก” โดยสาเหตุที่ดำเนินเรื่องราวให้ผู้ร้ายเป็นลูกของตำรวจเพื่อสะท้อนอารมณ์ว่า ถ้าคนใกล้ตัวของตำรวจที่เคยซ้อม-ทรมานผู้ร้ายถูกกระทำบ้าง จะเจ็บปวดเพียงใด โดยในตอนจบของหนังสั้นเรื่องนี้ยังปรากฏข้อความที่สะกิดใจไว้ว่า “ถึงจะทำผิด ก็ไม่มีสิทธิทำร้าย”
ไม่ใช่แค่หนังสั้นเท่านั้น นักศึกษายังสร้างสรรค์ผลงานในสื่อเก่าแต่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นวารสารฉบับพิเศษชื่อ ‘ทรมาน เรื่องของใครก็เป็นเรื่องของคุณ’ เล่มขนาดกะทัดรัดที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับการซ้อม-ทรมาน ตั้งแต่ภายใต้คอนเซปสั้นๆ ที่ว่า ‘เรื่องที่เกิดได้กับทุกคน เป็นเรื่องของทุกคน’
อินแก้ว โอภานุเคราะห์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะไอซีที นิเทศศาสตร์ ม.ศิลปากร หนึ่งในผู้จัดทำวารสาร เล่าถึงความคาดหวังต่อผลงานชิ้นนี้ว่า อย่างน้อยที่สุด อยากให้ผู้อ่านตระหนักว่า การทรมานมันเกิดขึ้นกับมนุษย์พวกนี้แล้วจริงๆ
เช่นเดียวกับ หทัยรัตน์ วังแก้ว นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.ศิลปากร สมาชิกในทีมผู้จัดทำ Information Graphic (Info-Graphic) ชุดหนึ่ง เธอยอมรับว่า ก่อนที่จะมาสร้างผลงานชิ้นนี้เธอไม่เคยรู้เรื่องการซ้อม-ทรมานมาก่อน แม้รู้สึกตกใจแต่ยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูล และเข้าใจเรื่องการทรมาน เธอก็มีแนวคิดที่เปลี่ยนไป ตั้งใจรังสรรค์ผลงานนี้มาสะท้อนความเป็นจริงของสังคมให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มองว่าการซ้อม-ทรมานเป็นเรื่องปกติและไกลตัว ให้เป็นเรื่องที่ทุกคนหันมาสนใจ
000
“ไม่ควรมีใครตกเป็นเหยื่อของการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือถูกย่ำยีศักดิ์ศรี”
ส่วนหนึ่งจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ที่ต่างมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสมควรถูกทรมานอย่างทารุณโหดร้ายทั้งสิ้น การทรมานอาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน หรือฟังดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ตราบใดที่ทัศนคติแบบนี้ยังแช่แข็งอยู่ในสังคมไทยเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา การทรมานก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นการทรมานอาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ หรือคนใกล้ตัวของใครก็ได้
การซ้อม-ทรมานที่กำลังกล่าวถึงนี้ คือการทำให้บุคคลได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาทิ การทุบตีด้วยไม้ การกดหน้าจุ่มน้ำ การใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะเพื่อให้กลัวและขาดอากาศหายใจ ชกต่อย ฯลฯ โดยมีจุดประสงค์พิเศษต่างๆ เช่น เพื่อกดขี่ ปราบปราม รีดข้อมูล บังคับให้สารภาพ เพื่อลงโทษหรือเพื่อความสะใจ มีทั้งที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือกระทำโดยมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น ซึ่งมีผู้คนอีกมากมายตกเป็น ‘เหยื่อ’ ในทุกซอกทุกมุมของโลกที่ไม่เคยรู้
อย่างกรณีของ เออร์กิน มูซาเยฟ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมในอุซเบกิสถาน ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาจารกรรมข้อมูลและถูกซ้อม-ทรมานในเวลากลางวันและถูกสอบปากคำในเวลากลางคืนสลับไปมานานนับเดือน และถูกขู่ทำร้ายคนในครอบครัวจนต้องยอมรับสารภาพ และ อัลเฟรดา ดิสบาร์โร แม่เลี้ยงเดี่ยวชาวฟิลิปปินส์ที่ถูกกล่าวหาว่าส่งยาเสพติด ถูกคุมตัวไปยังสำนักงานตำรวจและบังคับให้รับสารภาพ เมื่อเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ถูกทรมานด้วยการขึงร่างไว้กับผนัง ตบ ตี ฟาดด้วยไม้ และบังคับให้กินไม้ถูพื้น
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร (ช๊อปเปอร์) เด็กหนุ่มวัย 23 ปีที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย เพื่อบังคับให้สารภาพว่า เป็นคนกระชากสร้อยทอง โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังคือ เจ้าทุกข์ชี้ตัวคนร้ายผิดและเขาเป็นผู้บริสุทธิ์!
“โดนคนเดียวซวนเซทั้งครอบครัว เป็นคนเดียวแต่ล้มทั้งบ้าน” คำกล่าวของ สมศักดิ์ ชื่นจิตร ผู้เป็นพ่อบรรยายสภาพที่เกิดกับครอบครัวของช๊อปเปอร์ หลังจากที่ต้องประสบกับเหตุการณ์อันแสนเจ็บปวด เมื่อลูกชายตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ในการซ้อมทรมาน ช๊อปเปอร์ถูกซ้อม-ทรมานด้วยการตบหน้าและท้ายทอย ถูกใส่กุญแจมือ ถูกนำถุงดำมาครอบศีรษะ 2-3 ชั้น เตะต่อยและบีบบังคับให้สารภาพ ข่มขู่ ระยะเวลาการทรมานหลายชั่วโมงเป็นช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ที่ผู้ถูกกระทำต้องจดจำไปตลอดชีวิต
ถึงแม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับช๊อปเปอร์จะผ่านไปแล้วเกือบหกปี รอยบวมช้ำจากการทรมานทางร่างกายรักษาไปจนหมดแล้ว แต่ร่องรอยทางจิตใจยังไม่อาจลบเลือนไปได้เลย ช๊อปเปอร์กลายเป็นคนหวาดระแวงสังคม กลัวสถานที่ที่คนพลุกพล่านโดยไม่มีใครตอบได้ว่า ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหายขาดจากอาการเหล่านี้ ใครจะมารับผิดชอบ แล้วเราจะปล่อยให้การทรมานทำร้ายชีวิตของคนๆ หนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไปหรือ
000
การซ้อม-ทรมานไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งอุบัติขึ้นใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมมานาน และยังจะเป็นต่อไปหากไร้ซึ่งผู้ตระหนักถึงผลกระทบ
หลังจากหลายประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาของการทรมานแล้วลุกขึ้นมาแสดงพลังจนเกิดอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1984 หรือกว่า 30 ปีแล้ว สำหรับประเทศไทยเองก็ได้เข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯขององค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา
แม้จะผ่านมาเกือบ 8 ปีที่ประเทศไทยเข้ามาเป็นรัฐภาคีฯ แต่ความเข้าใจในเรื่องการทรมานยังคงอยู่ในวงจำกัดเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ในขณะที่สังคมโดยรวมยังไม่สามารถเข้าถึงและเข้าใจในผลกระทบของการทรมานเท่าที่ควรจะเป็น ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (มผส) ร่วมกับองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงจัดการเสวนาในหัวข้อ “สื่อและการป้องกันการทรมาน” เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจเรื่องการซ้อม-ทรมานให้ชัดเจน ทำให้สื่อมวลชนเห็นความสำคัญของการต่อต้านการซ้อม-ทรมาน และเกิดความตระหนักร่วมกันเพื่อป้องกันและยุติการซ้อม-ทรมานในประเทศไทย ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558
หลายประเด็นเกี่ยวกับการทรมานถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการเสวนาหลากแง่มุม เริ่มจาก ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงการทรมานในแง่ของกฎหมาย โดยให้นิยามของการทรมานว่า “เป็นสิ่งที่ ไม่ดี ไม่ดี และไม่ดี” เพราะเป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย หนำซ้ำในบางครั้งการทรมานยังอาจแฝงตัวอยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่หากขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนแล้วก็จัดเป็นการทรมานเช่นกัน เช่น เฆี่ยนตี ขังห้องมืด ที่หลายคนอาจมองเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งผู้กระทำความผิดสมควรได้รับ แต่ความจริงแล้วการกระทำเหล่านี้เป็น “ความผิด”
แน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดคดีร้ายแรง คนในสังคมย่อมโกรธแค้น แสดงออกในทางลบต่อผู้กระทำความผิดเสมอ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตราบใดที่คนในสังคมยังแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา ก็เป็นนัยยะว่า สังคมนั้นๆ ยังมีความเอื้ออาทรต่อกันอยู่ สังคมจะสงสารและจะต่อสู้แทนผู้เคราะห์ร้ายเมื่อมีโอกาส แต่การทรมานผู้ต้องหาด้วยการรุมประชาทัณฑ์หรือทรมานเพื่อจุดประสงค์อื่นก็ไม่ใช่ทางออกที่ทำให้สังคมปราศจากอาชญากรรม สังคมระบายความโกรธแค้นได้ แต่จะต้องผ่านกระบวนการที่สังคมร่วมสร้างกันขึ้นมา นั่นก็คือ กระบวนการยุติธรรมที่ต้องคู่ขนานกันไปกับทัศนคติใหม่ๆ ของคนในสังคมที่ว่า
“หากเรายินยอมให้เกิดการทรมานเพื่อนมนุษย์ สังคมจะเอาอะไรมาแบ่งแยกความดีกับความเลว ถ้าคนกระทำความผิดโดนได้ คนบริสุทธิ์ก็โดนได้”
000
บ่อยครั้งที่การทรมานทางจิตใจเกิดขึ้นจากคนหมู่มากจนกลายเป็นกระแสสังคม เนื่องจากรู้สึกโกรธแค้นแทนผู้เคราะห์ร้ายจนอาจลืมคิดไปว่า การระบายความโกรธแค้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อมคือการละเมิดความเป็นมนุษย์ เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข มูลนิธิกระจกเงา ผู้มีประสบการณ์และคลุกคลีกับคดีลักพาตัวเด็กเปิดประเด็นในแง่มุมของความรู้สึกที่เป็นต้นตอของความเกลียดชังอันนำมาสู่การซ้อม-ทรมาน
เคสใกล้ตัวที่เอกลักษณ์พบเจอ เช่นกรณีของผู้ต้องหาฆ่าเด็กต่อเนื่อง 3 ศพ ที่เป็นคดีสะเทือนขวัญเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหารายนี้มีความคับแค้นใจต่อสังคมด้วยหลายสาเหตุทำให้ก่อเหตุซ้ำ ทั้งถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลว เป็นฆาตกร เป็นไอ้มหาเลว มีความพยายามแชร์ภาพของเขาในอิริยาบถต่างๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น ภาพขณะรับประทานอาหารที่มักจะมีการเข้ามาคอมเม้นต์ในด้านลบในลักษณะประจาน ประณาม สาปแช่ง ว่าก่อเหตุเสร็จแล้วยังกินข้าวสบายใจบ้าง ฆ่าเด็กแล้วยังมีกะจิตกะใจกินข้าวบ้าง โดยไม่มีใครรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่ผ่านมาของคนเหล่านี้เป็นอย่างไร
ล่าสุดผู้ต้องหารายนี้เปิดเผยต่อศาลว่า เขาอยู่สถานสงเคราะห์มาตั้งแต่เด็กและหนีออกมาได้ตั้งแต่ 7 ขวบ หากมองอีกด้านหนึ่งจะพบอีกมิติที่เป็นต้นตอที่ผู้ต้องหาคนนี้ถูกหล่อหลอมให้มีความคิดที่รุนแรง มีปมที่กระตุ้นให้ก่อเหตุ แต่สังคมไม่เคยรับฟัง หนทางสำคัญที่จะทำให้สังคมมองเห็นมิติที่ไม่เคยมีใครอยากรู้คือการที่สื่อจำเป็นต้องสื่อสารอีกแง่มุมหนึ่งไปพร้อมๆ กับการเสนอข่าว เพื่อให้เห็นต้นตอของเรื่องราว ซึ่งจะช่วยคลี่คลายความโกรธแค้นให้คนได้เห็นอกเห็นใจแล้วมองเห็นอีกมิติหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในที่สุด
เมื่อข้อเท็จจริงก็คือทุกความรุนแรงล้วนมีสาเหตุ อนุสรณ์ ติปยานนท์ อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอว่า สังคมควรหยุดความรุนแรงที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทรมาน
“เมื่อมันมีความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วคุณไม่ยุติในช่วงเวลาที่เหมาะสม มันจะเริ่มสั่งสม พอเสร็จแล้วมันสั่งสมคุณก็จะรู้สึกว่ามันชาชิน” ดังนั้นหากยุติความรุนแรงเสียแต่วันนี้ ด้วยการตีแผ่ผ่านสื่อ เจาะลงไปในพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่เคยถูกแตะต้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างจริงจัง ต่อเนื่องจนสร้างสามัญสำนึกเป็นภูมิคุ้มกันของคนในระยะยาวได้ ซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสื่อที่เป็นประโยชน์ก็คือการที่เยาวชนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้อีกมุมหนึ่งของสังคมแล้ว
“คนที่ถูกซ้อมทรมานจะกลายเป็นคนที่รุนแรงมากขึ้น” คำกล่าวของ ดร.ปานใจ โวหารดี จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แสดงถึงผลกระทบของการซ้อม-ทรมานที่มีต่อสังคมได้อย่างชัดเจน ซึ่ง ดร.ปานใจ มองว่า บุคคลที่เคยถูกซ้อม-ทรมานจะเป็นคนที่สร้างความรุนแรงต่อไปในสังคม ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้จึงต้องได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมเพื่อตัดวงจรของการซ้อมทรมานให้หมดลง แต่ที่ผ่านมากรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มักจะชดเชยด้วย ‘เงิน’ เท่านั้น แต่ยังไม่มีการตรวจผลกระทบต่อจิตใจของเหยื่อที่ถูกซ้อม-ทรมาน
เงิน อาจใช้จ่ายค่ารักษารอยบอบช้ำและความเจ็บปวดทางร่างกายให้บรรเทาลงได้ แต่เงินไม่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดรุนแรงที่เหยื่อได้รับ บางรายถึงขั้นมีอาการทางจิต วิตกกังวล ซึมเศร้าตลอดเวลา ส่งผลถึงการใช้ชีวิตในอนาคตดังนั้นการเยียวยาผู้เสียหายจึงควรครอบคลุมในหลายมิติ แต่จะต้องฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้ผู้เสียหายและครอบครัวสามารถกลับมา ใช้ชีวิตในสังคมได้โดยปกติ การเยียวยาจึงมีความหมายมากกว่าแค่การชดเชยด้วยเงินแต่เพียงอย่างเดียว
...ไม่มีใครอยากถูกทรมาน แต่เมื่อทุกคนมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อ สังคมไทยจึงไม่ควรเพิกเฉยต่อการทรมานอีกต่อไป สิ่งที่จะปลดสังคมไทยให้หลุดจากพันธนาการของการซ้อม-ทรมานได้ คือการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนรู้ถึงสาเหตุ ความรุนแรง และผลกระทบจากการทรมานที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการทรมานผู้กระทำความผิดไม่ว่าเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
หรือการที่ผู้บริสุทธิ์ต้องยอมรับสารภาพเพื่อหยุดความเจ็บปวดจากการถูกซ้อมทรมาน จนตกเป็นจำเลยสังคม การปลูกจิตสำนึกเคารพสิทธิในของผู้อื่น การให้ความรู้โดยเฉพาะความรู้ทางกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันและยุติการทรมานได้ในที่สุด
อย่าปล่อยให้เป็นแค่ความเคราะห์ร้าย หากเราไม่ต้องการให้มีเหยื่อที่ต้องเจ็บปวดกับจากการทรมานไปมากกว่านี้
สิ่งที่ควรรู้หากถูกจับ
- 1.คุณสามารถแจ้งญาติหรือคนที่ไว้ใจรับรู้ว่าคุณโดนจับ
- 2.คุณสามารถเรียกทนายหรือขอทนายของรัฐ
- 3.คุณสามารถปรึกษากับทนายเป็นการส่วนตัวได้
- 4.คุณมีสิทธิที่จะเลือกที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ทนายของ
- 5.คุณสามารถอยู่ด้วยระหว่างที่ทำการสอบปากคำ
- 6.คุณจะต้องทำบันทึกระหว่างสอบสวนตำรวจไม่มีสิทธิส่งตัว
- 7.คุณเข้าห้องขังหากศาลยังไม่ตัดสิน
หมายเหตุ : เรียบเรียงโดย ปริญญา ชาวสมุน





