วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากท้องเล สู่ท้องเรา

“ประมงพื้นบ้าน” เรื่องดี ๆ ที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะสำหรับใครที่มองหาเมนูปลอดภัยจากท้องเล แบบที่ชัดเจนทั้งที่มา และทางไป

แม้บรรยากาศหน้าร้าน “คนจับปลา” ที่สาขา รูท การ์เด้น ทองหล่อซอย 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะค่อนข้างเงียบเหงา แต่กลับไม่ได้ทำให้ ‘สุ’ สาวประจวบฯ ที่นั่งเฝ้าร้านอยู่คนเดียวทุกข์ร้อนเท่าไรนัก เพราะความจริงก็คือ ลูกค้าประจำที่โทร.สั่งจองอาหารทะเลกับทางร้านแวะมารับสินค้าไปเกือบหมดแล้ว

..ที่ยังเปิดร้านอยู่ นอกจากเผื่อว่าจะมีลูกค้าจรแวะเวียนเข้ามาชมสินค้าแล้ว การมีอยู่ของร้านคนจับปลา ก็ถือเป็นการแสดงให้คนทั่วไปรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านได้อย่างดี

ในขณะที่เสียงโวยจากกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ที่จำต้องพักการออกเรือเพื่อเคลียร์ตัวเองในการที่จะได้รับอนุญาตทำประมงอย่างถูกต้องได้นั้นยังไม่เงียบเสียงลง ถ้าสำรวจตลาดสดทั่วไป ก็จะพบว่า สินค้าอาหารทะเลก็ไม่ได้ถึงกับขาดแคลนเสียทีเดียว เพราะยังมีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 3 หมื่นลำที่ยังคงออกหาปลาตลอดจนอาหารทะเลสดๆ เพื่อส่งตรงมาถึงท้องของพวกเราทุกๆ คน

“ช่วงนี้มีหอยชักตีนด้วยนะคะ.. อันนี้หายาก ต้องมาเป็นฤดูกาล แล้วนี่เลยค่ะ..ท้องปลากด มีไข่ด้วย อันนี้เอาไปทำแกงส้มหน่อไม้ ใส่พริกแกงจัดๆ อร่อยมากเลยค่ะ” สุ หรือ สุพรรณา น้อยอิ่ม ทีมงานของร้านคนจับปลาเล่าพร้อมรอยยิ้มในขณะชี้ชวนให้ดูสินค้าในลังน้ำแข็งตรงหน้า

นอกจากสองสินค้าที่สุบอกว่า ได้มาเป็นพิเศษแล้ว ในลังยังมีทั้งปลาสร้อย ปลาสาก ปลากุเลาเค็ม และปลาอินทรีย์ขูด ที่ส่งตรงจากนครศรีธรรมราช.. ส่วนพิกัดท้องทะเลในประจวบฯ ก็มีทั้งปลากะพงหั่นแว่นพร้อมปรุง ปลาหลังเขียวที่ตัดหัวทำเค็มตากแดดมาจนได้ที่แพ็คใส่ถุงสุญญากาศขนาดพอดีทานหนึ่งมื้อ

“สินค้าของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ ก็แล้วแต่ว่า ชาวประมงจะจับได้อะไรมา บางทีลูกค้าสั่งของมา เราไม่มีให้ เขาก็เข้าใจ เพราะของเราส่งตรงจากชาวประมงจริงๆ” สุ เอ่ย

 

คนกลางหลบไป

“ร้านเราทำสินค้าที่ตอบโจทย์คนเมือง ซึ่งเขาจะอยากได้สินค้าที่ทำมาให้แล้วพร้อมปรุง แล้วขนาดก็กำลังดี ไม่เยอะจนเกินไป เนื่องจากเราบรรจุมาในถุงสุญญากาศ แช่แข็งมาเลย ฉะนั้นถ้าจะให้ดี เมื่อแกะแล้วก็ควรปรุงให้หมด เราจึงทำแพ็คมาไม่ใหญ่มากค่ะ” เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ผู้จัดการร้านคนจับปลาช่วยขยายความ

สำหรับร้านคนจับปลาเปิดมาครบปีแล้ว ถึงแม้ร้านแม่จะอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ แต่ลูกค้าหลัก คือ เหล่าคนเมืองทั้งหลาย โดยร้านจะเป็นคนการันตีสินค้าผ่านเครือข่ายประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น 7 ชุมชนใน 4 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์, ตรัง, สตูล และนครศรีธรรมราช ว่าปลอดภัยไร้ฟอร์มาลีนตั้งแต่กลางทะเลจนมาสู่มือลูกค้า

หลักการที่มีคือ อาหารทะเลนั้นจะต้องจับมาด้วยเครื่องมือประมงซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถูกกฎหมาย ไม่ขัดกติกาชุมชน รวมทั้งสามารถระบุแหล่งที่มาและชนิดเครื่องมือที่ใช้จับได้ และจะต้องไม่ใช่สารเคมี เช่น ฟอร์มาลีน หรือ ยาฆ่าแมลง ทั้งในขั้นตอนการจับ การแปรรูป และการเก็บรักษาสินค้าเพื่อรอจำหน่าย ขณะเดียวกันเมื่อถึงกระบวนการแปรรูป สินค้าทั้งหมดที่วางขายก็จะต้องนำมาจากสินค้าที่ไม่ผิดกฎทั้งหมดที่ว่าไว้ข้างต้น นอกจากนี้ ชาวประมงที่จะสามารถส่งสินค้ามาขายให้กับร้านได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรทะเลและชายฝั่งของชุมชนประมงพื้นบ้านอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สารพัดกฎที่ว่ามานั้น อาจจะเรียกได้ว่า วิน-วิน กันทั้งสองฝ่าย นั่นคือ ชาวประมงก็ขายได้ราคาดีกว่าเก่า ขณะที่ผู้บริโภคอย่างเรา ก็ได้สินค้าสด ปลอดภัย ไร้สารเคมี และที่สำคัญ คือ ยังช่วยตัดตอน “คนกลาง” ที่ไม่ลงแรงแต่ปาดหน้าเค้กไปกินแบบง่ายๆ ออกไป

“เมื่อก่อนเราใช้วิธีส่งสินค้ามาทางรถตู้แล้วให้ลูกค้ามารับ หรือบางทีก็ขับรถเข้ามาส่งด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้มีหน้าร้านที่รูท การ์เด้นแล้ว ลูกค้าหลายๆ รายก็โทรสั่งแล้วนัดมารับของที่นี่” เสาวลักษณ์ เอ่ย

  ร้านคนจับปลาไม่ใช่ช่องทางจำหน่ายเดียวที่วางขายอาหารทะเลอินทรีย์ในกรุงเทพฯ เพราะยังมีร้านจาก เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล ที่เอาความสดจากท้องทะเลมาเสิร์ฟคนกรุงในทุกๆ วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ที่เกตเวย์ เอกมัย

อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ขายดีมาก เพราะสินค้าขายหมดตั้งแต่วันเสาร์ ลูกค้าเลยต้องอดใจ หิ้วท้องรอสุดสัปดาห์ถัดไปหากต้องการจะทานอาหารทะเลปลอดสาร ที่ไม่เป็นพิษทั้งต่อท้องเล.. ท้องเรา.. และยังปากท้องของชาวประมง

"ปลาทะเลไม่ขาดหรอกค่ะ เพราะเรือชายฝั่ง และเรือประมงพื้นบ้าน กว่า 30,000 ลำ ยังคงออกหาปลาอยู่อย่างต่อเนื่อง อาจมีหยุดบ้างเพราะพายุเข้า แต่ถ้าสภาพอากาศปกติรับรองได้ ทุกคนอยากออกเรือค่ะ แต่สาเหตุที่จะทำให้ปลาขาดตลาดคือ ที่ผ่านมาระบบตลาดเราผูกขาดกันที่แพปลาใหญ่ ๆ ทำให้สัตว์น้ำเกือบทุกพื้นที่ต้องวิ่งเข้าแพปลาขนาดใหญ่ ไปประมูลกันก่อนกระจายกันออกไปถึงตลาดย่อย และถึงมือผู้บริโภค (ระบบนี้ทำให้มีความเสียงสูงที่สัตว์น้ำจะถูก treat ด้วยสารเคมี เพราะใช้เวลาการเดินทางนาน) ดังนั้นถ้าแพปลาขนาดใหญ่ ๆ ปิด ก็จะทำให้เกิดผลกระทบได้ในระยะแรก แต่คงไม่นาน เพราะปลาที่จับมาแล้วมันต้องมีทางเดินของมันค่ะ ซึ่งก็ไม่แน่นะคะอาจทำให้เกิดระบบขนส่งขึ้นมาใหม่แบบไม่ผูกขาดก็ได้ ดังนั้นอาหารทะเลไม่ขาดตลาดแน่ ๆ ค่ะ เปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าค่ะ (คงไม่มีอะไรแย่กว่าสิ่งที่เป็นอยู่แล้วค่ะ)" คือ คำยืนยันจากเฟซบุ๊คเพจ “เครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล” ถึงคำถามคลาสสิคที่ต้องตอบสื่อแทบทุกวันในช่วงนี้

และยังกำชับไว้อีกด้วยว่า.. แรก ๆ อาจจะขลุกขลักบ้าง แต่ขอให้ช่วย ๆ กัน อย่าให้ใครฉวยโอกาสขึ้นราคาปลา และฉวยโอกาสเอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน

ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ นักวิชาการอิสระ ผู้ประสานงานโครงการการจัดการประมงชายฝั่ง และผู้จัดการโครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ให้รายละเอียดไว้ในบทความ “การเดินทางของ กุ้ง หอย ปู ปลา” ในหน้ากรีนไลฟ์ทางจุดประกาย ถึงแหล่งที่มาของสินค้าที่ทางเครือข่ายฯ นำมาจำหน่ายว่า ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มีความไม่แน่นอน แต่มีความสด และเป็นอาหารทะเลปลอดสารจาก 5 พื้นที่ คือ สงขลา พัทลุง กระบี่ พังงา เพชรบุรี และเลือกช่องทางติดต่อกับลูกค้าผ่านทางเฟซบุ๊ค

“ถ้าเรายังคิดแบบเดิมๆ คนไทยก็ไม่ได้กินปลาดีๆ ทรัพยากรก็ค่อยๆ ร่อยหรอ ถามว่า เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงาน ถ้ายังทำแบบเดิมๆ ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” ดร.สุภาภรณ์ เอ่ย พร้อมยืนยันว่า มีแต่การต่อท่อตรงจากทะเลสู่ผู้บริโภคเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกค้าได้อาหารทะเลปลอดสาร รับประทานได้อย่างไร้กังวล

 

รู้ก่อนกิน 

“ทั้งๆ ที่เรามีระบบนิเวศที่หลากหลาย มีทั้งชายฝั่งโคลน ชายหาดทราย ปะการัง แต่มีปัญหาการบริหารสัตว์น้ำหลังการจับ และการจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง ใช้เครื่องมือประมงขนาดใหญ่กวาดต้อน มีการกินลูกปลาทูตัวเล็กๆ ซึ่งผู้บริโภคก็ขาดองค์ความรู้ คุณเคยกินปลาข้าวสารไหม มันคือ ลูกปลากะตัก คนก็บอกว่ามีแคลเซียมขายในร้านอาหารสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วทำลายธรรมชาติ” ดร.สุภาภรณ์ บอก

ไม่ต่างกันกับหลายๆ เมนูจานอร่อยของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น “ปลาสายไหม” ตัวเล็กจิ๋วที่นิยมนำมาทอดกรอบกินได้ทั้งตัวแสนอร่อยมีประโยชน์.. หรือจะเป็นเมนู “เอ็นหอย” ที่รู้ไหมว่า กระบวนการก่อนหน้านั้น คือ การดึงหอยจอบขึ้นมาตัดเอาเอ็นหอยไว้ และปล่อยเปลือกหอย เนี้อหอย ให้กลับลงไปเน่าในทะเล ซึ่งนั่นหมายถึง ความเสียหายของระบบนิเวศน์ที่ควรจะได้เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์นํ้าวัยอ่อนที่ได้อาศัยฟักไข่เจริญพันธุ์ เป็นต้น

อาจไม่ต้องถึงกับมองโลกสีเขียวแบบเอ็นจีโอ เพราะลำพังแค่มองประโยชน์ลำพังเฉพาะ “ตัวเอง” ก็ยังไม่มีเหตุผลไหนที่จะมาแย้งวงจรอาหารปลอดภัยนี้..

สำหรับซีฟู้ดเลิฟเวอร์อย่าง ภาวิณี ศุนาลัย แต่ก่อนเธอไม่เคยปฏิเสธเมนูจากท้องทะเลเลย จนเมื่อปีที่แล้ว จู่ๆ ร่างกายก็เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เป็นผื่นคันทั่วตัว จนต้องหาอยู่หลายหมอ กระทั่งพบคำตอบที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด นั่นคือ “การแพ้สารปนเปื้อนจากอาหารทะเล”

“หมอบอกว่า ถ้าไม่อยากแพ้ ก็ต้องไปทานอาหารทะเลที่กลางทะเลค่ะ” คนเคย “แพ้” เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ แต่ยามนั้นหัวเราะไม่ออกแน่นอนโดยเฉพาะในอาการแพ้ช่วงหลังที่เป็นมากขนาดบวมตามนิ้ว ตามข้อ ซึ่งหมอบอกว่า “หนักมาก” เธอจึงเริ่มหันหลังให้อาหารทะเลอย่างเด็ดขาด กระทั่งได้มารู้จักกับอาหารทะเลอินทรีย์ว่านี่คือ ทางออก

“เมนูโปรด คือ ปลาหมึกแดดเดียวค่ะ อร่อยมาก ซื้อมาแล้วต้องแนะนำให้ทุกคนซื้อบ้าง”

หรืออีกหลายเมนูทะเลที่กลายเป็นสินค้าซื้อซ้ำสำหรับเธอ อาทิ ทอดมันที่ปรุงมาแล้วพร้อมลงกระทะทอดได้เลย หรือ ปลากะพงแล่แล้วพร้อมปรุงก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มต้องมีติดตู้เย็นเสมอ

ขณะที่ ดลฤทัย ก่อกิจสวัสดิ์ ลูกค้าประจำของร้านคนจับปลา วัย 45 ปี ที่ออกตัวว่า เป็นผู้บริโภคอาหารแนวออร์แกนิก หรือ อาหาร “ปลอดภัย” ทุกประเภท มองว่า การซื้ออาหารจากชาวประมงโดยตรงได้ประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับ นั่นคือ ตัวเองได้อาหารสด มีคุณภาพ แล้วก็ได้ช่วยสนับสนุนชาวประมง

“เขาเต็มใจจะจับปลาให้เรา เขาเต็มใจจะดูแลของให้เรา มันต่างคนต่างตอบแทน” ดลฤทัยเอ่ย

เธอเล่าว่า ตอนแรกเธอไม่ได้สนใจหรอกว่า สารฟอร์มาลีน (และสารอื่นๆ) ในอาหารสดคืออะไร มีโทษอย่างไร แต่เมื่อเริ่มมองหาอาหารที่ปลอดภัย เนื่องจากคนใกล้ตัว “ป่วย” มากขึ้น ก็ทำให้ “รู้จักกิน” และได้พบกับร้านอาหารจากผู้ผลิตโดยตรงที่มีอาหารที่ซื่อสัตย์กับผู้บริโภค

"เขา (ร้าน) ก็โชว์ให้ดูว่า ปลาของเขายังแดง ยังสดอยู่ เราก็บอกว่าในซูเปอร์ฯ ก็แดง ก็สด เขาบอกว่า เคยสังเกตมั้ย ปลาแบบนั้น แช่ตู้เย็น แล้วเอามาดูอีกที มันก็ไม่มีเลือดแล้ว เราก็สังเกตว่า ใช่ ตามที่เขาบอก... เราก็รู้เลยว่า คนขายเขาไม่ได้หลอก” ดลฤทัยเล่า และบอกว่า เธอเป็นลูกค้าร้านคนจับปลามานับปีแล้ว ยิ่งตอนนี้สามารถหาซื้อในกรุงเทพได้สะดวกขึ้น เธอก็จะสั่ง 2-3 อาทิตย์ต่อครั้ง แล้วทุกครั้งก็จะไปรับอาหารสดด้วยตัวเอง ถ้าอาหารมีปัญหาก็สามารถคุยกันได้ ช่องทางการขายที่เข้าถึงได้โดยตรงทำให้เธอไว้ใจให้ร้านแบบนี้เป็นร้านแรกที่จะเลือกซื้อ

"บางทีมันก็มีปัญหาเข้ามา คือเขาก็ไม่ได้ยืนตรวจดูทุกอันเหมือนกับไลน์การผลิตของโรงงาน เราก็จะถาม กุ้งมีปัญหา สีแบบนี้เพราะอะไร เขาก็จะตอบ เขาให้ความรู้ด้วย เราก็มีความรู้มากขึ้น มันทำให้เรารู้สึกว่า เขาขายของแบบไม่โกหกผู้บริโภค” ดลฤทัยบอก โดยย้ำว่า ทุกวันนี่เธอเป็นผู้เลือก เลือกแล้วว่า จะไม่ทานยา แต่จะทานอาหารเป็นยา

แม้ว่า ราคาอาจจะแพงกว่าบ้าง... แต่เธอก็เห็นว่า กินแบบนี้ดีกว่ากินยา และจริงๆ ยาก็แพงกว่าอีก “เรารู้สึกว่า เราก็ไม่ได้กินเยอะอะไร กินพอประมาณ แต่ได้ของดี แล้วก็ได้ช่วยเหลือชาวประมงด้วย”

ไม่ต่างกันกับ ภาวิณี ที่แม้จะยอมรับว่า ส่วนตัวไม่เคยเช็คราคาสินค้าว่า ถูกหรือแพงกว่ากันแค่ไหน แต่ที่เธอรู้ มันคือ “ราคา” ที่เธอโอเค และรู้สึกว่าจ่ายได้ สำหรับอาหารที่รู้แหล่งที่มา และไม่เป็นภัยต่อร่างกาย

แม้ความตั้งใจจะมาเต็ม แต่แค่ คนผลิต-คนนำส่ง จะมีความพร้อม ก็ยังไม่อาจขับเคลื่อนรถขบวนนี้ให้ไปถึงปลายทางได้ หากขาดหัวใจสำคัญอย่างผู้บริโภคหรือ “คนกิน” นี่แหละที่จะรับได้แค่ไหน

  ...สำหรับราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความปลอดภัยของท้องเรา และท้องเล