วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โรเบิร์ต กลาสเปอร์ ถึงเวลาถวิลหาเปียโน

อนันต์ ลือประดิษฐ์ ชวนฟัง Reckoner เพลงเก่าของ เรดิโอเฮด จากการตีความแบบใหม่สดโดยนักเปียโนรางวัลแกรมมี่






นับเป็นเวลา 10 ปีพอดี กับการได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัดระดับตำนาน อย่าง “บลู โน้ต” นักเปียโนรุ่นใหม่ โรเบิร์ต กลาสเปอร์ สร้างความเกรียวกราวขึ้นในเวลานั้น เพราะเขาเป็นนักดนตรีคนแรกในรอบ 5 ปีในเวลานั้น ที่ “บลูโน้ต” เลือกขึ้นมาเป็นศิลปินของค่าย

โรเบิร์ต ได้ทุนเรียนเปียโนที่ “นิว สกูล” ในนิวยอร์กซิตี เขามีอัลบั้ม Canvas ออกวางขายในปี 2005 กับวงทริโอแรกเริ่มของเขา ซึ่งมี ดามิออน รีด ในตำแหน่งกลอง และ วิเซนเต อาร์เชอร์ ในตำแหน่งเบส

ความเด่นดังในฐานะดาวรุ่งหน้าใหม่ ทำให้ปีถัดมาเขาได้รับเชิญไปร่วมแสดงในงานเทศกาลดนตรี นอร์ธ ซี แจ๊ส 2016 ที่ร็อตเตอร์ดัม ดูเผินๆ หากเดินสวนกันภายในงาน ลักษณะกายภาพของเขา อาจจะทำให้คุณตัวสั่นนิดๆ เพราะไม่อยากเชื่อว่า ผู้ชายผิวหมึก ผมหยิกเป็นหลอด หน้าตาโหดหินถมึงทึง แบบ angry young man คนนี้ กลับเป็นนักเปียโนที่สร้างเสียงเพลงได้อย่างละเมียดละไม
ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเสมอไป

ในแง่ประสบการณ์ส่วนตัว ผมยังจดจำได้ว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชมเพียงไม่กี่สิบชีวิต บนเวทีในห้องแสดงดนตรีเล็กๆ ที่ชื่อว่า Madeira ณ Ahoy ของร็อตเตอร์ดัม เมื่อเวลา 16.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2006

ในเวลานั้น โรเบิร์ต กลาสเปอร์ กำลังค้นหาหนทางของตัวเอง ประตูชีวิตนักดนตรีเปิดกว้างขึ้นแล้ว แต่นั่นยังไม่เพียงพอ ตราบเมื่อมีนักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่ ฝีมือระดับพระกาฬกำลังแข่งขันกันอยู่รายรอบ ไม่ว่าจะเป็น แบรด เมลดาห์ว ซึ่งดังค้างฟ้ามาแล้ว หรือจะเป็นดาวรุ่งจากเอเชียอย่าง ฮิโรมิ เป็นต้น

นั่นเป็นโจทย์ที่ โรเบิร์ต กลาสเปอร์ จะต้องฝ่าไปให้ได้

ถัดจากนั้นไม่นาน ชื่อเสียงของ โรเบิร์ต กลาสเปอร์ ปรับทิศทางจากอะคูสติคแจ๊สไปหาดนตรีร่วมสมัยมากขึ้น เขานำเสนอดนตรีกึ่งทดลองืที่มีรากฐานมาจากฮิพฮ็อพและอาร์แอนด์บี ผลงานที่แหวกล้ำแนวทางของเขาโดนใจคนรุ่นใหม่มากพอสมควร ก่อนจะประสบความสำเร็จจากโปรเจ็คท์วง ดิ เอ็กซ์เพอริเมนท์ ของเขา เมื่ออัลบั้ม Black Radio (2012) คว้ารางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้ม R&B (2013) ยอดเยี่ยมได้ในที่สุด

หลังจากอยู่กับเฟนเดอร์โรดส์ และซินธิไซเซอร์มานาน โรเบิร์ต กลาสเปอร์ เริ่มคิดถึงอะคูสติก เปียโน มากขึ้นทุกที ในฐานะ “สไตน์เวย์ อาร์ติสต์” เขาจึงตัดสินใจทำอัลบั้มใหม่ ที่ “แคปปิตอล” สตูดิโอเก่าแก่ในลอสแองเจลิส เมื่อเดือนธันวาคม 2014 ที่ผ่านมา ในบรรยากาศกึ่งๆ การแสดงสด โดยมีมือกลองและมือเบสชุดแรกกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง

อัลบั้ม Covered บ่งบอกว่าหลายเพลงน่าจะเป็นการหยิบเพลงเก่า หรือเพลงที่รู้จักกันดีมาตีความใหม่ แต่ในมุมมองของ โรเบิร์ต มันไม่ใช่เพลงสแตนดาร์ดจากยุคทองของนักแต่งเพลงอเมริกันเสียทีเดียว เขาเลือกเพลงร่วมสมัย อย่าง Reckoner ของ วงเรดิโอเฮด , Good Morning ของ จอห์น เลเจนด์, The Worst ของ เจห์เน ไอโกะ, So Beautiful ของ มิวสิค โซลไชลด์ แถมด้วย Stella By Starlight ของวิคเตอร์ ยัง และแน่นอนทีเดียวว่า ย่อมต้องมีเพลงของตัวรวมอยู่ด้วย

เปิดตัวด้วย I Don’t Even Care เพลงจากอัลบั้ม Black Radio 2 เป็นอะคูสติกเซ็ทที่ถ่ายเทพลังดนตรีได้อย่างมีไดนามิก แต่ละตัวโน้ตผ่านปลายนิ้วของ โรเบิร์ต กลาสเปอร์ในเวลานี้ชัดเจนในทิศทางยิ่งนัก

เพลงอื่นๆ ยิ่งเข้มข้นขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะ In Case You Forgot ความยาว 13 นาที ที่มีสำเนียงฟรีแจ๊ส แต่ด้วยแนวทางที่รื่นรมย์ และพลิกความคาดหมาย

โดยภาพรวมของ Covered เป็นผลงานที่สวยสด งดงาม อบอุ่น และถ่ายทอดออกมาจากหัวใจ ผมฟังอัลบั้มนี้ ด้วยมุมมองที่ชื่นชม โรเบิร์ต กลาสเปอร์ มากยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกัน Covered ยังสะท้อนจุดยืนของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อต่อต้านความไม่ยุติธรรม อคติด้านชาติพันธุ์ ความแบ่งแยกรังเกียจเดียดฉันท์ ซึ่งควรจะหมดไปจากโลกนี้ได้แล้ว

“Let me tell you who I am. ... I'm one of the ones of color who got over. I'm one of the ones your bullet missed…”

ตัวอย่างของเพลง 2 เพลง ที่ใช้ปิดท้ายอัลบั้ม คือ Got Over ที่มีเสียงบรรยายของ แฮร์รี เบลาฟอนเต และ I’m Dying of Thirst ที่ผนวกด้วยเสียงของเด็กๆ เอ่ยนามเด็กอเมริกันผิวสีที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต นับเป็นการจบท้ายอัลบั้มที่ทำให้คุณน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

(ตีพิมพ์ครั้งแรก ในเซ็คชั่นจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558)